CHANEL J12 X-Ray กับการมองเห็นทะลุปรุโปร่ง

นาฬิกา J12 สร้างสรรค์ขึ้นในยุคการมาเยือนของสหัสวรรษใหม่ ด้วยดีไซน์ สีสัน และวัสดุไฮเทคเซรามิก ทำให้ผลงานจาก Chanel นี้ได้รับการยกย่องให้เป็นไอคอนของยุค 2000 ไปโดยปริยาย ทว่าการเป็นไอคอนนั้นไม่ได้หมายถึงการหยุดนิ่ง หากแต่ต้องวิวัฒน์ไปข้างหน้า ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เห็น J12 รูปโฉมใหม่ที่สร้างความตื่นเต้นในทุกๆ ครั้งที่เปิดตัว เช่นเดียวกับผลงานใหม่สำหรับฉลองครบรอบ 20 ปีในปีนี้

หลังจากได้รับการปรับโฉมใหม่เมื่อปีที่แล้ว โดยเฉพาะการใช้กลไกอัตโนมัติซึ่งพัฒนาโดยโรงงาน Kenissi ที่ชาเนลถือหุ้นอยู่ 20 เปอร์เซ็นต์ ล่าสุด Chanel ได้ตอกย้ำความสามารถในการพัฒนานาฬิกาชั้นสูงด้วยผลงานใหม่ล่าสุด J12 X-Ray จากเดิมที่ใช้วัสดุไฮเทคเซรามิก ครั้งนี้ชาเนลเลือกสร้างสรรค์ J12 ด้วยแซฟไฟร์โปร่งใสโดยยังคงเอกลักษณ์การดีไซน์ดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งแซฟไฟร์ใสนี้ปรากฏทั้งบนตัวเรือน สะพานจักร แท่นเครื่อง หน้าปัด สายรัดข้อมือ ยกเว้นเข็มนาฬิกา วีล เมนสปริง และชิ้นส่วนจิ๋วๆ บางชิ้น และเพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ ยังได้เลือกเพชรขาวทรงบาแก็ตต์มาประดับรอบขอบตัวเรือนด้วย

แม้ว่าเราจะเคยเห็นนาฬิกาตัวเรือนแซฟไฟร์ซึ่งมีน้ำหนักเบาและแข็งแกร่งมาก่อน แต่ต้องยอมรับว่าเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการผลิตนาฬิกาจากแซฟไฟร์แทบจะทุกชิ้นส่วน ด้วยความแข็งของวัสดุ ทำให้ขึ้นรูปทรงที่ต้องการได้ยาก ใช้ทั้งเวลา เครื่องจักร ทุนทรัพย์ และฝีมือขั้นสูง เราจึงไม่ค่อยเห็นนาฬิกาตัวเรือนแซฟไฟร์ในท้องตลาดเท่าไร และยิ่งเป็นตัวเรือนและสายรัดข้อมือแซฟไฟร์แบบ J12 X-Ray ซึ่งไม่มีแบรนด์ไหนเคยทำมาก่อน อีกทั้งการผลิตชิ้นส่วนกลไก เช่น สะพานจักร แท่นเครื่อง ด้วยคริสตัลแซฟไฟร์ จึงทำให้ตลับลานดูเหมือนลอยอยู่กลางอากาศด้วย 

J12 X-Ray ทำงานด้วยกลไกไขลาน Calibre 3.1 ซึ่งพัฒนามาจากกลไก Calibre 3 ซึ่งเคยใช้ในรุ่น Boy.Friend เมื่อปีค.ศ. 2018 จุดเด่นของกลไกรุ่นนี้คือดีไซน์แบบโอเพนเวิร์กโชว์โครงสร้างแบบมินิมัลเรียบเท่ และยังได้รับการปรับแต่งใหม่เมื่อนำมาใช้กับนาฬิกาตัวเรือนกลม J12 X-Ray ทั้งสะพานจักรซึ่งเดิมมีวงแหวนสองวงใหญ่-เล็กซ้อนกันก็เหลือเพียงวงเดียว และถอดชุดกลไกสำหรับแสดงวินาทีด้วยเข็มขนาดเล็กออกไป 

การเลือกใช้วัสดุอย่างแซฟไฟร์ ทำให้เราสามารถชื่นชมกับกลไกที่สร้างสรรค์ด้วยเส้นสายเรียบง่ายบริสุทธิ์ นี่คือผลงานจากการพัฒนาของแผนกนาฬิกาชั้นสูงของชาเนล รวมทั้งโรงงาน G&F Chatelain ณ เมืองลา โชซ์-เดอ-ฟองด์ ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของชาเนลมาตั้งแต่ยุค 1990s 

Other Articles