ในปีนี้บุลการีเลือกที่จะเปิดตัวคอลเลกชั่นไฮจิวเวลรี่ล่าสุดที่มิลาน แทนที่จะเป็นโรมซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแบรนด์ ทั้งนี้ก็เพื่อเฉลิมฉลองการฟื้นคืนของมิลานหลังเผชิญหน้ากับวิกฤตโควิดอย่างหนักเมื่อปีที่แล้ว คอลเลกชั่นนี้มีชื่อว่า Magnifica หรือความงดงามสูงค่า ซึ่งเป็นชื่อที่เหมาะสมลงตัว เพราะนอกจากจะเป็นคอลเลกชั่นไฮจิวเวลรี่ที่มีมูลค่าสูงสุดที่บุลการีเคยสร้างสรรค์มาแล้ว ยังตอกย้ำความเชี่ยวชาญอันหาตัวจับยากของนักออกแบบและช่างฝีมือของเมซงที่สั่งสมมาโดยตลอด 137 ปี
คอลเลกชั่น Magnifica เป็นการเชิดชูอัญมณีล้ำค่าหายากและความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการจับคู่อัญมณีสีสันต่างๆ ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของบุลการีมานานแล้ว ในบรรดาผลงานทั้งหมด 350 ชิ้น มีนับร้อยแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ละชิ้นยังสวมใส่ได้หลากหลายโอกาส พลิกแพลง และสวมใส่ได้หลากแบบ สมกับคอนเซ็ปต์ของไฮจิวเวลรี่ยุคใหม่
ผลงานเหล่านี้ยังได้แรงบันดาลใจมาจากมิวส์ หรือหญิงผู้เป็นแรงบันดาลใจจากยุคต่างๆ ผู้ไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใด ยกตัวอย่างเช่น สร้อยคอ Diamond’s Passion ซึ่งเป็นการสดุดี ฮอร์เทนเชีย หญิงผู้กล้ายืนหยัดเพื่อผู้หญิงคนอื่นๆ ในยุคโรมันโบราณ หรือสร้อยคอ Baroque Spiral ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากจิตรกรหญิง อาร์เทมิเชีย เจนทิเลสชี ศิลปินยุคบาโร้กผู้มีแนวคิดไม่เหมือนใครในการสร้างสรรค์งานศิลป์ รวมถึงสร้อยคอ Fluid Tanzanite ที่ได้แรงบันดาลใจจาก ซาฮา ฮาดิด สถาปนิกหญิงเก่งผู้เปลี่ยนแปลงมุมมองที่เรามีต่องานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย โดยเธอได้เคยร่วมงานกับเมซงในการออกแบบคอลเลกชั่น B.Zero1 ด้วย
ลูเซีย ซิลเวสทรี ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์จิวเวลรี่ของบุลการีเล่าว่า กระบวนการทำงานเริ่มต้นจากอัญมณีซึ่งช่างอัญมณีของ Bvlgari เดินทางไปเสาะแสวงมาจากทั่วโลกโดยใช้เวลา 3 ปี จากนั้นจึงนำมาจัดวางหาคอมบิเชั่นของสีสันก่อนจะเริ่มต้นออกแบบ อัญมณีที่คัดสรรมาเพื่อคอลเลกชั่นนี้เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของความงาม อย่างสปิเนลซึ่งประดับอยู่บนสร้อยคอชิ้นเด่นรุ่น Imperial สปิเนลเม็ดนี้ขุดพบในทาจิกิสถาน มีน้ำหนักถึง 131.21 กะรัต ซึ่งนับว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก สร้อยมรกตโคลอมเบียหนึ่งเม็ดที่มีขนาด 93 กะรัตประดับในสร้อยคอ Hypnotic Serpenti รวมทั้งทัวร์มาลีนพาไรบาเจียระไนรูปไข่ 5 เม็ด จากโมซัมบิกซึ่งหายากที่สุดในโลก มีน้ำหนักรวมถึง 500 กะรัต ชวนให้นึกถึงน้ำทะเลสีฟ้าใสในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนรอบเกาะซาร์ดิเนีย ในสร้อยคอ Queen ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากสร้อยคอของเมซงในปี 1969
อัญมณีที่เปรียบดั่งของขวัญจากธรรมชาติเหล่านี้ยังได้รับการเชิดชู และเผยความสง่างาม โดยงานฝีมืออันน่าทึ่งของเหล่าศิลปินแห่งบุลการี ด้วยทักษะอัจฉริยะและฝีมืออันประณีตที่พวกเขาได้นำมาใช้เพื่อเปลี่ยนรูปจากแนวคิดอันสร้างสรรค์ และภาพร่างแบบสองมิติสู่ชิ้นงานศิลปะสามมิติ โดยในบางครั้งยังจำเป็นต้องใช้เวลาในการทำงานด้วยมือนานถึง 2,500 ชั่วโมง เพื่อให้ได้ผลงานที่สมบูรณ์แบบ เพราะจริงๆ แล้วยังไม่มีเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ใดๆ มาช่วยในการทำงานของพวกเขาได้ โดยพวกเขาต้องบรรจงคำนวณวัดสัดส่วนและรังสรรค์ผลงานแต่ละชิ้นเหล่านี้ รวมถึงทุกๆ ชิ้นส่วนประกอบขึ้นเอง เพื่อรังสรรค์เป็นผลงานเฉพาะหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์ และเป็นชิ้นงานศิลปะที่อยู่เหนือซึ่งกาลเวลา
















