Tuesday, November 29, 2022

#SadGirlTrend เมื่อความโศกเศร้าได้กลายมาเป็นเทรนด์ตั้งแต่เมคอัพยันรันเวย์!

ที่ผ่านมานิตยสารความงามและนิตยสารแฟชั่นทั้งหลายต่างทำหน้าที่สอนให้ผู้อ่านนั้นเข้าถึงความสวยงามไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการแต่งตัว การวางตัวและท่าทาง รวมไปถึง การแต่งหน้า ซึ่งสื่อทั้งหมดนี้ได้ช่วยให้สาวๆ และ หนุ่มๆ ทั้งหลายเรียนรู้ที่จะปกปิดจุดด่างพร้อยของตัวเองและทำการสร้างภาพลักษณ์ที่ ดูดี และมีความสุขอยู่ตลอดเวลา แต่ทว่าในขณะนี้ได้มีเทรนด์ๆ หนึ่งที่มีมาตั้งแต่ยุค 1990s แล้วแต่ได้ TikTok นั้นเป็นผู้เรียกกระแสนี้ให้กลับมาอีกครั้ง ซึ่งก็คือ ‘#SadGirlTrend’ และเพราะเทรนด์นี้แหละที่ได้กระตุ้นให้กระแสของความงามนั้นเปลี่ยนไปอีกครั้งเป็นการคลั่งไคล้ความโศกเศร้า ความไม่เพอร์เฟค และจุดด่างพร้อยต่างๆ ของคนนั้นๆ!

การแต่งหน้าฟีลร้องไห้ (Crying Makeup)

แววตาที่ใสปิ๊งและจมูกที่แดงก่ำ ราวกับว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้มาหมาดๆ คือเทรนด์การแต่งหน้า ที่เรียกว่า “การแต่งหน้าฟีลร้องไห้” หรือ “Crying Makeup” ซึ่งกำลังมาแรงอย่างไม่น่าเชื่อ และทั้งหมดทั้งมวลนี้ได้มาจากเทรนด์ #SadGirlTrend ทั้งสิ้น! จุดเริ่มต้นนี้ได้มาจากผู้ใช้ TikTok ท่านหนึ่งที่ชื่อว่า Zoe Kim Kenealy ซึ่งเธอได้ลงวิดีโอสอนแต่งหน้า “สำหรับสาวที่อารมณ์อ่อนไหว” เพื่อให้ได้ลุคที่ราวกับว่ากำลังสะอึกสะอื้นโดยที่ไม่จำเป็นต้องร้องไห้ออกมาจริงๆ

ริมฝีปากที่บวมนุ่มมันวาว การปัดอายแชโดว์สีแดงรอบดวงตาและแก้ม รวมไปถึงการใช้กลิตเตอร์ทั่วใบหน้าเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดูเปล่งประกาย ทั้งหมดนี้คือลักษณะหลักๆ ของ ‘Crying Makeup’ ซึ่งต่อให้การร้องไห้จะถูกตีความไปเป็นความโศกเศร้า แต่สำหรับ ลอฟฟีเซียล แล้วบางทีเราก็รู้สึกดีเป็นพิเศษ หลักจากได้ร้องไก้เช่นกัน กระแสการแต่งหน้านี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสองเทรนด์การแต่งหน้าของเอเชีย โต่วอิน (Douyin) จากจีน และ ออลซาง (Ulzzang) จากเกาหลีใต้ ทั้งสองเทรนด์นี้เมีสิ่งที่คล้ายกันคือการปัดแก้มที่หนัก การใช้กลิตเตอร์ที่แน่น และการเน้นบริเวณใต้ตาในปริมาณที่เพียงพอเพื่อให้ได้เอฟเฟกต์ที่ดูอ่อนเยาว์ราวกับว่าเป็นเด็กเล็ก โดยรวมแล้ว ‘Crying Makeup’ นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากประกายของแววตาหลังจากที่คุณร้องไห้

และในยุคที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง วิกฤตสภาพอากาศที่ไร้การควบคุม และความโดดเดี่ยวของมวลชน การทาปากสีแดงธรรมดาๆ ไม่เพียงพออีกต่อไป ในทางกลับกัน เทรนด์ความงามกลับเกิดขึ้นเพื่อให้เข้ากับอารมณ์และสถานการณ์ของสังคมปัจจุบันนี้ กระแสของ ‘Lobotomy Chic’ หรือ ‘Dead-Face’ รวมไปถึงความสวยงามของความโศกเศร้าของตัวละคร Faye จากซีรีย์ Euphoria ต่างก็ทำให้สาวๆ ทั้งหลายคลั่งไคล้ลุคพวกนี้

แฟชั่นและรันเวย์ (Fashion and Runway)

ในปัจจุบันภาพรวมของเทรนด์นั้นคือ Identity และ Authenticity ซึ่ง เหล่าดารา-เซเลปริตี้และแบรนด์ต่างๆ ต่างต้องการมีตัวตนที่ดูรีลที่สุด และหนึ่งในวิธีนั่นก็คือการเปิดเผยความเศร้า และความไม่เพอร์เฟคของความสวยงามที่แสดงความเปราะบางบางอย่าง อาทิเช่นนางแบบจากรันเวย์ของ Balenciaga คอลเลกชั่น Resort 2023 และ Spring-Summer 2022/23 ที่ได้เดินแบบด้วยความแปลกตาแปลกใจเพราะเป็นสรีระที่หลังค่อมราวกับว่ากำลังเจ็บปวดจากอะไรสักอย่าง รวมไปถึงหากย้อนกลับไปในปี 2015 แบรนด์ดังอย่าง Maison Margiela คอลเลกชั่น Fall 2015 ก็ได้เนรมิตนางแบบของพวกเขาให้ดูโศกเศร้าด้วยการแต่งหน้าที่เหมือนกำลังจะร้องไห้ รวมไปถึงการเดินหลังค่อม เช่นเดียวกับนางแบบจาก Balenciaga Resort 2023 และ Spring-Summer 2022/23

ซึ่งเทรนด์นี้ไม่ได้เพิ่งจะมามีเพราะ Gen Z แต่มีมาตั้งแต่ยุค 1990s แล้วด้วยซ้ำ! เพราะเหล่าไอค่อนจากยุคแห่ง Gen X อาทิเช่น Courtney Love, Fiona Apple และ Elizabeth Wurtzel ผู้ล่วงลับต่างก็สร้างชื่อเสียงและตัวตนของตัวเองในยุค 90s ด้วยเทรนด์และไสตล์นี้ด้วยเช่นกัน รวมไปถึงอิทธิพลจากสไตล์ อีโม (Emo) จากวงดนตรีในสมัยนั้น อาทิเช่น Paramore และ My Chemical Romance ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของ #SadnessTrend เช่นเดียวกัน

Other Articles