Saturday, December 3, 2022

เรื่องเล่าขานในมุมที่ไม่มีใครรู้ และการรับบทหนักของ 5 นักแสดงจากซีรีส์ถ้ำหลวง: ภารกิจแห่งความหวัง

เมื่อเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2561 ถูกนำมาสร้างเป็นลิมิเต็ดซีรีส์ 6 ตอน ในชื่อเรื่อง ถ้ำหลวง: ภารกิจแห่งความหวัง (Thai Cave Rescue) บางคนคงมีคำถามในใจว่ายังมีอะไรให้พูดถึงอีกเหรอ? แน่นอนว่ามี และพิสูจน์ได้ว่าเรื่องราวที่ถูกนำมาเล่าขานอีกครั้งยังมีผู้คนมากมายในหลายประเทศให้ความสนใจ เพราะนับตั้งแต่ฉายได้เพียงหนึ่งสัปดาห์ก็ทะยานสู่อันดับ 8 บน Top 10 หมวดรายการทีวีภาษาต่างประเทศทั่วโลก ของ Netflix ด้วยจำนวนการเข้าชม 13.4 ล้านชั่วโมง ตามด้วยการครองอันดับ 1 บนชาร์ต Top 10 ของ Netflix ประเทศไทย และติดชาร์ต Top 10 ในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย มัลดีฟส์ ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ 

ลอฟฟีเซียลได้พูดคุยสั้นๆ กับ 5 นักแสดงหลักที่มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดเรื่องราว พวกเขาจะแง้มทีเด็ดให้ฟังนิดหน่อยพอเป็นพิธี ส่วนที่เหลือคุณต้องไปลุ้นต่อตอนนั่งดูทาง Netflix แล้วล่ะ

มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล รับบท พิม เจ้าหน้าที่ป่าไม้

บทบาทสำคัญของตัวละคร ‘พิม’

พิมเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ โดนัททำรีเสิร์ชมา ถ้าเข้าไปดูในกูเกิลเราจะเห็นเลยว่าภาคปฏิบัติการมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้อยู่ด้วยทุกเหตุการณ์ เพราะเป็นเจ้าของพื้นที่ เป็นคนดูแลพื้นที่ ไมเคิลกับเดน่าเป็นทั้ง showrunner และ writer เขาดึงตัวละครนี้ขึ้นมาและให้ตัวละครเป็นผู้หญิง เพราะว่าพอเราพูดถึงภารกิจ เรามักจะนึกถึงผู้ชายเป็นคนนำภารกิจอยู่แล้ว เขาเลยอยากให้มีตัวละครเป็นผู้หญิง ซึ่งจริงๆ แล้วปฏิบัติการก็มีผู้หญิง แต่อาจจะไม่ได้ถูกพูดถึงมาก พิมเลยเป็นตัวแทนของคนที่ปฏิบัติการหลายๆ คน มารวมกันเป็นตัวละครพิม แล้วในฐานะที่เราเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เป็นเจ้าของพื้นที่น่ะค่ะ เรียกว่ารู้จักพื้นที่ที่สุด แต่กลายเป็นว่าพิมเป็นตัวละครที่ไม่มีพาวเวอร์เลย เป็นคนที่ตำแหน่งเล็กมาก ไม่ได้มีปากมีเสียง ทุกอย่างต้องรอคำสั่งจากหัวหน้าเท่านั้น แต่สิ่งที่พิมทำก็คือเตรียมพร้อมทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนทำงานในพื้นที่ได้ และทุกคนอาจจะรู้สึกว่าหมดหนทางแล้ว หรือไปต่อไม่ได้ พิมจะหาโซลูชั่นอื่นๆ ไว้ให้ทุกคนว่า เฮ้ย! มีทางนะ มันต้องไปต่อ พิมจะไม่ยอมล้มเลิก

ฟีลคงจะแบบเล่นไปฮึกเหิมไป

(หัวเราะ) ตอนถ่ายเหนื่อยมากค่ะ เขาเซ็ตอัพทุกอย่างเหมือนจริงมาก ตอนเราหันไปมองกันก็รู้สึกว่ามันเหนื่อยขนาดนี้เลยนะ แล้วปฏิบัติการจริงมันคือต้องเหนื่อยมากแบบนี้แหละ คนไม่ได้กลับบ้าน โดนัทไม่เคยใส่เสื้อผ้าสะอาดเลย คือมีทั้งเปียก ทั้งเลอะทุกวัน 

การได้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ คุณประทับใจแง่มุมใดมากที่สุด

ลิมิเต็ดซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้โฟกัสที่คนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการเล่าเรื่องที่เราอาจจะไม่รู้ หรือไม่เคยได้ยิน อาจจะไม่รู้ว่าเบื้องหลังของปฏิบัติการนี้มีคนอยู่เท่าไร โอเค เรามีนักดำน้ำที่ดำเข้าไป แต่กว่าที่เขาจะดำเข้าไปได้ มันต้องการความช่วยเหลือในการเคลียร์พื้นที่ขนาดไหน อันนี้จะถูกบอกเล่ามากขึ้น โดนัทเชื่อว่าหลายคนได้รับการบอกเล่าเกี่ยวกับภารกิจการช่วยเหลือครั้งนี้มาแล้ว และโดนัทเชื่อว่าทุกคนได้รีเสิร์ชกันมาอย่างหนักในการทำแต่ละครั้ง แต่ว่าความพิเศษของลิมิเต็ดซีรีส์เรื่องนี้อยู่ที่ว่าเราจะได้เห็นความรู้สึกของเด็กๆ ที่ติดอยู่ในถ้ำ เขารู้สึกยังไง เขาคุยอะไรกัน เขาอยู่ยังไง ความรู้สึกของพ่อแม่ หรือว่าทุกการตัดสินใจของเรื่องนี้ยากหมด และได้เห็นเบื้องหลังของปฏิบัติการ ได้เห็นเบื้องหลังความล้มเหลว หรือเกือบทำไม่ได้ ซึ่งไม่เคยถูกเล่ามาก่อน แล้วสิ่งหนึ่งของเรื่องนี้ที่โดนัทชอบมากๆ ก็คือเมื่อเราทำอะไรด้วยกันน่ะค่ะ มันจะสำเร็จ ปาฏิหาริย์มันจะเกิดขึ้นเสมอ

อุรัสยา เสปอร์บันด์ รับบท เคลลี่ วิศวกรด้านอุทกวิทยา

บทบาทสำคัญของตัวละคร ‘เคลลี่’

เคลลี่เป็นตัวละครสมมติ ความตั้งใจของเดน่ากับโชว์รันเนอร์คือเขาอยากจะให้มีหนึ่งคนที่เป็นตัวแทนของวิศวกรทางน้ำ เพราะทีมนี้มีความสำคัญมากๆ เพราะระดับน้ำในถ้ำน่ะค่ะ ถ้ามันถึงจุดหนึ่งที่ปิดเข้า-ออกไม่ได้ ภารกิจจะล้มเหลวค่ะ ซึ่งตัวละครของญ่าจะพูดถึงสิ่งนี้ค่ะ ทำยังไงถึงจะเอาน้ำออกจากถ้ำได้ และอุปสรรคระหว่างทางก็มีเยอะมาก อีกอย่างที่จะเห็นคือความร่วมมือของชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งพร้อมจะเสียสละมาก เราจำเป็นต้องปล่อยน้ำซึ่งทำให้ท่วมไร่ของเขาหมดเลย เขาไม่สามารถจะเกี่ยวข้าวได้ ก็คือเราจะเห็นความสำคัญของการเสียสละของคนในพื้นที่ และการร่วมมือของแต่ละหน่วย

ตอนถ่ายทำต้องพร้อมลุยขนาดไหน

เราไปถ่ายกันตรงปากถ้ำจริงๆ ในพื้นที่ที่เหตุการณ์เกิดขึ้น และช่วงที่ฝนตกมีมรสุม เพื่อให้เสมือนจริงมากที่สุด ญ่าว่าญ่าค่อนข้าง fighter สุดๆ แล้ว ระหว่างอยู่ที่นั่นคือแค่ยืนเฉยๆ ก็เหนื่อยมากแล้วค่ะ เพราะน้ำฝนที่เยอะ อากาศที่หนาว แบบค่อนข้างท้อในระดับหนึ่งค่ะ รู้สึกว่าตรงนี้คือจุดที่หนักสุด การที่เราต้องไปลงพื้นที่ แล้วเปรียบเสมือนว่ามันกำลังเกิดขึ้นจริง แต่มันดีมากนะคะที่เราได้สัมผัสสิ่งนี้ มันยิ่งทำให้เรา appreciate ว่ากว่าที่เขาจะช่วยน้องๆ ออกมาได้มันไม่ง่ายเลย 

การได้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ คุณประทับใจแง่มุมใดมากที่สุด

เนื้อเรื่องค่ะ คนอาจจะคุ้นเคยหรือเห็นการถ่ายทอดเรื่องราวนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ด้วยสตอรี่ไลน์เหมือนเราจะแตะเรื่องครอบครัวมากขึ้น เราจะพูดถึงเด็กๆ แต่ละคนเลยค่ะ ก่อนจะติดถ้ำเขามีความฝันอะไร ระหว่างอยู่ในถ้ำ เขาต้องแก้สถานการณ์ด้วยอะไรบ้าง จะเจาะลึกไปที่ัเด็กๆ เลยค่ะว่าความยากลำบากอยู่ตรงไหน และด้วยความที่เป็นลิมิเต็ดซีรีส์น่ะค่ะ เรามีเวลาในการเล่าถึงแต่ละหน่วยว่าต้องเจออะไรบ้าง เห็นความล้มเหลว เห็นการลุกขึ้นสู้ เห็นว่ากี่ครั้งถึงจะผ่านภารกิจนี้ได้ค่ะ ญ่าว่านี่คือจุดที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจมากๆ 

ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ รับบท ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร

ในการรับบทนี้คุณเริ่มต้นทำการบ้านหรือเตรียมตัวอย่างไร

เราไม่ได้พูดเล่นคำนะ เราไม่เตรียมตัวอะไร แค่รออ่านบท เรียกว่าเป็นการเตรียมตัวโดยธรรมชาติมาสองปีกว่าแล้ว มันเตรียมตัวจากไหน ก็จากการติดตามข่าวนี่แหละ ทำให้เราได้เห็นทุกอย่าง เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้มีการเตรียมตัวจากการดูข่าว ติดตามข่าว และเอาใจช่วยในตอนนั้นซึ่งสองปีกว่ามาแล้ว โปรเจ็กต์นี้เราไม่รู้ว่าเราจะทำได้หรือเปล่า แต่เนื่องด้วยว่าเราติดตามอย่างใกล้ชิด โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจมาก่อน ผลของการติดตามและเอาใจช่วยอย่างที่ว่าไป มันส่งผลทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้โดยเร็ว เข้าใจบุคลิกของผู้ว่าฯ ได้โดยเร็ว เราเองก็ถามทีมงานนะว่าคุณมองเห็นอะไรจากเราที่ให้เราเล่นบทนี้ เพราะว่าบุคลิกหรือรูปร่างหน้าตาก็ไม่เหมือนกัน ผู้ว่าฯ ตัวใหญ่มาก แต่เราตัวแค่นี้ เขาบอกไม่เลย เขาต้องการสปิริตข้างใน ความรู้สึก ความนึกคิด ความห่วงใยเด็กๆ การดูแลคนในจังหวัดของท่าน หรือการดีลกับผู้ใต้บังคับบัญชา อะไรต่างๆ นานา

แสดงว่าคุณไม่จำเป็นต้องเลียนแบบบุคลิกใดๆ ทั้งสิ้น

เขาไม่ได้พูดอะไรเลย เราเป็นฝ่ายบอกเขาเองว่าสิ่งที่เราคิดและรู้สึกก็คือเราไม่ได้จะตั้งใจเดินแบบผู้ว่าฯ แต่เราจะเพิ่มพุงให้ เราเลยเพิ่มน้ำหนักขึ้นมาเกือบสิบกิโล เพราะรู้สึกว่าพลังของท่านมาจากสิ่งเหล่านั้น ถึงแม้ว่าส่วนสูงหรืออะไรต่างๆ จะไม่พอดีกัน แต่พุงเนี่ยพอเป็นตัวแทนได้ พอมีพุงแล้วการมูฟเมนต์มันก็เป็นไปเอง และเมื่อจะต้องดีลกับใคร มือไม้มันจะออกเอง เราไม่ได้พยายามที่จะเลียนแบบหรือใช้อะไรเลย แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่เราหยิบมาก็คือการไหว้ของผู้ว่าฯ ตัวจริง ท่านไหว้สวยมาก เราก็เลยไหว้เหมือนท่าน อันนี้ชัดเจนที่สุด

การได้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ คุณประทับใจแง่มุมใดมากที่สุด

หนึ่ง-อาหาร สอง-ได้ออกกำลังกายจากการเดินขึ้นเขา สาม-ทีมงานที่เป็นบิ๊กโปรดักชั่น กระนั้นทุกอย่างไม่มีความวุ่นวายเลย เป็นระบบที่ดี เนี่ยประทับใจสิ่งนี้ คือเราได้มีโอกาสมาเรียนรู้ มีคนเป็นพันในแต่ละวัน แต่ทุกอย่างถูกเซ็ตไว้เป็นขั้นเป็นตอน มีคนรับผิดชอบอย่างชัดเจน ไม่มีมางงๆ ว่าอะไรยังไง อันนี้ควรเอาเป็นแบบอย่าง เราว่าละเอียดดี เพราะงานใหญ่ๆ ถ้าไม่ละเอียด มันจะพังไปหมด 

ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ รับบท จ่าแซม

เดาว่าคุณน่าจะเจอฉากเสี่ยงเยอะ ช่วยเล่าซีนยากหรือซีนประทับใจ

ฉากที่ต้องดำน้ำขนของเข้าไปในถ้ำ เราต้องไปเรียนเพิ่มแบบตัวต่อตัวกับฝรั่ง เราฝึกในสระน้ำ เขาจะทำเป็นโครงเหล็กขึ้นมาแล้วให้เราลอด ทุกอย่างมันให้เราต้องดำในที่แคบ ตลอดเวลาที่ดำน้ำตัวผมเองมีความรู้สึกว่ากลัวตายครับ บอกได้เลยว่ากลัว เพราะเคยดำแบบปกติแล้วมาดำแบบนี้ เราอยู่ในน้ำเป็นชั่วโมงๆ แต่สิ่งที่ยากกว่ากลายเป็นเรื่องของการแสดง ก็คือตอนที่เสียชีวิต เพราะถ้าเราเกิดหายใจขึ้นมานี่ชิปเป๋งเลย แล้วมันยาวน่ะ ต้องมาผ่านผู้ว่าฯ แล้วหลายๆ คนจะผ่านตัวผมไป เหมือนเราได้ประสบการณ์ในการกลั้นหายใจ แล้วค่อยๆ หายใจ ค่อยๆ ทำสมาธิ ซึ่งการดำน้ำมันเหมือนทำสมาธิอยู่แล้ว 

ถ้าจ่าแซมรับรู้ได้ คุณอยากบอกอะไรกับวีรบุรุษคนนี้

การที่เขารีไทร์จากซีลมาแล้ว และต้องกลับมาเป็นซีล รวมถึงเขาเป็นอาสาสมัครด้วย ตรงนี้ถือเป็นการเสียสละ เหมือนกับว่าถึงจะเสี่ยงยังไง เขาก็พร้อม ไม่ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่หรือเสียแล้ว ผมว่าเขาได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไปแล้วล่ะ คือเขาเสียสละชีวิตของตัวเองเพื่อทุกคน ตรงนี้ผมว่าเขาน่าจะรับรู้ได้

การได้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ คุณประทับใจแง่มุมใดมากที่สุด

มันมีหลายโปรดักชั่นที่เราเคยผ่านมา แต่อันนี้เป็นอะไรที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือ เลยรู้สึกว่าน่าประทับใจ และเป็นโปรดักชั่นที่ใหญ่มาก เป็นประวัติศาสตร์ของโลกด้วยที่เมืองไทยครั้งหนึ่งมีเด็กไปติดอยู่ในนี้ ผมว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าจะถูกบันทึกไว้ และเราเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในนี้ ผมยังพูดกับหลายๆ คนเลยว่าเราคงทำบุญร่วมกันมาเนอะ ได้มาเจอกัน ถือว่าสมบูรณ์และยิ่งใหญ่

วรินทร ญารุจนนทน์ รับบท หมอภาคย์

ความยากในการรับบทนี้ ถ้าเทียบกับการแสดงที่ผ่านมาของคุณ

หลายมิติมากในแง่ของคาแร็กเตอร์ พี่ภาคย์เป็นบุคลที่มีความคอนทราสต์ในตัวเองสูง ในด้านหนึ่งเราได้เห็นพี่ภาคย์เป็นทหารหาญ ผู้ซึ่งสะสมล่าแต้มทุกการอบรมที่หฤโหดในราชอาณาจักรไทย อีกด้านหนึ่งของพี่ภาคย์เป็นคุณพ่อ เราได้เห็นมุมนั้นของพี่ภาคย์ในถ้ำ ซึ่งจะต้องเป็นคุณพ่อของน้องๆ ทั้ง 12 คน และเป็นพี่ชายของโค้ชเอก เด็กๆ ในถ้ำจะต้องมีชีวิตรอดออกมาไม่ใช่แค่สภาพร่างกาย แต่จิตใจในธรรมชาติของเด็ก เขาต้องอยู่ในวัยเล่น สนุกสนาน หัวเราะ เด็กที่แข็งแรงเตะบอลแต่ไปติดถ้ำเป็นโศกนาฏกรรมของชีวิต ตรงนั้นคือจุดที่น้อยคนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมได้เข้าไปมีโอกาสถ่ายทอดในมุมเหล่านั้น ก็คือเราทำให้เด็กๆ สบายใจ สนุกสนานกับทีมซีล ประเด็นความยากต่อมาคือบท ในฐานะนักแสดงผมเป็นนักแสดงที่เล่นโฆษณาเยอะ แต่ไม่เคยได้เล่นบทที่ต้องพูดเยอะ ผมมีบท 70% เป็นภาษาอังกฤษ 30% เป็นภาษาไทยโดยประมาณ บางตอนเป็นโมโนล็อก ก็คือเป็นไดอะล็อกยาวกว่าสามบรรทัด และความเป็นคนที่แข็งข้างนอก อ่อนข้างใน เป็นโจทย์ที่หินจริงๆ แต่ก็ผ่านมาได้ 

ซีนไหนที่ประทับใจที่สุด

เยอะมากๆ เลยครับ อืม ต่อเนื่องจากคำถามแรกที่ผมนึกออกคือ ซีนที่ภายนอกต้องแสดงออกว่าเราไม่ emotional ต้องแอ็กว่าเป็นชายชาติทหาร แต่ข้างในเนี่ยจะระเบิด จะถล่ม จะละลาย จะลงไปกองกับพื้นอยู่แล้ว เป็นฉากที่พี่ภาคย์ต้องบอกกับเด็กๆ คือหมอภาคย์รู้ว่าโอกาสที่เด็กจะเสียชีวิต..มี โอกาสที่เด็กๆ จะไม่รอดสักคน..มี หรืออาจจะเสีย 1 2 3 คน เราไม่รู้ ทุกๆ การลำเลียงออกไป เด็กไม่ต่างกับศพครับ หมอต้องวางยาสลบ ความเป็นจริงที่รู้อยู่เต็มอกว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเสียชีวิต แต่บอกเด็กๆ ให้มีความหวัง นั่นคือซีนที่บีบหัวใจผมที่สุดแล้ว ผมบอกเด็กๆ ว่าคิดถึงบ้านไว้นะลูก แล้วทำให้เขาหลับ มันเหมือน reliving the moment แบบสวมหัวใจของคนที่ข้างนอกแกร่ง แต่ข้างในคุณรู้ว่าคุณกำลังบอกคนไข้ว่าต้องหวังไว้ คุณต้องชูหัวขึ้นมาให้พ้นน้ำ อย่าสิ้นหวัง 

คุณอยากบอกอะไรกับคนดู

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวที่งดงามที่สุดในชีวิต ผมไม่ได้แค่พูดในมุมที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมโปรดักชั่นเท่านั้น แต่มองจากทุกๆ มุม แม้ผมจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ก็ตาม ผมก็ยังมองว่านี่เป็นเรื่องราวที่งดงามของมนุษย์ แล้วมันทำให้เราสามารถมองมาที่เรื่องนี้กี่ครั้งกี่หนก็ตาม มันให้สิ่งหนึ่งที่ตรงตามชื่อก็คือ ถ้ำหลวง: ภารกิจแห่งความหวัง ความหวังคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ ไม่ว่าจะเสียแขน เสียขา เสียอวัยวะใดไปก็ตาม สิ่งที่คนจะต้องเดินหน้าต่อไปในชีวิตและทำให้คุณลุกขึ้นมาได้ คือคุณต้องมีความหวัง เรื่องนี้ควรค่าแก่การดูเพราะว่ามันให้อุทาหรณ์กับมนุษย์ว่า ไม่ว่าจะคุณจะพูดภาษาอะไร ประเทศอะไร ผิวสีอะไร ความเชื่ออะไร ศาสนาอะไร เมื่อเราร่วมแรงร่วมใจกันแล้ว เราไม่มีตัวตน ไม่มีอัตตา ไม่มีอีโก้ ปาฏิหาริย์มันเกิดขึ้นได้ อันนี้ผมว่าเป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การบอกต่อไปเรื่อยๆ

Photographer: Thanut Treamchanchuchai

Writer: Angkana Wongwisetpaiboon

Other Articles