Friday, December 2, 2022

มิวซ์-ณัฐวิทย์ ชายหนุ่มที่โอบรับโอกาสด้วยมายด์เซ็ตที่เปิดกว้าง

มิวซ์-ณัฐวิทย์ ผิวงาม นักแสดงหน้าใหม่ที่ประเดิมผลงานแรกในซีรีส์เรื่องดัง War Of Y โดยรับบทเป็น ‘ดิว’ หนึ่งในตัวเมนที่เล่นประกบคู่กับทะเล สงวนดีกุล มิวซ์เรียบจบเภสัชฯ แต่จับพลัดจับผลูเข้าสู่วงการจากการชักชวนของกอล์ฟ (ปริญญา ทับเหล็ก) ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้จัดการส่วนตัว โดยเริ่มต้นจากงานโฆษณา ภายใต้ความสดใสของหนุ่มคนนี้เต็มไปด้วยมายด์เซ็ตที่หล่อหลอมมาอย่างดี ถ้าได้อยู่ใกล้และพูดคุยกับเขาจะรับรู้ได้เช่นเดียวกับเราอย่างแน่นอน

รับบทเป็นดิว คาแร็กเตอร์ของตัวละครนี้เป็นคนแบบไหน

จากที่ตีความมิวซ์ว่าดิวเป็นคนเก่ง ตั้งใจทำงาน เหมือนเกิดมาเพื่อเป็นสตาร์ เวลาออกหน้ากล้องหรือทำอะไรที่เกี่ยวกับวงการ เขาทำได้เพอร์เฟ็กต์เลยแหละ แต่เขาแค่ไม่ใส่ใจคนรอบข้าง ไม่สนว่าคนอื่นจะรู้สึกยังไง ดิวเป็นตัวละครที่ผู้กำกับจะค่อยๆ เผยออกมาให้คนดูรู้จักว่า อ๋อ เขาเป็นแบบนี้ ดิวจะคู่กับพี (รับบทโดย ทะเล สงวนดีกุล) คนดูจะเห็นเราเยอะๆ ในเรื่องที่ 3 (วายไอดอล) 

ทั้งหมด 4 เรื่อง (คู่จิ้นใหม่ สงครามผู้จัดการ วายไอดอล เมีย) มิวซ์ชอบเรื่องไหนมากที่สุด 

ถ้าเป็นเนื้อหานะ มิวซ์ชอบสงครามผู้จัดการ คิดว่าตรงนั้นน่าสนใจ คนดูจะได้เห็นเบื้องหลังที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้และไม่เคยได้ยิน

อะไรทำให้มิวซ์ตัดสินใจรับเล่นซีรีส์วายอย่าง War OF Y และมีอะไรที่ประทับใจบ้าง

มิวซ์มองว่าการแสดงก็คือการแสดง จะให้รับบทเป็นใครก็ได้ เป็นหมาเป็นแมว คืออยู่ระดับไหนก็ได้ บางทีตัวดิวอาจจะไม่ได้เป็นวาย แต่อาจจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย หรือเป็นใครก็ได้ เราแค่รับบทเป็นตัวละครที่คนเขียนบทกำหนดมา แล้วก็เป็นนักแสดงที่เขาต้องการสื่อออกไปให้ได้ มิวซ์ดีใจมากที่ได้เล่นเรื่องนี้ มิวซ์เคยเรียนการแสดงแล้วรู้สึกชอบ พอมาเจอผู้กำกับที่เราเคยเห็นผลงานเขา ได้อ่านบท ได้เห็นตัวละครที่เราจะได้เล่น มิวซ์รู้สึกว่าลงตัวทุกอย่าง ไม่ได้กังวลอะไร เพราเราเชื่อมั่นผู้กำกับ เชื่อมือคนเขียนบท เชื่อมั่นในกองถ่ายและทีมงาน เราทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่แค่นั้นเลย

สิ่งประทับใจมีหลายอย่างเลยครับ มิวซ์ประทับใจเนื้อหากับบท ตัวบทจะมีคำพูดที่มิวซ์รู้สึกว่ามันใช่ บางคนอ่านบทก่อนเพื่อให้เข้าปาก แต่สำหรับมิวซ์คือบทที่ดิวพูดจะเข้าปากเราเลย รู้สึกว่าบทนี้มันโอเค เข้ากับเรามากๆ เนื้อหาค่อนข้างใหม่ด้วย เพราะถ้าเทียบแล้วก็ยังไม่เห็นเรื่องไหนนำมาเล่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นวายจ๋าแบบสายจิ้น แต่เล่าเรื่องราวจริงในวงการ พอได้ดูตอนแรกเราจะเห็นเลยว่าเขาไม่ได้ทำเพื่อเซอร์วิส ไม่ได้ทำเพื่อขาย แต่ว่าเขาทำเพื่อสื่อว่าซีรีส์เรื่องนี้ต้องการจะบอกอะไร มิวซ์รู้สึกว่าค่อนข้างแปลกใหม่

มิวซ์เรียนเภสัชฯ เอเนอร์จี้ในการเรียนจะต่างจากการทำงานกองถ่ายมากเลย เวลาเรียนเอเนอร์จี้จะเงียบๆ แบบคงที่ ส่วนอันนี้จะแอ็กทีฟตลอดเวลา ด้วยความที่ผู้กำกับจะฟีลแบบหัวหน้ากอง คุมทุกอย่าง อาหารการกิน หรือพักเบรกโน่นนี่นั่น มิวซ์เคยไปกองตีห้า เอเนอร์จี้เขาเป็นแบบนั้นตั้งแต่เริ่ม จนหมดวันก็ยังคงเอเนอร์จี้นั้นอยู่ เราไม่เคยเจออะไรแบบนั้นในโลกของการเรียน นั่นคือประทับใจมาก แล้วพอปิดกล้องเราต้องไปอยู่กับการเรียนแป๊บนึง เลยรู้สึกว่าการแสดงสนุกกว่า เราอยากให้ฝั่งนี้เป็นแบบนั้นบ้าง แต่ก็ทำไม่ได้

เจอซีนแรกกับพี่ทะเลเป็นไงบ้าง 

เป็นซีนแรกที่ไม่ได้พูดเลยนะ จะได้เห็นตอนท้ายๆ เลย เป็นซีนใหญ่ที่มีผู้ใหญ่ด้วย คนเยอะมาก มิวซ์ก็สั่น พยายามข่มใจแล้วนะ แต่มันสั่นเอง เพราะด้วยอะไรหลายๆ อย่างที่มันใหม่สำหรับเรา ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ไม่เคยแต่งตัวแบบนั้นด้วย ต้องใส่ส้นสูงซึ่งไม่เคยใส่มาก่อน ในหัวเราก็ต้องเป็นคาแร็กเตอร์นั้น เหมือนเราอยู่กับสิ่งใหม่ๆ ทั้งหมดในชีวิต ไม่เคยเจออะไรแบบนั้นมาก่อน พี่เลน่าจะรู้สึกลึกๆ ในใจว่าเราสั่นแหละ เขาก็จับมือแล้วบอก เฮ้ย! มิวซ์ เดินไปด้วยกัน ใจเย็นๆ นะ เลยค่อนข้างที่จะประทับใจ 

พอเข้าสู่โลกการแสดง คิดไหมว่าเราควรเตรียมใจ

ไม่ได้เตรียมใจเลยครับ มิวซ์ค่อนข้างจะเป็นคนที่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่อยู่ดีๆ แล้วเข้ามาอยู่ตรงนี้ ตอนแรกเพื่อนยังถามเลยว่าคิดยังไงถึงมาทำตรงนี้ มิวซ์ก็บอกไม่รู้ โอกาสเข้ามาเราก็ลองทำ เหมือนเราก็ยังไม่รู้ว่าโลกนี้เป็นยังไง เราแค่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ อย่างตอนมิวซ์เด็กๆ เวลากินอะไรแม่จะบอกว่าลองก่อน ไม่ชอบก็ไม่ต้องกิน แต่ถ้าลองแล้วชอบก็จะได้รู้ว่าชอบ มันเลยติดนิสัยมากับการลองอะไรหลายๆ อย่างในชีวิต

การแสดงก็เป็นอีกอย่างที่ได้ลองแล้วรู้สึกมันใช่ รู้สึกชอบมากและดีใจที่มีโอกาสได้เข้ามา มิวซ์เป็นเด็กต่างจังหวัด โอกาสที่จะได้ทำตรงนี้มีน้อยมาก เราไม่เคยคิดว่าจะมานั่งอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ มีบางวันที่เรามองกระจกแล้วรู้สึกว่าทำไมตัวเองโชคดีจัง แต่พอมองย้อนกลับไป มิวซ์คิดว่ามันไม่ได้เกิดจากความโชคดี แต่เกิดจากการที่เราเปิดด้วย ถ้าเราไม่ได้เปิดใจก็เหมือนปิดโอกาสตัวเอง แล้วก็จะไม่ได้รู้สึกโชคดีเหมือนทุกวันนี้ที่เปิดรับแล้วเจอสิ่งที่เราชอบ รู้สึกดีใจและไม่ได้เตรียมใจอะไรทั้งสิ้น แค่ทำให้ดีที่สุด

การเข้าวงการถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตหรือเปล่า

คิดว่าพอๆ กับแอดมิชชั่นเลยครับ เพราะตอนแอดมิชชั่นมิวซ์เลือกยื่นเข้าที่จุฬาฯ ถ้ามิวซ์ไม่ได้เลือกยื่นเข้าที่จุฬาฯ ก็คงไม่ได้ทำตรงนี้ เราคงจะไม่ได้ไปเจอแอดมินเพจนั้น (Chula Cute Boy) ที่ทำให้เรารู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และกล้าที่จะลงรูปตัวเอง แล้วพี่กอล์ฟก็จะไม่ได้เห็นเรา น่าจะเกิดจากการที่เราเลือกช้อยส์ที่ดีที่สุดในตอนนั้น เราตั้งใจทำแล้วมันก็ส่งผลมาถึงตอนนี้ ทั้งหมดเกิดจากตัวเรา

มิวซ์เป็นลูกคนเดียว แล้วก็ทำอะไรคนเดียวมาตั้งแต่เด็ก แม่จะรู้ ก่อนที่มิวซ์จะไปปรึกษาอะไร มิวซ์คิดมาดีตลอด ถ้าแม่ถามอะไรมิวซ์จะมีคำตอบให้ได้หมดทุกอย่างว่าทำไมเราคิดแบบนี้ มิวซ์จะปรึกษาแม่ตอนที่ไม่มั่นใจจริงๆ ซึ่งแม่จะรู้เลยว่าถ้ามาปรึกษา อันนี้คือไม่มั่นใจละ แม่จะถามว่าทำไม ยังไง แล้วมิวซ์จะเป็นคนที่ให้คำตอบได้ สุดท้ายคำตอบก็จะออกมาเอง เหมือนแม่เป็นคนคอยย้ำ แต่คนหาคำตอบก็คือมิวซ์เอง แม่ไม่เคยบังคับเลย เรื่องเรียนก็เหมือนกัน แม่ไว้ใจเรา เพราะเราเลือกทางด้วยตัวเองมาตลอด

มายด์เซ็ตแบบนี้มาได้ยังไง

น่าจะค่อยๆ สะสมมา เหมือนค่อยๆ ตกตะกอน มิวซ์ชอบนั่งคิดอะไรด้วยตัวเอง อาจจะครอบครัวด้วย เล่าก่อนว่าตอนเด็กๆ มิวซ์อยู่กับคุณแม่และคุณยาย คุณพ่อทำงานต่างจังหวัด นานๆ ถึงมาเจอกัน แล้วพอโตมาก็ได้อยู่กับคุณปู่คุณย่าและคุณแม่ เหมือนเราได้อยู่กับผู้ใหญ่ที่เขาผ่านอะไรมามาก เขาคอยพูดคอยสอนเรา ก็ค่อยๆ สะสมความเป็นเรามาเรื่อยๆ และตกตะกอนด้วยตัวเราเองอีกที มิวซ์ค่อนข้างโชคดีที่ครอบครัวเป็นหัวสมัยใหม่ คุณปู่มิวซ์เล่นทวิตเตอร์ด้วย บางทีอยู่ดีๆ คุณปู่ก็ทักมา 

มิวซ์คิดว่าถ้าเราทำไม่ดี มันก็ส่งผลให้เราเอง และอยู่กับตัวเราเองไปตลอดชีวิตน่ะครับ ถ้าเราทำตัวแย่ เราก็ต้องอยู่กับตัวเราที่แย่ๆ ตลอดชีวิต มิวซ์อยากทำให้มันดีเพราะเราก็อยากมีชีวิตที่ดี สุดท้ายถ้าพ่อแม่และคนรอบข้างไม่อยู่แล้ว เราต้องอยู่กับตัวเราที่เลือกเส้นทางให้ตัวเอง ทุกอย่างเราเลือกเอง เราก็ต้องอยู่กับมัน 

ตอนนี้เรียนจบแล้ว ตัดสินใจว่าจะเป็นนักแสดงเต็มตัวหรือเปล่า

ช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่วางแผนอนาคตอยู่ว่าจะไปเส้นทางไหน มิวซ์ยังไม่ได้ตัดสินใจแน่นอน กำลังอยู่ในช่วงรวบรวมข้อมูลและค้นหาตัวเองว่าตอนนี้เราชอบอะไรมากกว่ากัน ด้วยความซีรีส์ยังเพิ่งฉาย เหมือนแค่เราก้าวเข้าไปก้าวแรกในวงการ มิวซ์รู้สึกว่าการงานต่างๆ ยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าไร การจะก้าวไปต่อต้องผ่านอะไร เราต้อง achieve ตรงไหนบ้าง ส่วนฝั่งที่เรียนจบมาทางด้านเภสัชฯ มิวซ์ยังไม่มั่นใจว่าจะเข้าไปสายวิจัย หรือสายบริษัท เราเพิ่งจบมามันยังเคว้งมาก ฟีลแบบว่ายังไม่มีอะไรชัดเจนสำหรับตัวเอง ช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่คิดมากอยู่ แต่ไม่ได้คิดมากแบบแย่นะ คิดมากแบบดี เพราะเราสนุกกับการได้ทดลองทำ ได้รวบรวมข้อมูล ได้ทำอะไรที่อยากทำ

Special Thanks: Banyan Tree Bangkok Tel. 0-2679-1200

Photographer: Thanut Treamchanchuchai

Writer: Angkana Wongwisetpaiboon

Other Articles