Monday, November 28, 2022

Mr. Blue Sky บทบาทใหม่ของสกาย-วงศ์รวี 

สกาย-วงศ์รวี นทีธร นักแสดงหนุ่มเจ้าของรอยยิ้มละไม กับเส้นทางที่มุ่งมั่นและบทบาทใหม่ที่รอคอยให้คนได้พิสูจน์ฝีมือ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่ายนาดาว บางกอกได้ปั้นนักแสดงรุ่นใหม่ๆ ที่น่าจับตามองไว้ให้กับวงการหลายคน หนึ่งในนั้นก็คือ สกาย-วงศ์รวี นทีธร ซึ่งแจ้งเกิดจากบทบาทในซีรีส์วัยรุ่นสุดฮ็อตอย่าง ‘Hormones 3 The Final Season’ และตามมาด้วยผลงานอีกหลายเรื่อง รวมถึงซีรีส์เรื่องดังอย่าง ‘My Ambulance รักฉุดใจนายฉุกเฉิน’ 

จากที่วันหนึ่งเตะฟุตบอลอยู่ในโรงเรียนดีๆ ก็มีคนมาเจอเขา จนได้เข้าวงการอย่างไม่คาดฝัน สกายค่อยๆ ทำความรู้จักการแสดงจนเริ่มหลงรักมัน โดยเฉพาะนับตั้งแต่เรื่อง ‘Side by Side พี่น้องลูกขนไก่’ (ซึ่งทำให้เขาคว้ารางวัลทางการแสดงมาครองได้) แน่นอนว่าการแสดงของเขาไม่ได้โดดเด่นที่สุดมาตั้งแต่ต้น แต่สกายเป็นคนที่ตอบรับความท้าทายเสมอ เขาทุ่มเทพยายามอย่างเงียบๆ และตั้งเป้าหมายของตัวเองเอาไว้ในใจ เหมือนเวลาที่คนเรามองฟ้า แต่รู้ตัวอยู่เสมอว่าสองเท้าก็ยังยืนอยู่บนดินนั่นแหละ 

ในช่วงเวลานี้ที่ท้องฟ้าเปิด และโลกกลับมาหมุนในจังหวะที่เร็วเหมือนเดิมหรืออาจจะเร็วยิ่งกว่าเดิมหลังจากหยุดชะงักเพราะโควิด-19 สกายซึ่งกำลังจะอายุ 25 ปีก็เริ่มก้าวเดินไปในฐานะนักแสดงอิสระหลังจากสังกัดเดิมปิดตัวลง รวมทั้งผลงานใหม่ที่รอพิสูจน์ฝีมือการแสดงของเขา ทั้งเรื่อง ‘OMG รักจังวะ…ผิดจังหวะ’ และอีกเรื่องที่รอเปิดเผยเร็วๆ นี้ 

เคยย้อนกลับไปดูผลงานเก่าๆ ของตัวเองบ้างไหม 

“ปกติผมไม่ค่อยย้อนไปดูผลงานของตัวเองเท่าไหร่ ผมรู้สึกเขินที่จะดูตัวเอง ถ้าจะดูก็เฉพาะตอนที่ออนแอร์ หรือไม่ก็ดูงานของคนอื่นไปเลยครับ”

สกายในวันนี้ยังเขินกล้องเหมือนเดิมไหม 

“ตอนแรกที่เข้ามาในวงการ เรารู้สึกเหมือนว่าเราไม่ get along กับงานในวงการ เพราะพื้นฐานเราเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว ผมไม่ชอบถ่ายรูปเลย ถ้าใครถ่ายรูปเราจะวิ่งหนีเลย เพราะเขินกล้อง ไม่ชอบอยู่ในรูป ไม่ชอบเห็นตัวเองในรูปหรือในกระจก แต่พอเข้าวงการต้องโดนถ่ายตลอดเวลา ไปไหนก็ต้องเจอกล้อง หลีกหนีไม่ได้ เคยรู้สึกว่าเราไม่ comfortable เราอึดอัด แต่พอทำมาเรื่อยๆ ก็ชินไปเอง” 

ถ้าให้รีวิวตัวเองตอนเริ่มข้าวงการตั้งแต่ซีรีส์ Hormones 3 The Final Season คิดว่าตัวเอง เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง 

“ผมว่าน่าจะทุกด้านเลยแหละ อย่างเรื่องทัศนคติในการใช้ชีวิต เมื่อก่อนผมไม่ได้คิดเรื่องอนาคตเลย ใช้ชีวิตกับปัจจุบัน แต่พอได้เข้ามาวงการ เราก็เริ่มตั้งเป้าในชีวิตบ้าง คิดว่าอยากทำอะไร อยากเล่นอะไร”  

แล้วในเรื่องของความมั่นใจล่ะ ใช้เวลานานไหม

“พอได้ทำงานมากขึ้น ได้เรียนรู้ ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทำให้เรารู้ว่าเวลาทำงานในฐานะนักแสดงต้องทำอะไรบ้าง ก็ค่อยๆ พัฒนาไปทีละขั้น ตอนแรกๆ ก็มีทั้งจุดอ่อนเยอะกว่าจุดแข็ง แต่ค่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ ผมใช้เวลาพอสมควรเลยแหละ เล่นไปประมาณสองเรื่องถึงจะเริ่มพึงพอใจในสิ่งที่เราทำไป เรื่องที่สามเริ่มเข้าที่เข้าทาง รู้สึกว่าเราต้องใช้เวลาในการปรับตัวแต่เราเป็นคนที่มีโลกส่วนตัว พอมาเจออีกโลกหนึ่งที่เราไม่เคยชิน ไม่รู้สึกว่าจะทำได้ ก็เลยต้องใช้เวลาปรับตัวค่อนข้างเยอะครับ”

หลังจากซีรีส์ ‘My Ambulance รักฉุดใจนายฉุกเฉิน’ ซึ่งโด่งดังมากๆ สกายก็หยุดไปนานเลยใช่ไหม

“ใช่ครับ เหมือนเวลาเล่นเรื่องหนึ่งจะมีช่วงว่างประมาณสองปี ก็จะวนลูปเป็นแบบนี้ ในระหว่างนั้นก็จะพยายามหาโปรเจ็กต์ที่เหมาะสมกับเรา ถ้าตัดสินใจทำอะไรสักโปรเจ็กต์แล้ว ผมจะทำทุกอย่างที่ทำได้ ทุ่มสุดความสามารถที่มี ผมรับโปรเจ็กต์ซ้อนไม่ได้รับได้ทีละเรื่อง คิดว่าตัวเองสวิตช์ไปเล่นเป็นคาแร็กเตอร์อื่น ในช่วงเวลาเดียวกันไม่ได้ เลยต้องหาเรื่องที่เหมาะหรือชาเลนจ์เรา”

มาถึงผลงานล่าสุด ‘OMG! รักจังวะ..ผิดจังหวะ’ ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตของเรา เล่าที่มาที่ไปหน่อยว่าเริ่มต้นได้อย่างไร 

“ผมเป็นแฟนคลับหนังของค่าย GDH มาตั้งแต่สมัยที่ยังใช้ชื่อว่า GTH แล้วครับ ก่อนจะได้มาแสดงเรื่องนี้ ผมเคยไปแคสต์มา หลายเรื่องมาก บางเรื่องก็เกือบได้นะ แต่มันยังไม่ตรงซะทีเดียว มันผิดจังหวะอยู่ครับ (หัวเราะ) จนมาเรื่องนี้ มันเป็นความลงตัวพอดี“โปรเจ็กต์นี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผมอยากทำ รู้สึกตื่นเต้นและกดดันเล็กน้อยตอนที่ได้เล่น อาจเพราะเป็นหนังของ GDH คนก็จะคาดหวังมากๆ เราเลยต้องทำการบ้านหนัก ก็เลยเวิร์กช็อปนอกรอบกับพี่พงศ์ (ฐิติพงศ์ เกิดทองทวี ผู้กำกับ) อันไหนไม่เข้าใจก็ถามพี่พงศ์ครับ ส่วนความยากน่าจะเป็นเรื่องของการจัดลำดับไดนามิกของอารมณ์ มันจะเล่าผ่านเหตุการณ์สมัยเรียน ไปจนถึงทำงาน ตัวละครมีการเติบโตตามช่วงวัย เราก็ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างตอนเด็กกับตอนโต”

คาแร็กเตอร์ ‘กาย’ ที่แสดงเป็นยังไง มีความคล้ายตัวเราไหม ถ้าเทียบกับบทก่อนๆ ที่เคยได้รับซึ่งมักไม่เหมือนตัวสกายเลย

“ผมว่ากายเป็นมนุษย์ที่มีความเป็นมนุษย์จริงๆ อ่านบทแล้วเหมือนคุยกับเพื่อน รู้สึกว่ามันมีความดิบ ความเป็นผู้ชาย อาจเพราะพี่พงศ์มีวิธีการเล่าเรื่องแบบกวนๆ ในมุมผู้ชายของเขาอาจจะผ่านประสบการณ์ที่เขาเจอมาหรือเรื่องราวของคนรอบข้างก็เอามายำในเรื่องนี้ ถ้าได้ดูก็จะขำกับความกวน รู้สึกเฮฮาเหมือนได้มาปาร์ตี้กับแก๊งเพื่อน ส่วนเรื่องของความคล้าย ตอนที่ไปแคสต์ ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์คิดว่าผมจะมีความเหมือนกับตัวละคร ซึ่งตอนแรกคิดว่าเหมือนอยู่นะ จนได้มาเล่นนี่แหละถึงรู้ว่าไม่เหมือนมากกว่าเหมือน แต่มันก็ลิงก์กันได้ ไม่ได้ห่างไกลตัวมากครับ”

สกายเคยบอกว่าคอเมดี้เล่นยากใช่ไหม

“ใช่ สำหรับผมนะ แต่สำหรับคนอื่นอาจจะเป็นทางที่เขาถนัดคอเมดี้เป็นอะไรที่แบบขำยาก ต้องคิดน้อย รู้สึกอะไรก็เล่น เรียลๆ ไปได้เลย ไม่เหมือนกับพวกดราม่าหรือแอ็กชั่นอะไรแบบนั้นครับ”

มีบทบาทอะไรที่อยากแสดง

“อยากลองเล่นแอ็กชั่น อยากเล่นเป็นตัวเลว และเล่นเป็นคนที่มีปัญหาทางจิต เป็นอะไรที่ฉีกไปจากเดิมๆ (อยากแสดงอะไรเบาๆ บ้างไหมเพราะหนักทุกบทเลย) ผมอยากเป็นตัวสมทบมาก คือออกน้อยแต่ได้มาก มันอิมแพ็กต์ ก็เลยอยากลองเล่นน้อยๆ ดูบ้างครับว่าเป็นยังไง”

จนถึงตอนนี้ คาดหวังอะไรกับงานในวงการของตัวเอง

“ผมไม่ได้คาดหวัง แต่จะตั้งใจเต็มที่กับทุกโปรเจ็กต์ที่เข้ามา คิดว่าจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้”

เคยได้รับคำแนะนำดีๆ จากใครบ้างไหม 

“ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องวินัยครับ ได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เข้าวงการ พี่ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์) จะพูดถึงเรื่องนี้ตลอดว่าเป็นนักแสดงต้องมีวินัยต้องตรงต่อเวลา ในฐานะนักแสดง เราอาจจะรับผิดชอบแค่ในพาร์ตของเราเอง แต่การที่เรารับผิดชอบตัวเราได้มันเป็นการช่วยทีมงานทั้งทีม เรามาตรงเวลา ทุกคนก็ทำงานตามกำหนดได้ เพราะระหว่างงานอาจจะมีอุปสรรคไม่คาดฝัน ซึ่งจะทำให้การถ่ายทำล่าช้าไปอยู่แล้ว การที่เราเตรียมตัวเองมามันเป็นการช่วยคนอื่นทางอ้อม”

แล้วเคยคิดอยากทำงานเบื้องหลังบ้างไหม

“ผมเคยอยากลองเขียนบทนะ ผมเคยเข้าไปในห้องเขียนบท เห็นเขาเขียนกันแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ อยากลองดูครับ เพราะเวลาเขียน เขาเขียนจากสิ่งที่เขารู้สึก มันอาจจะต่างกันไปในแต่ละมุมมอง การถ่ายทอดของแต่ละคนไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ก็เลยอยากลองครับ ถ้าเป็นเรา เราจะทำออกมาแบบไหน แต่ผมยังไม่เคยลองเขียนนะ แค่ลองเสนอไอเดีย ก็หวังว่าวันหนึ่ง”

แล้วเคยมีความฝันอื่นไหมคะ

“สมัยเด็กผมเคยอยากเป็นนักโบราณคดี เพราะชอบอ่านการ์ตูนชอบดูหนังล่าขุมทรัพย์อะไรแบบนี้ เพื่อที่จะออกเดินทางไปประเทศต่างๆ เล่าถึงอารยธรรม โบราณสถาน ผมชอบเรื่องราว ชอบอะไรที่มีสตอรี่ ชอบประวัติศาสตร์ ผมอยากไปพิพิธภัณฑ์ที่ฝรั่งเศส อังกฤษ ไปพีระมิดกีซาที่อียิปต์ ตอนเด็กยังเคยอยากไปทำงานที่ UNESCO ด้วย” 

วันว่างของสกายเป็นแบบไหนคะ

“ผมทำหลายอย่างนะ เหมือนทำเพื่อเอามาประกอบกับสิ่งที่เราอยากทำและยังทำได้ไม่ดี อย่างพวกเรียนร้องเพลงครับ หรือไม่ก็ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ไปฟิตเนสบ้าง”

ชอบที่จะใช้เวลาอยู่กับตัวเองหรือกับเพื่อนฝูงมากกว่ากัน

“จริงๆ ก็แล้วแต่สภาพอารมณ์ บางครั้งก็อยากเจอเพื่อน อยากแฮงเอาต์ แต่บางครั้งก็อยากอยู่คนเดียว คืออยู่ได้ทั้งวันเลยกินข้าวคนเดียว ดูหนังคนเดียว”

ดูเป็นคนเงียบๆ เคยผ่านประสบการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุดในชีวิตบ้างไหม

“เอาเป็นเรื่องที่กดดันสุดๆ ดีกว่า ตอนนั้นผมเพิ่งเข้าวงการ และได้มาถ่ายทำ Hormones 3 The Final Season วันแรก เป็นการแสดงครั้งแรกในชีวิตแต่เป็นซีนที่ยากที่สุดของเรื่องนั้นผมเล่นไม่ได้เลย มันเป็นซีน conflict ของตัวละครซึ่งยากมากๆ สำหรับผมในตอนนั้น”

ทีมงานแกล้งหรือเปล่า เอาซีนนี้มาให้เราตั้งแต่วันแรก

“ผมก็ไม่รู้เนี่ย อยากตีมือคนวาง breakdown มากๆ (หัวเราะ) วันนั้นคือทำยังไงก็เล่นไม่ได้ แล้วมันมีอุปสรรคอื่นๆ ด้วย เราถ่ายริมน้ำ มีเสียงเรือเข้า มีคนเดินไปเดินมาแล้วมองกล้อง ถ่ายยังไงก็ไม่ได้ ทีมงานเลยยกกองไปเลย ไปถ่ายอย่างอื่นแล้วค่อยกลับมารีชูตซีนนี้ แต่ความรู้สึกในตอนนั้นคือกดดัน เครียดมากๆ รู้สึกผิดที่ทำให้ทั้งกองรอเราคนเดียว แต่ผู้ใหญ่ก็ให้กำลังใจเรา พี่ปิง (เกรียงไกร วชิรธรรมพร) ผู้กำกับบอกว่ามันไม่ใช่ความผิดเราทั้งหมด เพราะมันมีองค์ประกอบหลายอย่าง ต่อให้เล่นดี แต่อัดเสียงไม่ได้มันก็ไม่ได้ แต่ผมเป็นคนชอบโทษตัวเอง ไม่โทษสิ่งรอบข้าง ถ้าเราเล่นโอเค แต่อัดเสียงไม่ได้ อย่างน้อยเราก็ไม่รู้สึกแย่กับตัวเอง”

เหมือนเป็นคนชอบมองอะไรให้แย่ไว้ก่อนใช่ไหม

“ใช่ๆ ผมว่าผมเป็นคนเนกาทีฟมากกว่าโพสิทีฟ ถ้าเป็นเรื่องงานนะผมจะตั้งใจทำงาน แต่พอเกิดเรื่องอะไรก็จะเอาสิ่งที่เนกาทีฟมาเป็นแรงผลักดัน ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องดีหรือเปล่า”

เป็นคนมีกฎเกณฑ์ในชีวิตบ้างไหม

“ผมไม่ได้มีอะไรขนาดนั้นนะ ผมแค่อยู่กับปัจจุบัน ไม่ได้คาดหวังอะไร อาจจะตั้งเป้าหมายไว้ ถ้ายังไปไม่ถึงก็ทำต่อไปเรื่อยๆ”

แล้วอีกสิบปีข้างหน้า เคยคิดไหมว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ 

“อืมม อายุ 35 ก็อาจจะเล่นเป็นพ่อแล้วครับ (หัวเราะ) เอาจริงๆ ไม่รู้เลยครับว่าอะไรจะเกิด ก็ค่อยมาดูกันแล้วกัน”

Photographer: Thanut Treamchanchuchai

Fashion Editor: Watcharachai Nun-Ngam

Writer: Pimpilai Boonjong

Stylist: Thitaree Trisiritanyagorn  

Photographer Assistant: Chudchpong Aumponrat 

Location:  Trust Cafe and Studio

Other Articles