Sunday, October 2, 2022

ย้อนรอย! มรดกที่ Issey Miyake ได้ทิ้งไว้ให้แก่วงการแฟชั่นของพวกเรา

ผ่านกันไปไม่นานกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการแฟชั่น สำหรับการจากไปของดีไซเนอร์ในตำนานอย่าง ‘Issey Miyake หรือ อิซเซ มิยาเกะ’ มิยาเกะนั้น ถือว่าเป็นผู้สนับสนุนสตรีนิยมและเป็นที่จดจำของผู้คนอย่างมากเรื่องการว่าจ้างผู้หญิงที่มีความสามารถมากมายเข้ามาร่วมทีมของเขาในสมัยที่ถือว่าเป็นอะไรที่ยากมากสำหรับผู้หญิงซึ่งบางคนยังคงเป็นสมาชิกคนสำคัญของทีมออกแบบและผลิตในปัจจุบันของเขา อีกทั้งเขายังชอบให้โอกาสแก่นางแบบหน้าใหม่ๆ หรือนางแบบที่ยังไม่โด่งดังมากให้มาเดินแบบบนรันเวย์เขาอีกด้วย

ในช่วงชีวิตของเขา งานด้านแฟชั่นของมิยาเกะนั้นได้รับการยกย่องเรื่องการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้และคุณค่าทางศิลปะ อาทิเช่น เทคนิคการพับจีบแบบโอริกามิอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา มิยาเกะเชื่อในการสร้างสิ่งของให้สวยงามแต่ก็ยังต้องสะดวกสบาย และราคาไม่แพง รวมไปถึงต้องใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วไป —เสื้อผ้าที่อยู่เหนือเพศ ขนาด เชื้อชาติ และอายุ นี่แหละคือ ‘Issey Miyake’ และตลอดอาชีพการงานของเขา มิยาเกะมักทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘แฟชั่น’ และ ‘ศิลปะ’ บางลง 

วันนี้ ลอฟฟีเซียล อยากจะทำให้การจากไปของ อิซเซ มิยาเกะ (Issey Miyake) ไม่มีเพียงแต่ความเศร้าเท่านั้นแต่ ลอฟฟีเซียล อยากให้ผู้อ่านทุกท่านได้จดจำและนับถือผลงานตลอดเกือบ 25 ปีของมิยาเกะไปพร้อมๆ กับพวกเรา ไม่รอช้าไปดูกันเลย!

Pleats Please

หนึ่งในนวัตกรรมที่ดังที่สุดของ มิยาเกะ นั่นก็คือ ‘Pleats Please’ ซึ่งย้อนกลับไปในยุค 1980s  มิยาเกะเป็นผู้บุกเบิกวิธีการการจีบแบบถาวรที่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเครื่องอบที่ปล่อยไอร้อนเพื่อสร้างรูปลักษณ์ของผ้าจีบซึ่งโดดเด่นและทนทาน กระบวนการที่ซับซ้อนนี้เกี่ยวข้องกับการจีบชุดที่ถูกประกอบแล้ว แทนที่จะเป็นตัวผ้าอย่างเดียว อีกทั้ง การเพิ่มเนื้อสัมผัสให้กับเสื้อผ้าที่เสร็จแล้วช่วยให้มั่นใจว่าผลงานสร้างสรรค์ของมิยาเกะนี้สามารถซักด้วยเครื่องและผึ่งลมได้โดยไม่มีวันสูญเสียรูปร่าง สไตล์นี้ได้รับความนิยมมากจนในปี 1993 ดีไซเนอร์ได้เปิดตัวไลน์ทั้งหมดที่เรียกว่า ‘Pleats Please’ อย่างเป็นทางการ ซึ่งยังคงอยู่ในการผลิตและเป็นที่ต้องการอย่างมากมาจนถึงทุกวันนี้

Traditional Japanese Details

ในปี 1965 มิยาเกะได้ย้ายไปปารีสเพื่อศึกษาแฟชั่นชั้นสูง และทำงานกับ Guy Laroche และ Givenchy แต่เขากลับรู้สึกไม่สบายใจกับเทสต์ของลูกค้าที่เขาได้ทำงานร่วมด้วย และหลังจากได้เห็นการประท้วงต่อต้านทุนนิยมและบริโภคนิยมในเดือนพฤษภาคม ณ ปารีส ในปี 1968 เขาก็กลับไปญี่ปุ่นอีกครั้ง สองปีต่อมา เขาได้แรงบันดาลใจในการออกแบบสำหรับลูกค้ากลุ่มใหม่ เขาจึงตั้งสตูดิโอของตัวเองในโตเกียวในปี 1970 ในหลายๆ คอลเลกชั่นของเขา มิยาเกะ นั้นได้ใช้ผ้าและการออกแบบแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากบ้านเกิดของเขา อีกทั้งเขายังหยิบดีไซน์การพับกระดาษแบบโอริกามิมาสู่เสื้อผ้าเขาอีกด้วย!

Bao Bao Bag

ในโลกที่เต็มไปด้วยกระเป๋าดีไซเนอร์แบรนด์ที่หลายๆ ครั้งขายแค่โลโก้ กระเป๋า ‘Bao Bao’ ของ มิยาเกะ นั้นกลับมีความเกี่ยวข้องกับศิลปะ และความคิดสร้างสรรค์ อย่างมาก ซึ่งส่งผลให้ผู้ที่สวมใส่นั้นได้ลุคที่ดูสง่าและฉลาดผ่าน Bao Bao ซึ่งเป็นตัวแทนของสิ่งพวกนี้อีกด้วย กระเป๋าใบนี้เปิดตัวในปี 2000 ในชื่อ ‘Bilbao’ ซึ่งตั้งชื่อตามพิพิธภัณฑ์ Guggenheim Museum ที่ออกแบบโดย Frank Gehry ในประเทศสเปน ซึ่งในตึกนี้ประกอบไปด้วยเครื่องบินหลายลำในตัวอาคารซึ่งสะท้อนอยู่ในการออกแบบของกระเป๋าใบนี้มากๆ  ต่อมาจาก ‘Bilbao’ ถูกเปลี่ยนชื่อให้เป็น ‘Bao Bao’ ในปี 2010 โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการรีแบรนด์ ด้วยผ้าตาข่ายและสามเหลี่ยมโพลีไวนิลที่เชื่อมต่อกัน Bao Bao ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความมหัศจรรย์ทางเรขาคณิต โดยเปลี่ยนรูปร่างเมื่อผู้สวมใส่ใส่ของใช้ส่วนตัวลงไป

Steve Job’s Signature

ลุคของสตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) ที่ทุกคนคุ้นเคย นั่นก็คือ คอเต่าสีดำ กางเกงยีนส์ และรองเท้าผ้าใบ ได้กลายเป็นหนึ่งในตำนานของซิลิคอน วัลเลย์ ซึ่งผลงานของมิยาเกะนี้แหละที่เป็นแรงบันดาลใจให้ จ็อบส์ สร้างเครื่องแบบประจำตัวของเขา ตามที่ Walter Isaacson ผู้เขียนชีวประวัติของ จ็อบส์ ได้กล่าวไว้ ว่า จ็อบส์ เคยไปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของ Sony ในญี่ปุ่นในช่วง 1980s  และถูกใจยูนิฟอร์มที่ดูล้ำสมัยแต่เรียบง่ายของพนักงานของ Sony ซึ่งออกแบบโดยมิยาเกะ จ็อบส์ เลยได้ติดต่อไปหา มิยาเกะ เพื่อให้เขาทำแจ็คเก็ตที่คล้ายกันสำหรับพนักงาน Apple ทว่าต่อมาแผนนี้ได้ถูกยกเลิก แต่ด้วยความที่ จ็อบส์ ยังคงหลงใหลในดีไซน์ของ มิยาเกะ นั้น เขาจึงให้ มิยาเกะ ดีไซน์เสื้อสเวตเตอร์คอเต่าสีดำให้เขาโดยเฉพาะ ซึ่งเขามีมากกว่า 100 ตัวเลยทีเดียว!

Last Legacy

เมื่อพูดถึงมรดกของเขา ทางตัวแทนแบรนด์ ‘Issey Miyake’ ได้กล่าวไว้ว่า “ผู้ที่ไม่เคยลื่นไหลไปตามเทรนด์…อิซเซ มิยาเกะ นั้นดีไซน์ด้วยจิตวิญญาณที่ ถูกขับเคลื่อนด้วยความอยากรู้อย่างไม่หยุดยั้งและความปรารถนาที่จะถ่ายทอดความสุขผ่านสื่อกลางของการออกแบบ มิยาเกะ เป็นผู้บุกเบิกมาโดยตลอดและยังคงใช้งานฝีมือแบบดั้งเดิม แต่ก็ยังคงมองหาทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ เขาไม่เคยถอยห่างจากความรักในการทำสิ่งต่างๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว เขายังคงทำงานร่วมกับทีมของเขา สร้างสรรค์การออกแบบใหม่และดูแลคอลเลกชั่นทั้งหมดภายใต้แบรนด์ Issey Miyake ต่างๆ จิตวิญญาณแห่งความสุข พลัง และความงามของเขาจะส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป”

Other Articles