Sunday, October 2, 2022

พูดคุยย้อนวันเวลา ณ จุดเริ่มต้น ความชอบ และก้าวต่อๆ ไปของสองหนุ่ม ‘หยิ่น-วอร์’

ถ้าลิสต์รายชื่อนักแสดงที่โด่งดังสุดๆ จากซีรีส์วาย ต้องมีชื่อสองหนุ่มฮ็อตคู่นี้ หยิ่น-อานันท์ หว่อง และวอร์-วนรัตน์ รัศมีรัตน์ ซึ่งเรามักเห็นชื่อพวกเขาติดเทรนด์ทวิตเตอร์อยู่บ่อยๆ…ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน การแสดงของพวกเขาในมินิซีรีส์เรื่อง ‘Love Mechanics กลรักรุ่นพี่’ ซึ่งมีเพียงแค่สามตอนครึ่ง ในโปรเจ็กต์ ‘En of Love รักวุ่นๆ ของหนุ่มวิศวะ’ ด้วยเคมีที่เข้ากัน ความละมุน และเสน่ห์อันล้นเหลือ ทำให้ทั้งสองตกแฟนๆ เข้าด้อมมาได้อย่างยาวนาน ล่าสุดพวกเขาได้หวนกลับมาแสดงในเรื่องกลรักรุ่นพี่ เวอร์ชั่นที่ถ่ายทำใหม่และเพิ่มเติมเนื้อหาให้เป็นซีรีส์ภาคเต็ม แถมทั้งสองยังเพิ่งผ่านผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกมาด้วย 

-เพิ่งได้ดูเรื่อง ‘ผ้าผีบอก’ อยากรู้ว่าหยิ่นกับวอร์รู้สึกอย่างไรกับผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก 

วอร์: “มันเป็นอีกฟีลหนึ่งเลยนะตอนไปดูหนังที่เราเล่นในโรง เป็นความสนุกอีกแบบ จริงๆ ผมเป็นคนชอบดูหนังอยู่แล้ว ดูเยอะกว่าซีรีส์อีกครับ ชอบการถ่ายทอดเรื่องราวของหนังที่จบในตอนเดียว แล้วภาพมันดูยิ่งใหญ่ มีรายละเอียดต่างๆ มากกว่าในซีรีส์ เลยรู้สึกดีใจมากที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสดูตัวเองในจอใหญ่ๆ”

หยิ่น: “เรื่องนี้เป็นสไตล์หนังที่ผมชอบอยู่แล้วด้วย มันมีความตลก ย่อยง่าย สนุก ก็ดีใจที่คนดูรู้สึกเอ็นจอยไปกับเรื่องนี้ ส่วนในแง่ของการแสดง มันมีความต่างครับ พอมาเล่นหนัง ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะเทคนิคหรืออะไรนะ แต่มันต้องแอบใหญ่นิดหนึ่ง”

-หมายถึงเล่นใหญ่เหรอ 

วอร์: “อาจจะเป็นเพราะบทเรื่องนี้เป็นคอเมดี้ด้วยแหละ จริงๆ แล้วหลักการแสดงมันขึ้นอยู่กับความใหญ่ของจอ อย่างจอหนังใหญ่ก็เล่นปกติเพราะทุกคนมองเห็นรีแอ็กชัดเจนที่สุด ถ้าบทเป็นชีวิตปกติ ไม่ใช่คอเมดี้นะ แต่พอเป็นซีรีส์หรือละครจอเล็กก็ยิ่งต้องแสดงใหญ่ หรือละครเวทียิ่งต้องใหญ่ ต้องเล่นให้ชัดว่าเราจะสื่ออะไร แล้วยิ่งตอนทำงานก็ต่างกันมากๆ มู้ดต่างไปเลย ทีมจะเค้นภาพให้มันได้ในซีนนั้น ภาพต้องสมบูรณ์ทุกฉาก รายละเอียดต้องครบ เพราะมันไม่ได้ยาวเหมือนซีรีส์ ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ในชีวิต” 

-แล้วสำหรับ ‘กลรักรุ่นพี่’ ที่นำมาสร้างและขยายใหม่ล่ะ รู้สึกอย่างไรที่ได้กลับไปสวมบทบาทเดิมอีกครั้ง 

หยิ่น: “ผมรู้สึกดีที่ได้เล่นเป็นวีอีกครั้งหนึ่ง เพราะผมผูกพันกับตัวละครนี้ซึ่งเป็นตัวละครแรกของผม เขานำพาเราไปสู่จุดเปลี่ยนต่างๆ แต่เวอร์ชั่นแรกที่ออกมามันสั้นไปหน่อย แต่พอได้กลับมารับบทนี้ยาวนานขึ้น มีเค้าโครงที่ชัดเจนมากขึ้น มันเลยผูกพันกับตัวละคร ผมอยากจะถ่ายทอดอย่างเต็มที่ แล้วก็ต้องเตรียมตัวเยอะด้วยเพื่อให้ออกมาดีที่สุด ทั้งเตรียมร่างกาย เรียนการแสดง หาเรเฟอเรนซ์ ผมดูซีรีส์เยอะมากๆ เรื่องที่คิดว่าอยู่ในสถานการณ์เดียวกันและจะใช้ประโยชน์ได้”

วอร์: “เอาจริงๆ ก็เหมือนได้เจออะไรใหม่ๆ เพราะตอนแรกมันค้างคาใจเหมือนกัน ด้วยความที่มันสั้น เราจะจบแบบนี้เหรอ เราจะปิดจบกับตัวละครไปแบบนี้เลย แต่พอได้มีโอกาสมาแสดงรอบสอง มันได้บอกลาตัวละครนี้อย่างสมบูรณ์โดยที่ไม่มีอะไรค้างคาต่อกัน ผมผูกพันกับตัวละครนี้มากแม้จะไม่ใช่ตัวละครแรกของผม แต่ก็เป็นตัวแรกของผมที่มีบทบาทในการนำพาเรื่อง ผมคลุกคลีกับเขาจนรู้จักนิสัยใจคอกันแล้ว เหมือนเป็นบัดดี้ไปแล้ว เหมือนเขามาอยู่ในตัวเรา แล้วให้เราเป็นพื้นที่ในการแสดงออกของเขา”

-แล้วกระแสตอบรับเป็นอย่างไรบ้างคะ 

“ผมดีใจนะ ผมว่านี่เป็นซีรีส์ที่หลายๆ คนตั้งตารอ รวมทั้งตัวเราเอง และทีมงานทุกคนด้วย กว่าจะถ่ายทำกันจนเสร็จ ต้องเจอโควิดด้วยกว่าจะได้ออนแอร์ วันที่ออนทีเซอร์วันแรกคือดีใจมาก มันจะมีจริงๆ แล้วนะ ทุกคนมารอให้กำลังใจ”

-หยิ่นอยู่วงการมาประมาณ 2 ปีได้แล้ว ส่วนวอร์ก็ประมาณ 4-5 ปี รู้สึกอย่างไรกับเส้นทางการเป็นนักแสดงของตัวเอง อยากจะไปในทิศทางไหนต่อหลังจากซีรีส์เรื่องนี้ 

วอร์: “ทิศทางที่ดีครับ (หัวเราะ) ผมอยากจะเป็นนักแสดงที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ก็พยายามศึกษาจากเคสการแสดงของเราที่ผ่านมา ผมว่าตัวผมพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ นะจากการที่เราได้รับโอกาสในการทำงานด้านนี้ มันเหมือนเก็บเลเวลไป ก็ไม่รู้นะว่าเลเวลมันตัดเมื่อไหร่ แต่เราจะพยายามให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ คิดว่ามันไม่มีที่สิ้นสุดนะครับ”

หยิ่น: “ผมรู้สึกว่าตัวเองได้พัฒนาขึ้น แรกๆ มันเหมือนแค่พอแสดงได้ คนดูน่าจะยังเห็นความผิดพลาด แต่พอเวลาผ่านไป เราได้ประสบการณ์จากการทำงาน ทั้งถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา ออกอีเวนต์ มันเป็นประสบการณ์ที่สร้างให้เราเป็นเราในอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น หรืออย่างการได้เวิร์กช็อปก่อนแสดงไม่ว่าจะซีรีส์หรือภาพยนตร์ ผมว่าผมได้เก็บเกี่ยวจากตรงนั้นด้วย ทุกครั้งที่ต้องเวิร์กช็อป ผมเคยรู้สึกว่าไม่ทำได้ไหม ขี้เกียจ แต่พอได้เวิร์กช็อปทุกครั้งมันจะได้อะไรกลับมา ทุกครั้งจริงๆ มันทำให้เราเก่งขึ้น แล้วทีมงานก็จะวางแผนกับเราได้ถูกด้วยว่าจะพัฒนาคาแร็กเตอร์ยังไง ทำทุกอย่างได้เป็นระบบมากขึ้น เหมือนที่บอกว่ามันคือการเก็บเลเวลจากสิ่งต่างๆ แต่ต่อไปมันจะยังไง มันก็เป็นเรื่องของอนาคตครับ”

-แล้วบทบาทต่อไป อยากให้เป็นแบบไหน

หยิ่น: “อาจจะเป็นพล็อตเรื่องที่มีความแปลกใหม่ ออกจากกรอบเดิมๆ ผมว่าซีรีส์มันเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เทรนด์จะอยู่ได้สักพักหนึ่งแล้วก็เปลี่ยนไปเทรนด์ใหม่ ส่วนตัวผมอยากลองเล่นซีรีส์ที่เกี่ยวกับอาชีพสักเรื่องหนึ่ง แบบเจาะลึก ไม่ใช่ว่าคนนี้เป็นนักธุรกิจ แต่ในบทกลับไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับธุรกิจเลย ผมอยากเข้าถึงสักอาชีพจริงๆ มีดราม่าอะไร มีความสุขอะไร แล้วก็อยากลองซีรีส์ที่มีทุนสร้างอย่างพวกงานอาร์ตสวยๆ ด้วย”

วอร์: “ผมยังอยากจะแสดงต่อไปครับ (เคยเห็นสัมภาษณ์ว่าไม่อยากอยู่ในวงการแล้ว) ไม่ใช่ว่าไม่อยากอยู่ครับ ตอนนั้นเราอาจจะล่องลอยไปหน่อย แต่ไม่ใช่ว่าอยากออกครับ แค่พยายามหาตรงกลางระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิต แต่ละงานมันมีองค์ประกอบหลายอย่างซึ่งเราไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ มันไม่ใช่แค่การแสดงอย่างเดียว บางเรื่องก็ทำให้เราคิดว่า เอ๊ะ มันใช่เราหรือเปล่า เราก็ต้องเปลี่ยนมุมมองเพราะงานต่างๆ ทำให้เรามีประสบการณ์ เราไม่คิดว่าจะทำได้ แต่เราก็ทำได้ งานแสดงมันเหนื่อยก็จริง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมา คนชอบที่เราแสดง มันเป็นรางวัลกับชีวิตเรามากๆ มันตื้นตันและยินดีมากๆ ทำให้เราอยากทำงานด้านนี้ไปเรื่อยๆ” 

-มองใครเป็นไอดอลหรือเมนเทอร์ในวงการนี้ไหม

วอร์: “ผมชอบทอม แฮงก์ ผมดู Forrest Gump มันเป็นเรื่องที่ดีมาก ทำให้ผมดูหลายรอบมากและทำให้ผมตามเก็บหนังของเขาทุกเรื่อง เขาเป็นคนที่เลือกบทได้ดีมากๆ ทุกเรื่องที่เขาเล่นให้อะไรบางอย่าง มันทำให้งานเขาดีไปซะทุกเรื่อง ทำให้เราหลงรักเขาในการแสดง”

หยิ่น: “ผมอาจจะไม่ค่อยมี เพราะส่วนใหญ่ผมดูแต่ซีรีส์เกาหลี มันอาจจะเป็นแนวดราม่า แตกต่างจากฮอลลีวูด มันจะเป็นเรื่องปมของเรื่องมากกว่า แต่เวลาดูแล้วรู้สึกว่าใครเก่งอะไร เราก็จะดูและเรียนรู้จากเขา”

-แล้วในฐานะผู้เสพเอง มองหาอะไรจากผลงานเหล่านี้คะ 

วอร์: “ความบันเทิง ทุกๆ อย่างเลย เราดูเพราะว่าอยากเสพ ถ้าเป็นหนังที่ชวนให้คิดวิเคราะห์ เราก็กลายเป็นนักวิเคราะห์ คือหนังจะพาเราไปเป็นได้หลายหน้าที่ ตัวหนังก็เป็นตัวกำหนดเหมือนกันนะว่าเราจะไปในพาร์ตไหน”

หยิ่น: “ผมเองเสพความบันเทิงนะ ผมเป็นคนดูหนังง่ายมาก บางทีชอบมาก สนุกมาก พอมาอ่านรีวิวมีคนบอกว่าไม่สนุก แต่เราคิดว่ามันก็ไม่ขนาดนั้นนะ เรายังปล่อยอารมณ์ไปกับมันได้ ผมเลยคิดว่าตัวเองชอบอะไรย่อยง่ายคนหนึ่งเลย เราอาจจะเป็นคนเสพเนื้อเรื่องมากกว่าว่ามันพูดถึงอะไร ถ้าจะติก็คงเป็นพวก CG ที่บางทีมันเกินไปหน่อย แค่นั้นเลย”

วอร์: “นั่นแหละ ตัวหนังมันพาไป อยู่ที่ว่ามันจะเด่นในทางไหน”

หยิ่น: “หรืออย่างถ้าแสดงเป็นอย่างไร มันอาจจะเป็นความต้องการของทีมงานหรือบทด้วยนะ”

-อยากรู้ว่าจริงๆ แล้วอาชีพนักแสดงเป็นความตั้งใจแต่แรกไหม และมาจริงจังได้อย่างไร  

วอร์: “ไม่ได้เป็นความตั้งใจตั้งแต่แรก และช่วงที่เริ่มก็คิดว่าไม่ได้ทำตลอดไปด้วย เพราะเรายังไม่ได้รับโอกาสที่ทำให้เรามองเห็นได้ว่ามันมีคุณค่ามากๆ หรือรู้ว่าสนุกและมันแค่ไหน (แล้ววอร์มาจริงจังกับงานตอนไหน) จริงจังเหรอ จริงๆ ผมก็ไม่ได้จริงจังนะ (หัวเราะ) การแสดงเป็นงานสนองนี้ดอะ บางงานไม่ได้สนใจเงินด้วยซ้ำ ก็ทำไปเพราะอยากรู้ผลลัพธ์ ตอนทำก็อาจมีท้อหรือเหนื่อยบ้าง ต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน แต่พอเห็นผลลัพธ์ก็รู้สึกอยากเล่นเรื่องต่อไปแล้ว” 

หยิ่น: “ส่วนผมก็ไม่ได้ตั้งใจแต่แรก น่าจะช่วงตอนม.ต้นที่นั่งอยู่กับเพื่อนๆ ตอนนั้นรายการพี่วู้ดดี้กำลังมา ผมนั่งดูที่เขาสัมภาษณ์คนเก่งๆ แล้วก็พูดกับเพื่อนเล่นๆ ว่าสักวันหนึ่งอยากจะไปนั่งให้เขาสัมภาษณ์ จนเราโตขึ้นหน่อยก็ยังไม่ได้คิดเลยว่าจะมาทางนี้ คิดแค่ว่าอนาคตโลกจะไปทางไหน ก็เลยคิดถึงวิศวกรรมศาสตร์ โดยเฉพาะพวกเทคโนโลยีซึ่งมันโตเร็วมาก เลยอยากมีความรู้ด้านนี้เพื่อที่เราจะได้มีชีวิตรอดในอนาคตข้างหน้า โดยเฉพาะความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งมันจะล้ำไปเรื่อยๆ แต่พอตอนเรียนก็มีคนชวนมาทางการแสดง ทุกวันนี้ยังถกเถียงในหัวตัวเองอยู่นะว่าทุกคนที่มีชื่อเสียงอยู่ตอนนี้ เขาอยากเป็นนักแสดงจริงๆ หรือเปล่า หรือแค่อยากมีชื่อเสียง เพราะถ้าคำว่านักแสดง ก็มีหลายคนที่ไม่ได้มีชื่อมากมาย แต่เขาก็ยังคงแสดงในผลงานต่างๆ อย่างนั้นเรียกว่านักแสดงหรือเปล่า คือเป็นคนที่อยากจะเล่นเป็นใครก็ได้ แล้วสิ่งที่เราทำอยู่เรียกว่านักแสดงหรือเปล่า”

-เคยถามตัวเองไหมว่าแสดงไปเพื่ออะไร 

วอร์: “มันจะย้อนกลับไปเรื่องที่ว่าทำไมเราถึงชอบหนังดีๆ ทำไมเราถึงอินไปกับหนัง ทำไมทำแบบนั้น แล้วหน้าที่ของงานก็คือทำให้เราได้เสพอะไรบางอย่าง เพราะฉะนั้นเราทำไปเพื่ออะไร ก็คือทำไปเพื่อคนดูทุกคน รวมถึงตัวเราเองด้วยที่เข้าใจและเห็นคุณค่าของผลงานและอาชีพที่ทำอยู่มากขึ้น ผมเองก็เรียนออกแบบมาเพราะผมชอบงานศิลปะ ยังเคยคิดว่าเราเรียนออกแบบแล้วเราจะไปทำงานทางนี้ได้เหรอ แต่สุดท้ายมันก็ได้ใช้นะ เราได้มาออกแบบคาแร็กเตอร์ สิ่งที่อาจารย์สอนมา การแก้ปัญหา มายด์แมพ เราได้นำมาใช้ในกระบวนการคิดวิเคราะห์ออกแบบจนได้คาแร็กเตอร์ออกมา มันก็ได้ใช้ความรู้ไปกับสิ่งที่ชอบ”

-ความฝันวัยเด็กของทั้งสองคนเป็นแบบไหน

หยิ่น: “จริงๆ ผมอยากเป็นนักท่องเที่ยวนะ คือเมื่อก่อนผมไม่คิดว่าเรื่องเป็นอาชีพเลย จนได้เจอหนังสือภาษาอังกฤษสมัยป.3 มั้ง มันมีหมวดของอาชีพ มีอาชีพวิศวกร ครู…แล้วก็มีคำว่านักท่องเที่ยวอยู่ในนั้น เราก็สงสัยว่ามันคืออะไร มันเป็นอาชีพเหรอ แต่มันอาจจะเป็นได้นะ ไปเที่ยวแล้วทำ Vlog กลับมา มันเป็นอาชีพได้จริงๆ ตัวผมก็ชอบเที่ยว เพราะผมรู้สึกว่าโลกเรามีสถานที่สวยๆ เยอะมาก มากเกินที่เราจะเห็นทั้งหมด แล้วชีวิตเรามันสั้น ผมไม่ได้เชื่อเรื่องการเกิดใหม่ แต่เราเกิดมาแล้วก็ควรเห็นให้คุ้ม”

วอร์: “ผมอยากเป็นนักดาราศาสตร์เพราะชอบดูดาว คืออยากเป็นไปเรื่อย อยากเป็นนักโบราณคดี อยากขุดซากไดโนเสาร์ เป็นคนชอบตั้งคำถามไปเรื่อยๆ ว่าคนเกิดมาจากอะไร สัตว์มาจากไหน โลกเกิดมาจากอะไร ทุกวันนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่มันเป็นเสน่ห์ของการค้นคว้าหรือการเป็นนักดาราศาสตร์ แต่พอไปเรียนม.ปลายที่เป็นพวกคณิตและวิทย์ขั้นแอดวานซ์ ผมถามตัวเองว่า หรือเราแค่ชอบดูดาว ชอบความงามของอวกาศแค่นั้นหรือเปล่า แล้วตอนนั้นชอบวาดรูปด้วย เลยเรียนอันที่อยู่ตรงกลางก็คือสถาปัตยกรรม”

-นอกเหนือจากการทำงานจนดึกดื่นแบบวันนี้แล้ว อยากรู้ว่าชอบทำอะไรในวันปกติ

หยิ่น: “ผมชอบออกกำลังกาย อยากให้เป็นกิจวัตร แต่การทำงานอย่างนี้มันยากมากเลย ได้ออกกำลังกายหนึ่งวันแล้วไม่ได้ออกอีกสามวัน มันไม่ได้อะไรเลย มันเป็นการเริ่มต้นใหม่ทุกๆ ครั้ง ตอนนี้เลยอยากออกกำลังกายให้ได้ทุกกวัน และถ้าว่างจริงๆ ก็อยากไปเที่ยวต่างจังหวัด ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม อยู่กับหมา พาที่บ้านไปกินข้าว แค่นี้ก็แฮปปี้แล้ว”

วอร์: “ถ้ามีจริงๆ ก็อยากไปเที่ยว ไปเจอธรรมชาติ เพราะตอนนี้ไม่ได้ไปไหนเลย อยากนั่งคิดอะไรบางอย่าง ดูยูทูบ เล่นดนตรีไปเรื่อย วาดรูป เป็นช่วงเวลาที่ไม่ได้สัมผัสมานานมาก”

-แพสชั่นมีความสำคัญกับการใช้ชีวิตของทั้งสองคนไหม

วอร์: “เอาจริงๆ มันก็ต้องมีกับหลายๆ เรื่อง การไม่มีมันก็อยู่ได้แหละ แต่เราจะไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร เกิดมาทำไม การมีแพสชั่นก็เป็นสื่งที่ควรจะมี แต่ถ้ามีมากจนลืมข้างทางไปเลยก็ไม่ดี มันควรจะหาสมดุลมากกว่า ต้องเผื่อใจกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ คือบางทีอาจจะไม่ได้ตามเป้า แต่ก็มีความสุขในการทำ”

หยิ่น: “ผมว่าสำคัญนะ มันจำเป็น ถ้าเราทำสิ่งหนึ่งแล้วเราไม่รู้ว่าทำไปทำไม มันจะไม่มีแรงในการลุกขึ้นมาทำ แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าไม่มีแพสชั่นแล้วทำไม่ได้นะ มันก็มีหลายๆ เคสหรืองานบางอย่างที่ต้องทำ เช่นเราต้องทำเพราะดูแลครอบครัว พ่อแม่ป่วย แต่ผมว่ามันจำเป็นถ้าเราอยากทำอะไรให้สำเร็จหรือแฮปปี้ สุดท้ายก็คือเราแฮปปี้กับมันไหม”

-สุดท้ายแล้ว มองว่าอีกฝ่ายคูลตรงไหน 

วอร์: “หยิ่นมีมุมคูลนะ เขาเท่ในหลายๆ อิริยาบถ ทั้งการเดิน การว่ายน้ำ ขับรถ ยิงปืน หรือแม้แต่ตอนทำหน้าเครียดๆ จริงจัง บางคนอาจจะมองว่าน่ากลัว แต่ผมว่าแบบนั้นแหละที่ทำให้เขาเท่”

หยิ่น: “ผมว่าความเท่ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างพี่วอร์เวลาได้อยู่กับสิ่งที่รัก ตัวตนเขาจะออกมา เวลาเล่นดนตรีก็เป็นอีกมู้ดหนึ่ง เขาเล่นเปียโนได้เป็นชั่วโมง หรือตอนวาดรูป เขาจะหยุดไม่ได้ พอได้ตั้งใจกับสิ่งที่ตัวเองชอบ มันก็เลยออกมาเท่น่ะครับ” 

Photographer: Ponpisut Pejaroen

Stylist: Piphacha Vonpiankul 

Writer: Pimpilai Boonjong

Makeup & Hair: Chanon Suwankho

Photographer Assistant: Wiroon Wuttiphongdecha






Other Articles