Sunday, October 2, 2022

BOWKYLION : “เราเกิดมาเพื่ออยู่บนเวที  ยังเคยคิดถึงขนาดว่า ถ้าวันหนึ่งเราต้องตาย เราขอตายบนเวทีได้ไหม”

ถ้าโลกนี้ไม่มีดนตรี ก็คงไม่มีผู้หญิงที่ชื่อ BOWKYLION (โบกี้ไลอ้อน)… เพราะชีวิตของเธอแทบจะหายใจเข้าหายใจออกเป็นดนตรีอยู่แล้ว “โบไม่รู้ว่าโบอินเกินไปไหมด้วยซ้ำ โบรู้สึกว่าชีวิตโบว์ไม่มีอะไรมากไปกว่าสิ่งนี้ (ดนตรี) อีกแล้ว แล้วโบก็จะไม่ไปไหนด้วย”

พูดได้ว่า โบกี้ หรือ พิชญ์สินี วีระสุทธิมาศ คือศิลปินเดี่ยวที่น่าจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้สมัยของเรา  ด้วยความสามารถทางดนตรีที่โดดเด่น ทั้งการแต่งเพลงและถ่ายทอดความรู้สึกออกมาผ่านเพลง มันกลั่นกรองออกมาจากชีวิตและหัวใจของเธอจริงๆ 

ในครั้งนี้ เราได้พูดคุยกับโบกี้ถึงเรื่องราวของดนตรี และแฟชั่น ในโอกาสที่ได้กลับมาทำงานร่วมกับเธออีกครั้งในการถ่ายแฟชั่นเซ็ต  Gucci Attache ซึ่งเป็นกระเป๋าทรงโฮโบใบใหม่ที่อเลสซานโดร มิเคเล ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์ นำเอาอารมณ์ความเป็นยุค 1970s ออกมาเพื่อตีความใหม่ให้แก่ปัจจุบัน ซึ่งก็เข้ากับความหลงใหลในสไตล์วินเทจของโบกี้อยู่ไม่น้อย 

-ที่เลือกตั้งชื่อตัวเองว่า BOWKYLION คงไม่ได้หมายถึงแค่ทรงผมหรอกใช่ไหม 

“Lion มันคือสิงโตตัวผู้กับสิงโตตัวเมีย มันมีหน้าที่ที่แตกต่างกัน สิงโตตัวผู้อยู่กับฝูงเพื่อรักษาฝูง แต่สิงโตตัวเมียมีหน้าที่ออกล่า และมันก็ไม่มีแผงคอ การที่เราตั้งชื่อตัวเองว่า BOWKILION เพราะเราคือสิงโตตัวเมียหัวฟู เรารู้สึกว่ามันไม่จำกัดเพศด้วย เราต้องจำกัดด้วยเหรอว่าผู้หญิงหรือผู้ชายที่ต้องมีแผงคอ แล้วจะผู้หญิงหรือผู้ชายก็ทำงานได้เหมือนกัน” 

-พูดว่าโบเป็นนักร้องสาวสายแฟชั่นได้ไหม แล้วก็ดูจะชอบสไตล์วินเทจ

“อู๊วว ก็ดีค่ะ แต่เอาจริงๆ โบก็ไม่รู้ว่าตัวเองแฟชั่นมากพอหรือเปล่านะคะ… แล้วก็พูดยากมากเลยว่าโบเป็นสไตล์ไหน เพราะเป็นคนที่มีหลายลุคมากๆ โบชอบอะไรวินเทจที่สุด แต่มาพักหลังๆ ก็รู้สึกว่าเราอยู่ในกรอบวินเทจมากเกินไปเป็นสิบๆ ปีแล้ว ก็อยากจะหลุดกรอบตัวเองมากขึ้น เมื่อก่อน เราจะชอบสีโทนร้อนๆ ใส่อยู่ไม่กี่สี เดี๋ยวนี้ก็กล้าที่จะลองสีต่างๆ มากขึ้น แล้วจากที่เมื่อก่อนจะอยู่แค่กับยุค 1960-1970s ก็มีผสมผสานยุคอื่นเข้ามามากขึ้น… แต่จริงๆ เราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องกระแสเท่าไหร่หรอกค่ะ แค่ชอบอะไรก็จะแต่งแบบนั้น แต่สุดท้ายแล้วมันก็จะผสมผสานเข้ากับความเป็นวินเทจในตัวเราอยู่ดี”

-บอกได้ไหมว่าโบเริ่มชอบแฟชั่นตั้งแต่ตอนไหน

“มันชอบมาตลอดเลยค่ะ แต่ก็เคยรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีความรู้และมีความผิวเผินมากในการหยิบจับอะไรมาใส่ เราก็แมตช์เองแล้วเราก็ดูตัวเองไม่ค่อยออก ก็เลยเริ่มหาดู อย่างเวลากุชชี่มีโชว์ก็จะเปิดดูรันเวย์ต่างๆ ว่าเข้าแมตช์ยังไง ทำไมลายชนลายแล้วยังสวยอยู่ ทำไมรูปร่างแบบนี้ถึงใส่แบบนั้นได้ จากเดิมที่เราเคยจำกัดตัวเอง เราก็มีความกล้ามากขึ้นที่จะลองอะไรใหม่ๆ ก็เลยชอบแฟชั่นมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะมันเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่เราจะใช้แสดงตัวเราออกมา”

-สไตล์บนเวทีคอนเสิร์ตกับชีวิตประจำวันต่างกันเยอะไหม

“ต่างนะคะ เวลาขึ้นเวทีอาจจะใส่ชุดที่เห็นเนื้อหนังมากหน่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะแต่งตัวโป๊เพื่อเรียกคนดูนะ แต่เวลาร้องเพลง โบมั่นใจที่จะให้คนเห็นสรีระบางอย่างของเรา เช่นหัวไหล่ ช่วงเอว โบชอบมุมของผู้หญิงที่มีความเป็นผู้หญิงเวลาอยู่บนเวที ซึ่งมันต่างจากชีวิตประจำวัน”

-แฟชั่นกับดนตรีมีความเชื่อมโยงอย่างไรในสายตาโบ 

“มันอาจจะดูเหมือนคนละโลกเลยนะ แต่มันมีความเชื่อมโยงกันมากๆ มันเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่อาจจะมีจุดกำเนิดหรือวิวัฒนาการของตัวเอง  แต่ในช่วงหนึ่ง แฟชั่นมันก็เติบโตมาพร้อมกับดนตรี เชื่อมต่อกันแม้ว่าคนอาจจะไม่เห็นมันอย่างชัดเจนหรือไม่ได้นึกถึง อย่างเวลาที่เราเห็นคนแต่งตัวสไตล์แกตส์บี้หน่อย เราก็จะนึกถึงเพลงแจ๊ซ หรือเห็นคนใส่กางเกงยีนส์ขาดๆ เสื้อยืด ผมเผ้าไม่เนี้ยบ มันก็ทำให้นึกไปถึงเพลงการาจหรือร็อกที่มันมีความจริงใจ โบว์ว่าแฟชั่นกับดนตรีมันเชื่อมต่อกันในแต่ละยุคและในแต่ละคัลเจอร์ แล้วทั้งดนตรีและแฟชั่นมันก็ใช้บ่งบอกตัวตนความรู้สึกของเราในแต่ละช่วงเวลาได้” 

-ขอย้อนกลับไปสมัยเด็ก มีความทรงจำที่โบรักมันเป็นพิเศษไหม 

“น่าจะเป็นเรื่องที่ครูถามว่าอยากเป็นอะไร… สมัยเด็กๆ ที่บ้านโบมีสวน แล้วเราก็ชอบดูเรื่องเมาคลีซึ่งสวมกางเกงในตัวเดียว ตอนเด็กๆ เราก็เลยใส่กางเกงในตัวเดียวเดินรอบบ้าน พอญาติๆ มาเห็นก็แบบว่า ทำไมเป็นผู้หญิงถึงเดินใส่กางเกงในแบบนี้ โตขึ้นจะเป็นดาวโป๊นะรู้มั้ย… ตอนนั้นคิดว่า งั้นโตขึ้นเราจะไปเป็นดาวโป๊ ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามันคืออะไร รู้แค่ว่าได้ใส่ชุดที่สบายตัว เดินเล่นชิลล์ๆ  พอครูถามว่าเราอยากเป็นอะไรเมื่อโตขึ้น ก็ตอบไปว่าอยากเป็นดาวโป๊ค่ะ ก็โดนดุไปเลยว่าไปเอามาจากไหน แต่มันก็เป็นจินตนาการของเด็กแหละ”

-ตอนเด็กต้องเฟี้ยวแน่ๆ เลย

“ไม่นะ แต่ก็ไม่เรียบร้อย เป็นเด็กกิจกรรม เต้นบัลเลต์ ยิมนาสติก แล้วก็สนใจเรื่องสีเป็นพิเศษ  เป็นสายศิลปะตั้งแต่เด็กๆ เลยค่ะ”

-แล้วความชอบในการร้องเพลงเริ่มตอนไหน 

“เอาจริงๆ จำไม่ได้เลยว่ามันเริ่มตอนไหนเพราะร้องมาตั้งแต่เด็ก มารู้ตัวอีกทีคือการร้องเพลงมันกลายเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว มันกลายเป็นเหมือนอวัยวะหนึ่งในร่างกายไปแล้ว โดยที่เราก็ไม่รู้ตัวเลยว่านี่คือความรัก นี่คืออาชีพ หรือนี่คือการงานของเราในอนาคต เราคิดแค่ว่าเราชอบสิ่งนี้ แล้วเราก็ทำได้นี่ แค่นั้นเลย ไม่ได้คิดว่ามันจะยาวนานมาจนถึงตอนนี้”

-แล้วเริ่มมองเห็นว่ามันจะกลายมาเป็นอาชีพได้ยังไง 

“จริงๆ ก็ไม่เคยรู้ตัวเลยว่าเป็นอาชีพได้ เพราะก็ไม่ได้มั่นใจในตัวเองขนาดนั้น แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งนี้มันอยู่ข้างๆ เรามาตลอด สิ่งที่เรารักมันและมันรักเรากลับด้วยก็คือเสียงเพลง จริงๆ โบไม่ได้อินกับเรื่องเรียนขนาดนั้น แต่จะอินเฉพาะกับสิ่งที่อินจริงๆ ตอนที่สอบติดมหิดล (วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล สาขาวิชาขับร้องดนตรีสมัยนิยม) ก็เคยคิดเหมือนกันว่าเราจะทำอะไรต่อ มารู้ตอนเรียนจบว่าเราขาดดนตรีไม่ได้ เพราะมันอยู่กับเรามาโดยตลอด มันแทรกซึมอยู่ในเลือดของเราแล้ว 

“เอาจริงๆ โบไม่รู้ตัวเลยแหละว่าสิ่งนี้มันรักเราเหมือนที่เรารักมัน อาจจะเพราะเราก็ไม่รู้ว่าเรารักมันขนาดไหนจนได้มาเป็น BOWKYLION ได้มาแต่งเพลง ได้มาร้องเพลง แล้วอยู่ดีๆ มันก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า ‘หรือเราจะเกิดมาเพื่อสิ่งนี้นะ’ มีช่วงที่เรานอยด์มากๆ มีความซึมเศร้า ไม่มีอะไรช่วยให้เราหายได้เลย แต่มันมีวันหนึ่งที่เราขึ้นเวทีไป มันลืมทุกอย่างเลยว่าเรากำลังเศร้าอยู่ มันคิดในใจเลยว่า ‘ชีวิตเรามันเกิดมาแค่นี่แหละ’ ‘เราเกิดมาเพื่อยู่บนเวที’ ยังเคยคิดถึงขนาดว่า ‘ถ้าวันหนึ่งเราต้องตาย เราขอตายบนเวทีได้ไหม’ เราก็เหมือนเพิ่งได้รู้ตัวจริงๆ ซึ่งมันเกิดขึ้นไม่นาน น่าจะประมาณ 3 ปีที่แล้วเอง เป็นคนมั่นใจช้าจริงๆ ”

-พอคิดแบบนี้แล้วทำให้โบว์ยิ่งอินกับการร้องเพลงยิ่งกว่าเดิมอีกไหม

“โบว์อินกับมันจน..โบว์ไม่รู้ว่าโบว์อินเกินไปไหมด้วยซ้ำ โบว์รู้สึกว่าชีวิตโบว์ไม่มีอะไรมากไปกว่าสิ่งนี้อีกแล้ว แล้วโบว์ก็จะไม่ไปไหนด้วย”

-โบว์แต่งเพลงเป็นอยู่แล้วตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยเลยหรือเปล่าคะ

“ตอนนั้นก็แต่งส่งอาจารย์ แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร  ตอนนั้นโบแต่งเนื้อ ทำดนตรี โปรดิวซ์เอง ร้องเอง อัดเอง เพราะเราไม่มั่นใจ เราเขินๆ ที่คนอื่นจะมาทำหรือมาฟังในสิ่งที่เราทำ แต่เราก็ได้รับคำชมจากอาจารย์ว่าเราทำเอง จนพอเรียนจบแล้วก็ได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินกับค่าย What The Duck ก็ยังคิดอยู่ว่ามันใช่เหรอ  เราก็หาตัวเองอยู่ค่อนข้างนานเหมือนกันกว่าจะแต่งเพลงแรกออกมาได้ตอนที่อยู่กับค่าย”

-ในมุมของโบ การแต่งเพลงมันต้องอาศัยอะไรบ้าง

“มันจะมีอยู่หลายมุม อาจจะเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง โบไม่ชอบการโกหก โดยเฉพาะการโกหกตัวเอง ก่อนหน้านี้โบมีความไม่เป็นมืออาชีพเท่าไหร่ โบจะร้องหรือแต่งเพลงเฉพาะที่อินเท่านั้น อะไรที่ไม่อินหรือไม่รู้สึกคือไม่เอาเลย ซึ่งมันไม่มืออาชีพ เราไม่อาจเอาเฉพาะแค่ที่เรารู้สึกได้ เราต้องมีเหตุผลด้วยเพราะเรากำลังทำงานอยู่ ทำไมคนอื่นถึงร้องได้ คนอื่นถึงแสดงได้ทุกบท เราก็เลย ‘ประชุมกับตัวเอง’ แล้วก็เจอกันครึ่งๆ เราต้องเป็นในสิ่งที่คนอื่นอยากให้เราเป็นบ้าง แต่สุดท้ายเราก็ปฏิญาณกับตัวเองว่าเราจะทำในสิ่งที่เราเชื่อจริงๆ เท่านั้น คือเราต้องเชื่อก่อน คนอื่นเขาถึงจะเชื่อ ภาพที่เราจะสื่อออกมาหรือเล่าให้คนอื่นฟัง มันต้องเป็นความจริงที่เรากลั่นกรองมาแล้วไม่รู้กี่ชั้น มันถึงจะสื่อออกมาได้ว่าเรารู้สึกแบบนั้นจริงๆ สุดท้าย ทำแล้วจะมีชื่อเสียงหรือไม่ก็ตาม แต่เรารู้สึกว่าเราทำสำเร็จแล้ว เพราะเราได้เล่าความจริงที่ถูกกลั่นกรองจนกลายเป็นศิลปะที่สวยงามให้คนได้ฟัง”

-เพลงไหนที่ท้าทายสุดนับตั้งแต่แต่งมา

“เพลง ‘วาดไว้’ นี่แหละค่ะ เป็นเพลงแรกที่โบกล้าพูดได้ว่าเกลียด ด้วยความที่อยากลองทำอะไรใหม่ๆ อย่างดนตรีร็อก โบว์ไม่ได้เกลียดดนตรีร็อกนะ แต่โบแค่คิดว่าเมื่อมันมาอยู่กับเรา มันไม่เข้ากับเราหรือเปล่า แล้วอีกสิ่งที่เกลียดก็คือ ในขณะที่เนื้อเพลงมันเยียวยาวจิตใจเราอยู่ เนื้อเพลงมันกำลังฆ่าเราอยู่ แล้วมันฆ่าเราอย่างไม่ปราณีเท่าไหร่ โบแต่งเพลงนี้ให้คุณแม่ (ซึ่งจากเธอไปด้วยโรคมะเร็ง)  แล้วระหว่างที่แต่ง เรามีอาการที่ไม่ดีมากๆ เราซึมเศร้า แต่งเท่าไรก็ไม่จบสักทีเพราะร้องไห้ตลอดเวลา มันคิดว่านี่เราทำอะไรอยู่ เราจำเป็นต้องเอาความรู้สึกลบมาไว้ในเพลง มันทรมาณมากๆ  

“แต่การที่พูดว่าเกลียดก็ไม่ได้หมายความว่าเกลียดแล้วฝืนปล่อยออกมาให้คนฟัง แบบปล่อยๆ ไปงั้น มันไม่ใช่เลยค่ะ ยังไงเราก็ทำสิ่งที่เรากลั่นกรองมาแล้ว มันเหมือนเรายอมเอาตัวเองเป็นหินกรองน้ำไม่รู้กี่ชั้นจนมันสะอาดที่สุดก่อนจะไปถึงหูคนฟัง เรามั่นใจอยู่ประมาณหนึ่งว่าเราจะไม่เสียใจกับสิ่งที่เราทำไป” 

-เคยคิดว่าวันหนึ่งเราจะหมดวัตถุดิบที่จะเอามาใช้แต่งเพลงไหม

“ไม่ถึงกับคิดว่ามันหมด แต่ก็มีช่วงที่เราไม่มีแรงบันดาลใจอะไรเลย แต่ว่าสุดท้ายอาชีพของเราและสิ่งที่เราได้ มันคือการผ่านสิ่งเหล่านี้มาได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่โบเชื่อที่สุดคือจินตนาการตัวเองว่ามันไม่มีที่สุดสุดตราบที่เราไม่หายใจแล้ว”

-แล้วเวลาแต่งเพลงให้ตัวเองกับแต่งให้คนอื่นมันต่างกันไหม

“รู้สึกว่าเวลาแต่งให้คนอื่นมันค่อนข้างง่ายกว่า แบบว่าเราอยากบอกเขาว่าอะไร  แต่เวลาแต่งให้ตัวเองมันมีความสับสนอย่างบอกไม่ถูกว่าเราจะพูดสิ่งนี้กับตัวเองเหรอ”

-โบว์ดูเป็นคนสนุก มีอารมณ์ขัน แต่จริงๆ ก็มีแง่มุมเครียด จริงจังเยอะเหมือนกันนะ 

“เป็นคนตลกร้าย แต่ก็เป็นคนเคร่งเครียด คิดมาก  จริงๆ เวลาแต่งเพลง โบว์ชอบจดความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ในโน้ตค่ะ จดไปจดมาจนมาสังเกตตัวเองว่าทำไมมันมีแต่แง่ลบ  เราก็มาประชุมกับตัวเองว่าเราเป็นคนแย่เหรอ แล้วคนอื่นจะมาเสพมุมที่ไม่ดีของเรามากไปไหม สุดท้ายเราก็คิดได้ว่าเราเป็นคนซึมซับความรู้สึกแง่ลบได้ดีกว่าแง่บวก เพราะในขณะที่เรามีความสุขอยู่นั้น เรากำลังเสพมันแบบเรียลไทม์ เราไม่สามารถกินอาหารอร่อยแล้วมานั่งวิเคราะห์ได้ว่ามันอร่อยมาก อร่อยยังไง มันไม่มีอะไรอธิบายความสุขได้มากไปกว่าความสุขแล้ว แต่สิ่งที่เราย้ำคิดย้ำทำบ่อยๆ ก็คือความทุกข์ เช่น ฉันร้อนจังเลย ฉันแย่จังเลย แต่พอย้ำไปย้ำมา มันเป็นความรู้สึกที่เป็นขยะมากๆ เลย ก็มาคิดว่าเราเอามันมาทำอะไรได้บ้าง ก็เลยเลือกใช้มันมาแต่งเพลง”

-มีโมเมนต์ในเส้นทางดนตรีที่ยากจะลืมเลือน

“ทุกครั้งที่ร้อง มันก็ยากที่จะลืมทุกครั้ง มันเหมือนความสุขที่เราได้เสพมันซ้ำๆ มันพูดไม่ได้เลยว่าเป็นโมเมนต์ไหน”

-สามสิ่งที่บอกความเป็นโบกี้

“จินตนาการ ถ้อยคำ และดนตรี” 

Photographer : Napat Gunkham
Fashion Editor : Watcharachai Nun-ngam

Model: Bowkylion
Make up Artist: Chinnakrit Tanasontirach
Hairstylist: Arlun Nuntasukon
Photographer Assistants: Arnon Boonrod, Saran Wannaphurk, Ittipol Pensuk
Stylist Assistant : Yawnad Plandee






Other Articles