Wednesday, August 10, 2022

สองพาร์ตที่ลงตัวของพระเอกหนุ่มสัตวแพทย์ ‘เน๋ง-ศรัณย์’

รักสุดท้ายยัยจอมหวี่ยง ละครโรแมนติกคอเมดี้ทางช่อง one31 ที่ดำเนินมาถึงอีพีสุดท้ายคืนวันพรุ่งนี้ สาระความบันเทิงอาจจะกำลังจบลง ตรงกันข้ามกับความฮอตที่เพิ่มมากขึ้นของพระเอกหนุ่ม เน๋ง ศรัณย์ นราประเสริฐกุล ใครที่หลงรักการแสดงของเขา เน๋งบอกว่าไม่นานเกินรอ เพราะเรื่องต่อไปใกล้จะเปิดกล้องแล้ว แถมยังมีแพลนไปถึงปีหน้าอีกด้วย  

ก่อนจะได้ร่วมงานกับพี่บี น้ำทิพย์ เน๋งนึกภาพพี่บีไว้แบบไหน

ผมเห็นพี่บีเล่นละครมานานแล้ว ตั้งแต่เรายังไม่เข้าวงการเลย รู้สึกว่าเขาเป็นนักแสดงที่เก่ง มีความสามารถคนหนึ่ง เราชื่นชมเขาอยู่แล้วในพาร์ตของการทำงาน แล้วพอวันหนึ่งเราต้องมาเล่นกับเขา รู้สึกงงๆ เหมือนกัน คิดในใจว่ามันมาถึงจุดนี้ได้ไงวะ พอมาเจอพี่บีจริงๆ ก็คือพี่บีน่ารักมาก เรื่องนี้เราเวิร์กช็อปค่อนข้างเยอะกว่าเรื่องอื่นที่เคยทำมา เพราะเพิ่งขึ้นเป็นพระเอก ตอนเวิร์กช็อปพี่บีก็มาเวิร์กช็อปให้ทุกครั้ง เต็มที่ทุกครั้งเลย ตอนแรกเราคิดว่าพี่เขาเป็นเบอร์ใหญ่แล้ว ถ้าเราเล่นไม่ดีมันจะเสียเวลาเขาหรือเปล่า แต่เขาไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องนั้นเลย เขาอยากให้งานออกมาดี เขาบอกว่าเต็มที่เลยนะเน๋ง มีปัญหาหรือติดตรงไหน บอกพี่ได้เลย แล้วเราก็จะเดินไปด้วยกัน มันเลยทำให้หายเกร็ง รีแล็กซ์มากขึ้น กล้าเล่นกับเขา เหมือนเป็นเนื้อเดียวกันน่ะครับ

ในเรื่องรักสุดท้ายยัยจอมเหวี่ยงพูดถึงความรักต่างเจนฯ เน๋งคิดอย่างไรกับความเป็นไปได้ของรักต่างวัยในชีวิตจริง

ผมไม่ได้อยากแบ่งเจนฯ ขนาดนั้น เพราะความจริงแล้วมนุษย์แบ่งเป็นเจนฯ ได้หยาบๆ โดยเนื้อแท้แล้วมันมีบางพาร์ตที่คน Gen X คิดเหมือนกับเรา และมีบางพาร์ตที่คิดต่างกัน ผมรู้สึกว่ามันก็คือมนุษย์แหละไม่ว่าจะเจนฯ ไหน มีทั้งส่วนที่สามารถเข้ากันได้ หรือเข้ากันไม่ได้ แม้ว่าในคนเจนฯ เดียวกันก็ตาม ผมเลยรู้สึกว่าความต่างของเจนฯ มันต่างกันเพราะสังคมในตอนนั้นหรือเปล่า เพราะเนื้อแท้ก็คือมนุษย์เหมือนกัน หรือว่าเราเป็นคนสร้างกำแพงนี้ขึ้นมาเอง อันนี้ความคิดของผมนะ เราว่ามันค่อนข้างเมกเซนส์นะ คน Gen X จะมีมุมที่โตกว่าเรา บางทีก็มีมุมที่เด็กกว่าเรา อย่างนางเอกในเรื่อง เขาเจอคนมาเยอะกว่า เจอคนที่หลากหลายกว่า เขาเลย adapt หรือเข้ากับสังคมได้ดีกว่าคนที่ยังไม่เคยเจอประสบการณ์มาก่อน ผมว่าเรื่องเจนฯ ไม่ได้มีผลกับความรักขนาดนั้น ถ้าคุยกันแล้วโอเคลงตัว เราพยายามเข้าใจเขา แล้วเขาก็พยายามเข้าใจเรา

ชอบการแสดงมานานแล้วเหรอ

ไม่นานครับ ตอนแรกที่เข้ามาแคสต์ช่องวันเพราะว่าอยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ คือเราอยู่ในโรงพยาบาลมาตลอด ไม่รู้ว่าข้างนอกเป็นยังไง พอมาลองแคสต์ก็รู้สึกว่ามันยากมาก เราน่าจะทำไม่ได้แน่ๆ ตอนนั้นคิดแบบนั้นนะ แต่ตอนแคสต์เราคิดว่า the show must go on มันต้องทำไป ณ ตรงหน้านั้น พอกลับบ้านปุ๊บก็บอกที่บ้านว่าไปแคสต์เล่นๆ คงไม่ได้หรอก มันยาก แล้วคนอื่นที่มาแคสต์กันทุกคนต่างดูมีไฟ ดูเก่ง แล้วพอช่องเรียกไปเซ็นสัญญา ผมก็งงนิดนึง เราได้จริงๆ เหรอ ตอนนี้ผมยังไม่รู้เลยว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นตอนนั้น แต่ก็เข้ามาแล้วไง (หัวเราะ)

พอได้ทำงานจริงๆ ก็มีพาร์ตที่สนุกนะ ตอนแรกเรายังเครียดอยู่เพราะกลัวว่าทำได้ไม่ดี แล้วก็ค่อนข้างยากด้วย แต่พอเรื่องที่สองเราเริ่มเห็นความสนุกของมัน ผมพยายามหาความสุขจากสิ่งนี้มากกว่า สิ่งแรกที่จำได้ก็คือการที่ผมสามารถทำอะไรก็ได้กับสิ่งที่ผมไม่เคยทำ อย่างเรื่องภาตุฆาต เราได้ไปขับเครื่องบินรบ ได้เรียนรู้วิธีการทำงานของอาชีพนักบิน สิ่งเหล่านี้มันทำให้เรา explore ความรู้ของเราไปได้อีกเยอะ และยังทำให้มีแพสชั่นในการไปหาข้อมูลหรือเสพความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวกับอาชีพนั้นๆ ได้รู้ว่าเขาทำงานกันยังไง ถามว่าชอบการแสดงขนาดนั้นไหม ก็ยังนะ ผมชอบเรื่องพวกนี้มากกว่าการแสดง การแสดงยังเป็นเรื่องรองอยู่

แต่พอเล่นมาเรื่อยๆ รู้สึกว่าการแสดงมันสอนอะไรเราหลายอย่างเหมือนกัน และทำให้เราค่อนข้างเป็นคนที่ดีขึ้น ผมรู้สึกอย่างนั้นนะ คือพอกลับมามองตัวเอง ตอนแรกๆ เราจะมองตัวละครว่าไม่เมกเซนส์เลย ทำไมคิดแบบนี้ ทำไมโง่อย่างนี้ แต่พอไปๆ มาๆ รู้สึกว่าเราต้องพยายามเข้าใจตัวละครมากขึ้น การที่เราต้องทำแบบนั้นเพราะว่าถ้าเราไม่เข้าใจเขา เราก็จะเป็นเขาไม่ได้ ซึ่งพอมารีเลตกับชีวิตจริง มันทำให้เรามีความเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น และจะพยายามไม่ตัดสินคนอื่นก่อนที่เราจะรู้ทั้งหมด อย่างเช่นสมัยก่อนถ้าใครทำอะไรแล้วลอจิกมันเพี้ยน เราจะรู้สึกว่าทำไมคุณถึงทำ เพราะคุณน่าจะรู้อยู่แล้วว่าตามหลักมันต้องจบไม่สวยแน่ๆ ซึ่งแต่ก่อนเราคิดแบบนี้มาตลอด แบบเราจะคิดด้วยลอจิก

พอเราเล่นละครหลายเรื่องมากขึ้น เหมือนทำให้เราเข้าใจเบื้องลึกตัวละครไปด้วย เราอาจต้องหาสาเหตุก่อนว่าจริงๆ เขามีเหตุผลจำเป็นอะไรที่จะต้องทำสิ่งนี้ เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้หรือเปล่า หรือทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์จะตามมา แต่เขาก็รู้สึกว่าต้องทำอยู่ดี เราเลยรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้นเยอะ และพยายามไม่ judge คนอื่นก่อน แล้วมันก็สนุกด้วยแหละกับการได้ทำสิ่งที่ในชีวิตจริงทำไม่ได้ เช่น เขวี้ยงของ มันมีความสนุกในการปะทะคารมกัน เราไม่รู้หรอกว่าในตัวเรามีอะไรอยู่บ้าง เราได้ศึกษาตัวเองไปด้วยว่าจริงๆ แล้วเราก็มีมุมนี้เหมือนกัน เราสามารถแสดงมุมนี้ออกมาได้ เหมือนเราได้เข้าใจความหลากหลายของมนุษย์ และพยายามเข้าใจคนอื่นมากขึ้น

ตอนนี้เป็นทั้งนักแสดงและทำงานเป็นสัตวแพทย์ด้วย แสดงว่าต้องเป็นคนจิตใจอ่อนโยน

ผมไม่ได้อยากจะนิยามตัวเองเท่าไรว่าจิตใจอ่อนโยนไหม แต่ว่าจริงๆ ก็ชอบสัตว์แหละ ตอนเด็กๆ ชอบดูสารคดีเกี่ยวกับสัตว์โลก แล้วคุณพ่อเป็นสัตวแพทย์ด้วย พอเย็นๆ ก่อนกลับบ้านคุณพ่อจะรับมาคลินิกเพราะคุณพ่อยังทำงานไม่เสร็จ เราจะก็เล่นอยู่ตรงนั้นตลอด เหมือนชอบดูคุณพ่อทำงาน เราคงไม่มีอะไรทำด้วยแหละในตอนนั้น รู้สึกว่าเป็นอาชีพที่เจ๋งดี จากหมาป่วยตัวหนึ่งมาทำให้หายดีได้ เรารู้สึกว่าอะเมซิ่ง แต่ตอนนั้นเราอาจจะไม่ได้คิดแบบนั้นซะทีเดียว ด้วยความที่เป็นเด็กมั้ง เราคงดูเพราะความอยากรู้อยากเห็น แล้วตอนจะเอนทรานซ์ปี 54 น้ำท่วมพอดี ผมต้องอยู่บ้านนาน ไม่ได้ติดต่อใคร เลยได้อยู่กับตัวเอง ได้มานั่งตกตะกอนว่าจริงๆ แล้วเราชอบอะไรกันแน่ คิดไปคิดมาก็นึกถึงเรื่องเก่าๆ นั่งดูโน่นดูนี่ เออ เราอาจจะเหมาะกับทางนี้ว่ะ ก็เลยเลือกเรียนด้านนี้ ถ้าไม่มีน้ำท่วมก็คงไม่ได้เป็นสัตวแพทย์ (หัวเราะ)

เปิดคลินิกของตัวเองด้วยใช่ไหมคะ

ครับ ชื่อว่า Hato Pet Wellness Center เป็นคลินิกที่ดูแลน้องหมาน้องแมวแบบครบวงจร ผมได้คอนเซ็ปต์นี้มาจากเมืองนอก ที่บ้านมีคลินิกของคุณพ่ออยู่แล้ว เรารู้สึกว่าอยากทำอะไรใหม่ๆ คิดว่าทำยังไงให้น้องหมาไม่ป่วย ให้เราหาสาเหตุเจอก่อนป่วยหนักๆ เพราะส่วนใหญ่เจ้าของไม่ค่อยรู้ว่าน้องหมาป่วย แล้วพอเป็นมันก็หนักแล้ว การรักษาก็ค่อนข้างยาก ผมว่าอัตราการตายของหมาที่มาโรงพยาบาลมันสูงมาก บางทีกว่าจะมาก็ช่วยไม่ทันแล้ว ซึ่งมันเกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อยมาก ผมรู้สึกว่าเราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อที่จะไม่เกิดสิ่งนี้ขึ้น

ขั้นแรกคือต้องทำยังไงก็ได้ให้หมามาเจอหมอบ่อยๆ ผมมานั่งคิดว่าแล้วจะทำยังไงหมาถึงจะมาบ่อยๆ คิดไปคิดมาก็เอ้ย! การอาบน้ำหมา grooming spa หมามาบ่อยๆ นี่หว่า ผมเลยเอามารวมกับคลินิก ถ้ามาอาบน้ำเราจะตรวจสุขภาพให้ก่อน โดยที่ include ไปกับการอาบน้ำแล้ว สมมติเราตรวจสุขภาพน้องหมาตัวนี้มาสิบครั้ง แล้วรอบต่อไปมันมีอะไรแปลกๆ หรือเห็นพฤติกรรมแปลกไป เราอาจจะรักษาโรคนั้นได้ตอนที่เพิ่งเป็น ทำให้มันไม่รุนแรง แล้วก็ลดการเกิดสิ่งที่ผมบอกตอนแรก ผมว่าอันนี้เป็นอะไรที่ค่อนข้างใหม่และไม่มีใครทำในเมืองไทย เพราะอยากให้เป็นอย่างที่คิดไว้ตอนแรก

ทราบว่าชอบเก็บหมาแมวไร้บ้านมารักษาด้วย

คือมีคนเอาแมวมาทิ้งคลินิกที่บ้านนานมากแล้ว เราก็รักษาไป พอคนที่พาสัตว์มารักษาเขาเห็นน้องแมวตัวนั้น เขาถามว่านี่แมวใคร น่ารักจัง ผมบอกว่ามันถูกทิ้งมา เขาบอกเดี๋ยวเขารับไปเลี้ยงเอง เขาอยากได้ หลังจากนั้นก็ทำมาตลอด เวลาไปเจอแมวหรือหมาจรจัด ถ้าดูทรงแล้วมันต้องการการรักษา หรือถ้าใช้ชีวิตตามธรรมชาติมันตายแน่ๆ เราจะเก็บมารักษาเท่าที่ทำได้ แล้วก็หาบ้านให้ แต่ผมไม่ได้ทำแบบพับลิกนะ ทำแค่ในบ้าน ใครไม่มาเห็นก็เลี้ยงไว้เอง เอาเท่าที่ไหว ด้วยว่าขนาดวอร์ดมันก็ไม่ได้ใหญ่ แล้วก็จะบริจาคยา บริจาคเงินให้กับน้องๆ ที่ไปออกค่ายรักษาสัตว์ตามชนบท ผมรู้สึกว่ามีประโยชน์มากๆ ผมว่าได้ประโยชน์ทั้งสองทาง เหมือนไปช่วยชาวบ้านด้วย น้องๆ เองก็ได้เรียนรู้การเป็นสัตวแพทย์ในสนามจริงด้วย มันสร้างคนได้อีกทาง ผมรู้สึกว่าวงจรสัตว์ในประเทศไทยค่อนข้างแย่ มีปัญหาเยอะ อย่างพวกหมาแมวจรจัดก็ไม่มีใครจัดการ ผมเองตัวคนเดียว ทำได้นิดเดียว จริงๆ อยากหาคนช่วยเหมือนกัน แต่เรามีแค่นี้ก็แก้ปลายเหตุไปก่อน (ใครสนใจไลฟ์สไตล์และอยากรู้เคล็ดลับเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ติดตามช่องยูทูบของเขาได้ที่ Nengnn)

ตั้งเป้าในการเป็นนักแสดงไว้อย่างไร

ไม่ได้แบบว่าต้องดังเป็นพลุแตก ไม่เคยคิดถึงขั้นนั้นเลย ผมว่าเราหาความสนุก หาแพสชั่นดีกว่า หมายถึงว่าพอได้เล่นละครเรื่องใหม่ เราก็ได้ทำอะไรใหม่ๆ เลยสนุกกับการได้ทำแบบนั้นมากกว่า อยากจะเล่นอะไรใหม่ๆ บ้าง รู้สึกว่าหาความสนุกให้กับตัวเองในการทำงานด้วย ตอนนี้รู้สึกว่าอยากทำไปเรื่อยๆ ก่อน เพราะยังมีแพสชั่นอยู่ เป้าหมายคือเพื่อความสนุก ไม่ได้ถึงขั้นว่าต้องเป็นซูเปอร์สตาร์ขนาดนั้น ตอนนี้ทำงานแสดงเป็นหลักครับ

Other Articles