Octo Finissimo ตอกย้ำปรัชญาของแบรนด์ Bvlgari ในการสร้างนวัตกรรมและนิยามใหม่ให้แก่โลกนาฬิกาชั้นสูงอย่างไม่สิ้นสุด

นอกจากจิวเวลรี่อันเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างชื่อให้กับบุลการีมาอย่างยาวนานแล้ว นาฬิกาก็เป็นอีกผลงานหนึ่งของบุลการีซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญอย่างมาก หนึ่งในนั้นก็คือคอลเลกชั่น Octo Finissimo ดีไซน์เน้นความมินิมัลร่วมสมัย ตัวเรือนแปดเหลี่ยมเล่นระดับซึ่งได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมวิหารแพนธีออนในกรุงโรม ปรากฏโฉมในเฉดสีโมโนโครมทันสมัย ทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องความบาง (Ultra-Thin) แบบทุบสถิติโลกตั้งแต่รุ่นแรกที่เปิดตัวในปี 2012 และยังคว้ารางวัลนาฬิกายอดเยี่ยมจากหลายเวทีอีกด้วย 

“หลังจากเวลาผ่านไป 10 ปี เราพูดได้ว่า Octo Finissimo คือผลงานไอคอน พูดได้เต็มปากว่าเป็นผลงานไอคอนชิ้นแรกแห่งศตวรรษที่ 21 โดยดีไซน์ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อคนหนุ่มสาวร่วมสมัยที่มีสไตล์ และรักงานดีไซน์ เป็นนาฬิกาสำหรับคนเจเนอเรชั่นปัจจุบัน เพราะพวกเขาต้องการสิ่งใหม่ที่แตกต่าง” ฌอง คริสตอฟ บาแบ็ง (Jean-Christophe Babin) ซีอีโอของบุลการีให้สัมภาษณ์กับเราผ่านทางซูมในช่วงงานแสดงนาฬิกาที่ผ่านมาถึงผลงานซึ่งได้เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับโลกนาฬิกา

ในโอกาสครบรอบ 10 ปีของคอลเลกชั่น บุลการีได้สร้างสรรค์ผลงานไฮไลต์ Octo Finissimo Ultra ซึ่งบางเพียง 1.8 มม. ทุบสถิตินาฬิกาจักรกลที่บางที่สุดในโลกเป็นครั้งที่ 8 มร.บาแบ็งเล่าว่า “ต้องบอกว่าเป็นการปฏิวัติวงการเลยก็ว่าได้ และเป็นการตีความ Octo Finissimo ใหม่เพราะแตกต่างจากผลงานที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะในกลไกมีแต่วีล ไม่มี pinion และยังนำชิ้นส่วนกลไกมาจัดเรียงในแนวนอน ทั้งยังสำรองพลังงานได้นาน 60 ชั่วโมง”

ผลงานนี้ใช้เวลาในการพัฒนานาน 3 ปี และต้องระดมความเชี่ยวชาญทุกด้านมาใช้เพื่อศาสตร์ ultra-miniaturisation ที่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างโลกจริงกับโลกเสมือน วงล้อของตลับลานสลักลาย QR Code เพื่อมอบประสบการณ์เชื่อมต่อกับโลกเมตาเวิร์สให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ เมื่อสแกนก็จะลิงก์ไปสู่อาร์ตเวิร์ก NFT เฉพาะของนาฬิกาแต่ละเรือน ซึ่งผลิตขึ้นเพียง 10 เรือนเท่านั้น “นาฬิการุ่นนี้ไม่เหมือนใครตรงที่ทำงานด้วยกลไกจักรกลซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นตามขนบนาฬิกา แต่ก็เชื่อมต่อเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างเมตาเวิร์สด้วย” มร.บาแบ็งกล่าว 

นอกจากนี้บุลการียังนำเสนอผลงานที่น่าสนใจอีกหลายรุ่น ทั้ง Chrono GMT และ 10th Anniversary Edition โดยมีการนำภาพสเก็ตช์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของนาฬิกา Octo Finissimo ฝีมือการออกแบบของฟาบริซิโอ บัวนามาสซา สติกลิอานี ดีไซเนอร์ผู้ให้กำเนิดคอลเลกชั่นนี้มาใช้ตกแต่งบนหน้าปัดด้วย เรียกได้ว่าเป็นการหวนกลับสู่ต้นกำเนิดของนาฬิกาซึ่งมาจากจินตนาการของมนุษย์

“ผมว่าบุลการีพัฒนาไปข้างหน้าโดยยังคงเชื่อมโยงกับปัจจุบัน” ในฐานะผู้นำแบรนด์ยักษ์ใหญ่และคร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มานาน มร.บาแบ็งได้วิเคราะห์ภาพรวมของวงการนาฬิกาในตอนนี้ว่า “ผมมองว่าทศวรรษที่แล้ว วงการนาฬิกานำเสนอแต่ความวินเทจและยุคอดีตมากเกินไป หากวงการพัฒนานวัตกรรมแบบเรา ผมคิดว่าจะมีอนาคตที่สดใสแน่นอน และในขณะที่เราต้องการให้ผลงานยังคงความไร้กาลเวลาเสมอ เราก็ต้องสร้างความตื่นเต้นและแปลกใหม่ไปพร้อมๆ กันด้วย หน้าที่ของเราก็คือตอบสนองอารมณ์ความรู้สึกโดยผ่านนวัตกรรม ทั้งในด้านดีไซน์และเทคโนโลยี” 

เขายังย้ำด้วยว่า “ในฐานะแบรนด์ เราจะยึดติดกับประวัติศาสตร์เดิมที่มีอย่างเดียวไม่ได้ แต่เราต้องขีดเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นมาผ่านนวัตกรรมที่แท้จริง”

Other Articles