Monday, June 27, 2022

จังหวะก้าวที่แกร่งกล้าของ ‘เกรซ’ นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ

เชื่อว่าหลายคนยังจำข่าว ‘นิสิตหญิงคนแรกสวมชุดครุยนิสิตชายรับปริญญา’ ที่แทบทุกสื่อกล่าวถึงด้วยความตื่นเต้น และพลอยยินดีไปกับความสำเร็จทั้งในแง่การเรียนและการเปิดเผยตัวตนอย่างเป็นทางการของผู้ตกเป็นข่าว ‘นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ’ หรือ ‘น้องเกรซ ลูกสาวเสี่ยเจียง’ คำสร้อยต่อท้ายที่เรามักได้ยินเสมอ วันนี้เกรซเป็นชายหนุ่มเต็มตัว แต่ละถ้อยคำที่เรานั่งฟังอย่างสนุกสนานปนเคล้าไปด้วยสาระ สะท้อนความแกร่งในตัวที่หล่อหลอมเขาจนเติบโตเป็นคนที่ใช้ชีวิตเป็น

เกรซทำงานอะไรอยู่บ้างตอนนี้

หลักๆ ตอนนี้คือ Creative Consultant เป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบทุกอย่างที่เกี่ยวกับครีเอทีฟทั้งหมด แล้วก็ทำแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชื่อ Made by LERT กับเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน เพราะเราเรียนออกแบบมาโดยเฉพาะ และรู้สึกว่าทำไมไม่มีคนทำเฟอร์นิเจอร์ที่เปลี่ยนตามใจเราได้ เราเริ่มจากศูนย์นี่คือตัดไม้เองนะ อีกอย่างคือเป็นดีเจตอนกลางคืน เรามีโอกาสได้ทำตั้งแต่เด็กๆ เลย เราเป็นคนชอบเพลงอยู่แล้ว และยังชอบจัดอยู่ก็เลยทำเป็นงานรอง

ไม่สนใจเรื่องทำหนังเหรอ ถึงไม่ได้เลือกเรียนฟิล์ม

เกรซเรียนออกแบบนิเทศศิลป์ (CommDe Chula) เพราะชอบงานครีเอทีฟตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่เห็นฟิล์มเห็นทีมงานแบกกล้อง ทำให้เราซึมซับมาด้วยส่วนหนึ่ง การได้เรียนที่นี่สอนให้เราคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล อาจารย์แต่ละคนเก่งคนละอย่าง แล้วเราก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่าการออกแบบมันออกแบบได้ทุกอย่าง มันอยู่ในทุกพาร์ตจริงๆ และไม่ใช่ว่าเราไม่สนใจหนัง ไม่ใช่ว่าวันหนึ่งเราไม่อยากทำ แต่อาจจะยังไม่ถึงเวลาที่เราประกอบร่างได้เป็นหนัง หรือเรื่องมันอาจจะอยู่ในโปรเซส เมื่อก่อนเราค่อนข้างเร่งอยากจะประสบความสำเร็จ อยากทำไปทุกอย่าง แต่พอมาถึงจุดหนึ่งเกรซรู้สึกว่าคนที่ประสบความสำเร็จได้เพราะเขาทำมานาน เราเพิ่งอายุยี่สิบกว่า ไม่ต้องรีบก็ได้ เราจะรีบไปเทียบกับเขาก็ไม่ใช่ เลยรู้สึกว่าถ้าเรามีโอกาสทำธุรกิจด้านการออกแบบได้มันก็ดี เพราะในที่สุดแล้วเราก็อยากทำอะไรของตัวเองเหมือนกัน

แสดงว่าวางแผนชีวิตตัวเองไว้ล่วงหน้าแล้ว

ตอนนี้เกรซไปอยู่ที่เชียงใหม่ ถ้ามีประชุมก็เข้ามากรุงเทพฯ สิ่งที่เราตั้งไว้ตอนแรกเหมือนไปตั้งผิดจุดว่าเราต้องมีรถ มีบ้านหลังใหญ่ อยากมีนี่มีนั่น อยากมีนาฬิกาแพงๆ แล้วเราก็มานั่งมองตัวเอง นาฬิกาก็ไม่ใส่ รถก็ไม่ชอบขับ บ้านใหญ่ๆ ก็ไม่ถู ทีนี้ก็มาเริ่มนั่งคิด เราไม่ได้ลดเป้าหมายนะ แต่มามองใหม่ว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้มันถูกต้องหรือเปล่า มันเข้ากับเราหรือเปล่า พอถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าเราไม่ได้ชอบชีวิตแบบนี้เลยนี่นา เราเป็นคนชอบทะเล ชอบเที่ยวสบายๆ ชอบกินของอร่อยที่ local มากๆ ร้านหายากๆ ขับไปยากๆ มีป้าผัดอยู่คนเดียวนี่ชอบมาก

เราเลยกลับมามองใหม่ แล้วมันก็ถึงจุดๆ หนึ่งที่หลายอย่างบังคับเรา ไม่ว่าจะโควิดหรืออะไรก็ตาม มันเลยเมกเซนส์กว่าว่าจริงๆ แล้วเราชอบอะไร แล้วตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง ไม่จำเป็นหรอกว่าต้องได้รับรางวัลระดับโลก เพราะสุดท้ายแล้วเราอยากให้ใครสักคนเห็นสิ่งที่เราทำแล้ว admire สิ่งที่เราทำ มากกว่าสิ่งของที่เรามีหรืออะไรที่เราเอามาแปะไว้ เราเลยถึงจุดที่ว่าเรามั่นใจแล้วเต็มร้อย ที่เหลือคือกำไรที่เราจะได้ไปเจอคนที่คิดเหมือนเรา ชอบสิ่งเดียวกับที่เราทำ ได้เห็นแล้วรู้สึกว่าอยากพูดถึง หรืออยากจะทำอะไรเพิ่มขึ้นไปอีกเพื่อจะอินสไปร์คนอื่น

เกรซเคยมองว่า come out เป็นคำสำหรับเพศทางเลือกอย่างเดียว ตอนหลังเริ่มเข้าใจว่า come out สำหรับคนปกติด้วย ที่เราหมายถึงก็คือการยอมรับ ยอมรับได้ไหมว่าเราไม่ได้อยากมีบ้านใหญ่ รถหรู หรือเราอยาก come out กับโลกไปเลยว่าไม่อยากทำแล้วงานนี้ อยากลาออก ไม่อยากทำแล้วกงสี กล้าไหม เพราะเกรซเชื่อว่าถ้าเรากล้า come out กับตัวเองได้ และรักตัวเอง (self love) เราจะเห็นสิ่งนี้ในตัวคนอื่นด้วยว่าเขาต้องการให้คนรักเขาบ้าง แล้วเราจะให้เขาได้ แต่เราต้องรักตัวเองจริงๆ ก่อน

มีคนถามเกรซว่าทำไมมั่นใจจังกับการเป็นอย่างนี้ เกรซบอกไม่ได้มั่นใจ แต่เรารักตัวเอง ไม่ใช่รักแบบเห็นแก่ตัวหรืออะไร แต่มันต้องรักน่ะ ไม่รักคือ broken แล้ว เกรซเชื่อว่าสำหรับหลายคนที่เป็น straight แล้วไม่เข้าใจว่าทำไมต้อง come out ทำไมมีคนแบบนี้ ผิดธรรมชาติหรือเปล่า ต้องลองถามตัวเองก่อนว่าเรารักตัวเองหรือยัง เรายอมรับธรรมชาติของตัวเองแล้วหรือยัง เราอาจไม่อยากเป็นคนแบบนี้ อยู่แบบนี้ ทำแบบนี้ก็ได้ คนเราต้องรักตัวเองก่อน แล้วเราจะเห็น แล้วเราจะเข้าใจคนแบบนี้มากขึ้น

ตอนที่อยากเปิดเผยตัวเอง เกรซบอกใครเป็นคนแรก

ไม่ได้บอกใครเลย เรารู้สึกว่าต่อให้คุณพ่อหรือที่บ้านรู้ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นผู้หญิงขนาดนั้น และทางที่เราอยากเดินไปมันก็เอ็กซ์ตรีมมากๆ เราจำได้ว่ากว่าที่คนข้ามเพศจะถูกยอมรับมันมีดราม่าเยอะแยะไปหมด พอยิ่งเห็นพี่ๆ คนในวงการทลายกำแพงมาถึงจุดหนึ่ง เขายังไม่ได้ถูกยอมรับขนาดนั้นเลย แล้วเราเป็นคนที่สังคมเห็นตั้งแต่เด็กว่าจะต้องโตมาเป็นแบบนี้แน่เลย เรารู้ว่ามันมีสิ่งนี้ลอยอยู่ในอากาศ ก็ยิ่งปิดกั้นตัวเองเข้าไปใหญ่ เรามองหาคนที่จะเข้าใจเราในยูทูบซึ่งตอนนั้นก็ไม่ค่อยจะมี เรามองหาแต่คนอื่นที่เรา reach out มากๆ แต่เราก็ยังเด็กมาก จนเราไปบอกเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่สนิทกันด้วยนะ ไม่ได้เรียนรุ่นเดียวกัน พอบอกเขาว่าเราเป็นแบบนี้ เขาก็ อ้อ..เหรอ เราก็ เออ..มันง่ายเนอะ

เราปิดกั้นจนคนเริ่มทักเพราะเห็นการเปลี่ยนแปลง เราเทคฮอร์โมนเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ด้วย โดยที่เด็กเกินไปด้วย เพราะคิดว่ามันง่ายกว่าถ้าจะแอบ จุดที่เราได้พูดจริงๆ ได้ come out แบบเป็นทางการเลย เกรซเชื่อว่าที่บ้านคงได้เห็นพร้อมกับคนทั้งประเทศ เพราะมันง่ายกว่า ถึงแม้เราจะเป็นคนที่กล้าพูดแค่ไหน แต่กับครอบครัว เรารู้ว่าเขาจะรู้สึกยังไง แล้วเราเป็นคนไม่ชอบทำให้คนรู้สึกไม่ดี เราเลยเลือกที่จะบอกว่าดูเอาเองแล้วกันในรายการวู้ดดี้ ทุกคนก็คงเข้าใจเกรซจริงๆ ณ วันนั้น

มันอาจจะดูขี้โกงนิดหนึ่ง แต่มันก็คือวิธีที่เราเชื่อว่าสื่อสารแบบนี้น่าจะดีกว่า เกรซคิดว่าการ come out โดยเฉพาะวัฒนธรรมไทยอาจจะพูดไม่ได้ตรงๆ เหมือนในหนัง ‘แม่ ผมเป็นเกย์’ คงไม่ใช่ หรือแบบว่า ‘นี่เพื่อนสนิทนะ’ ผ่านไปห้าปีแล้วเพื่อนสนิทก็ยังมานอนบ้านทุกวัน นี่คือวิธีสื่อสารแบบให้เขารู้เอง เกรซคิดว่าพอถึงจุดๆ หนึ่งพอเราพยายามจะอธิบาย บางทีมันจะเริ่มไม่เมกเซนส์ เพราะมันเป็นเรื่องเหนือการอธิบาย ให้เขารู้สึกเองดีกว่าว่าเราอยู่ได้ เรามีความสุขกว่า เรา functional กว่า

ความรู้สึกในวันนี้ เมื่อเทียบกับวันที่ยังไม่ออกมาพูด

มันเปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย ตอนแรกเหมือนเราอยู่ในกรงที่ใหญ่มากๆ จนไม่เห็นว่ามันเป็นกรง เราก็มีความสุขดีนี่นา พ่อแม่ก็มีความสุข เพื่อนก็มีความสุข แต่พอเราจะเป็นตัวเองจริงๆ มันเหมือนมีเพดานบางอย่างครอบกาย เวลาเราขยับมันจะถึงจุดๆ หนึ่งที่เราไม่คอมฟอร์ตแล้ว เวลาไปเที่ยวต่างประเทศกับที่บ้าน ทำไมเกรซไม่เคยเข้าห้องน้ำเลย ก็เพราะเราไม่อยากให้เขารู้สึก ไปทางไหนมันก็รู้สึกเป็นกรงที่ใหญ่ แต่พอวันที่เราพูดออกมาจริงๆ ถึงอ๋อ..เราเดินออกมาก็ได้ แล้วเราก็ยอมรับซะว่าเราเคยอยู่ในกรงที่เราอยากให้ทุกคนยอมรับ แต่เรายังไม่เคยกล้าพูดออกมากับตัวเองเลย ซึ่งมันรู้สึกถึงอิสระบางอย่าง เกรซโชคดีที่อยู่ในสังคมและมีคนที่ยอมรับเราได้ แต่บางคนต้องอยู่ตรงนั้นหรือในกรงนั้นนานมากๆ บางทีอายุ 60 เพิ่งมา transition เกรซเลยรู้สึกว่าถ้าคนเราใจดีขึ้นอีกนิดหนึ่ง หรือยอมรับคนอื่นขึ้นมาอีกสักนิด คนกี่คนก็ไม่รู้ที่จะเป็นอิสระ เกรซว่าไม่ต้องปล่อยนกหรอก ปล่อยลูก ปล่อยคนในครอบครัวให้เป็นอิสระบ้างก็ดี

สำหรับบางคนที่ไม่เลือก come out แต่ตัดสินใจลาโลก แสดงว่าเขาไม่รักตัวเองหรือเปล่า

มีสถิติว่าคนที่เป็นทรานส์เจนเดอร์ 60-70% เคยคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งเราต้องมองกลับไปว่าจริงๆ แล้วคนเราไม่ได้อยู่คนเดียวหรอก ต่อให้เขารักตัวเองขนาดไหน เขารู้ว่าอยากจะไปทางไหน แต่ถ้าสังคมรอบข้างไม่ปลดปล่อยเขาจริงๆ แสดงว่าเขาไม่ได้ไม่รักตัวเองไม่พอนะ เขารักคนอื่นมากกว่าตัวเอง เขารักพ่อแม่ รักครอบครัว เขาไม่อยากทำอย่างนั้น เขายอมที่จะไม่อยู่ดีกว่าทำให้คนผิดหวัง เกรซว่ามันแก้ได้ แต่ต้องทั้งสองฝั่งคือเขาต้อง reach out และคนรอบข้างเขาต้อง reach in ด้วย ไม่ใช่ว่าผลักเขาอย่างเดียว แล้วก็กลายเป็นถึงจุดที่คนไม่อยากให้เป็น ซึ่งเป็นประเด็นที่เซนสิทีฟ เกรซคิดว่ามันยากมากเลยที่เราจะพูดตรงนี้ เพราะว่าทุกครอบครัวไม่เหมือนกัน ทุกสังคมก็ไม่เหมือนกัน

มีคนทักไหมพอเห็นคำนำหน้าชื่อกับหน้าตาท่าทางดูเป็นคนละคน

เจอบ่อยมาก เวลาไปหาหมอหรือติดต่อราชการ คนก็จะงงๆ เอ๊ะ! คนที่มายื่นบัตรประชาชนนี่แฟนเหรอ หรือว่าเรามาตรวจภายในทำไม เกรซคิดว่าสองสามปีมานี้ความเข้าใจเรื่องนี้ค่อนข้างเปิดมากขึ้น พอหมอเห็นเราเขาก็เข้าใจ และไม่ถามหรือทำให้เรารู้สึกแปลก เกรซว่าสังคมได้รับข้อมูลมากขึ้นว่าคนที่เป็นทรานส์เจนเดอร์หน้าตาแบบนี้ต้องผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง ด้วยความที่เราต้องไม่รู้สึกมันก็เลยผ่านไปได้ แต่วันหนึ่งถ้าเปลี่ยนได้มันจะช่วยหลายๆ คนนะ เกรซไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองโดน trigger ได้ง่ายในการเดินทางนี้ เพราะจิตใจเราค่อนข้างมั่นคง แต่สำหรับทรานส์เจนเดอร์คนอื่นๆ หลายคนคงอึดอัดเหมือนกัน

คิดอย่างไรกับข้อเรียกร้องเรื่องสมรสเท่าเทียม

เกรซคิดว่าอาจจะเป็นก้าวที่ดี มันจะเป็นกฎหมายที่ทำให้คนที่เป็นเพศทางเลือกเท่าเทียมกับคนธรรมดา สวัสดิการต่างๆ จะถูกยอมรับมากขึ้น อย่างการกู้เงินร่วมกัน หรือหากเกรซเป็นอะไรไป แฟนเกรซที่อยู่กับเกรซมากที่สุดไม่สามารถเซ็นอนุมัติให้ผ่าตัดอะไรได้เลย ถ้าพ่อมาไม่ได้จะทำยังไง ปล่อยให้ตายอยู่อย่างนั้นเหรอ มันเอฟเฟ็กต์ชีวิตเหมือนกัน ส่วนตัวแล้วเกรซอยากเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อมากกว่าอีก แต่ไม่เป็นไรบัตรประชาชนเกรซคนเห็นน้อย แต่คนที่อาจจะต้องการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคู่ชีวิตเขาน่าจะมีเยอะ คิดว่าคงจะเห็นคำตอบเร็วขึ้นเพราะมันอยู่ในช่วงพิจารณา ขอให้เป็นจริงได้แล้วกัน

ความรักของเกรซ

รู้สึกว่าเราโชคดีจังเลยที่มีคนเข้าใจขนาดนี้ ความรักของเราในเชิงที่เรา value ที่สุด คือความรักที่มีความเข้าใจแค่นั้น ช่วงที่เราเริ่มดูแลตัวเองได้ หรือตอนเด็กๆ ก็ตาม เกรซจะอยู่กับเพื่อนตลอด คือเราไม่ได้ติดเพื่อน แต่เราคอยซัพพอร์ตเพื่อน และเพื่อนคอยซัพพอร์ตเรา ณ จุดหนึ่งคือพ่อแม่เขาเกินเราไปแล้ว เขาอาจจะมีมุมมองของเขา บางทีเจเนอเรชั่นเราอาจจะต้องการเพื่อนที่คอยซัพพอร์ตจริงๆ ซึ่งแฟนเกรซก็เป็นคนคนนั้น ความเข้าใจที่เราให้กันสำคัญมากๆ

คำสร้อยที่จะมาแทน ‘น้องเกรซ ลูกสาวเสี่ยเจียง’

เราเคยคิดนะ ทำไมไม่มีคนพูดว่าเสี่ยเจียงเป็นพ่อเกรซบ้าง มันจำเป็นต้องมีคำสร้อยใช่ไหม เราว่ามันคงยากแหละที่จะไม่มีคำนี้ เพราะเราก็เป็นลูกเขาจริงๆ เอาไว้ถ้างานไหนประสบความสำเร็จก่อนก็คงเป็นอันนั้นแหละ จะเติมท้ายว่าเป็นเจ้าของแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ เป็นนักออกแบบ เป็นดีเจ หรืออะไรก็ตาม เอาไว้วันนั้นมาถึงแล้วค่อยให้คนรอบข้างคิดละกัน

Photographer: Ponpisut Pejaroen

Writer: Angkana Wongwisetpaiboon

Other Articles