Thursday, August 11, 2022

จุดหมายที่ไม่เกินเอื้อมบนเส้นทางล่าฝันของ ‘Tsunari’ ศิลปินหญิงสุดมั่น

Tsunari (สุนารี) แร็ปเปอร์สาวที่มุ่งมั่นตามฝันไกลถึงลอนดอน เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเธอกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย พร้อมปล่อยซิงเกิลที่สาม ‘Parachute’ ภายใต้สังกัด Warner Music Thailand หลังจากส่งเพลง ‘Since Young’ ที่มีกลิ่นอายเครื่องดนตรีอีสานเข้ามาผสม บอกเล่าชีวิตของเธอตั้งแต่ยังเด็ก และ ‘Dai Pao’ (ได้ป่าว) เพลงที่มีความจี๊ดจ๊าดสไตล์สาวเปรี้ยว

สำหรับซิงเกิลล่าสุด เธอบอกว่า “Parachute เป็นเพลงเกี่ยวกับความรักแบบ puppy love ซึ่งคิดว่าทุกคนเคยเจอมาก่อน อาจจะช่วงม.ปลายที่เราเคยแอบรักเพื่อนหรือรุ่นพี่ แล้วก็คิดว่าควรบอกเขาดีไหมหรือจะไม่บอกดี แต่สุดท้ายในเพลงเราก็บอกเขา จะได้รู้ไปเลยว่าได้หรือไม่ได้”

Tsunari ในวัย 26 สั่งสมประสบการณ์จากการลงสนามจริง ทั้งร้อง เต้น และแต่งเพลง โดยมีจุดเริ่มจากการชอบดูชอบฟัง เธอย้อนให้ฟังว่า “ช่วงนั้นยังเป็นเทป ตอนซีดีมาใหม่ๆ เราฟังแล้วก็แกะทีละคำ ผิดบ้าง ถูกบ้าง เรียนรู้ไปด้วยตัวเองก่อน…เราไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดเลยนะ แต่เราเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองมาก” Tsunari เคยเข้าประกวดร้องเพลง และแม้จะไม่ถึงฝั่งฝัน แต่มันก็ไม่เคยทำให้เธอหมดรักเสียงดนตรี เธอตัดสินใจเดินทางไปลอนดอนตอนอายุ 20 และตั้งแต่วันนั้นบทเพลงชีวิตของเธอก็เริ่มต้นขึ้น

ทำไมเลือกไปลอนดอนล่ะคะ

เพราะเกิดที่นั่นค่ะ แต่ไม่เคยใช้ชีวิตที่นั่นเลย ตอนนั้นเราเรียนอยู่ที่วิทยาลัยดนตรี ม.รังสิต เพราะได้ทุนเรียนที่นั่น พอจบปี 1 เรารู้สึกว่าเรารักการทำเพลง เรารักชีวิตศิลปินมากๆ เลยคิดว่าจะศึกษาหาความรู้แล้วไปใช้ชีวิตจริงๆ กับการเป็นนักดนตรี เราอยากพัฒนาตัวเองมากขึ้นน่ะค่ะ เลยตัดสินใจดร็อปเรียนไว้ก่อน แล้วก็ไปตายเอาดาบหน้าที่ลอนดอน

เราเป็นคนแบบใจๆ เชื่อสัญชาตญาณตัวเอง เหมือนเขาเป็นคนในหัวเราน่ะค่ะ เขาจะพูดกับเราว่าถ้าไม่ไปตอนนี้แล้วจะไปเมื่อไร ก่อนจะดร็อปในหัวเราก็ไม่อยากดร็อปเพราะได้ทุนแล้ว ไม่อยากดูเป็นคนไม่เรียน แต่พอคิดว่ากว่าจะเรียนจบก็คง 23-24 งั้นลองไปดูก่อนแล้วกัน ถ้ามันขลุกขลักค่อยกลับมา แต่ว่าถึงแม้ในหัวจะคิดอย่างนั้น แต่อีกเสียงหนึ่งบอกว่าถ้าไปแล้วก็ต้องไปเลยสิ สุดท้ายกลายเป็นว่าอยู่ยาวเลย

ทั้งที่ไม่มีคนรู้จักที่นั่นเลย แบบนี้ต้องเริ่มต้นจากอะไร

คือก่อนจะไปเราก็เสิร์ชในกูเกิลว่าที่นั่นมีออดิชั่นอะไร จนมาเจอเว็บไซต์ StarNow เขามีแคสติ้งหลายอย่างมาก ทั้งนางแบบนักแสดง นักร้อง ก็คิดว่าเราสร้างโปรไฟล์ตอนนั้นเลยดีไหม แล้วเสียค่าสมาชิกเป็นรายเดือน ลงรูป วิดีโอ มีประสบการณ์อะไรก็เอาไปใส่ไว้ในนั้น แล้วก็เริ่มส่งไปออดิชั่นงาน พอเราไปถึงปุ๊บ พอมีโปรไฟล์อะไรนิดนึงมันก็ง่ายขึ้นมาอีกหน่อย เราเริ่มไปออดิชั่นเอ็มวีเพลง แล้วก็บทเอ็กซ์ตร้าในหนังบ้าง โปรไฟล์นั้นก็ทำให้เมเนเจอร์ได้มาเจอเราน่ะค่ะ

นอกจากนั้นก็ยังไป open mic ตามบาร์ตามสถานที่บันเทิงที่เขาอยากให้แร็ปเปอร์ คนเขียนกลอนหรือร้องเพลงขึ้นมาโชว์ของบนเวที เราก็ไปบ่อย แล้วถ้าเราเตรียมตัวดีๆ พอลงเวทีปุ๊บก็จะมีคนเข้ามาติดต่อให้ไปร้องเพลงในงานต่างๆ ด้วย หลังจากนั้นพอเราทำบ่อยๆ ก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้นจากตรงนั้น พอมีเพื่อนมากขึ้นก็เป็นเครือข่าย ได้รู้จักคนมากขึ้น เหมือนค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ไต่ขึ้นไปค่ะ

แล้วการใช้ชีวิตที่นั่นมันง่ายเหรอ

มันขึ้นอยู่กับเรามากกว่าค่ะ ถ้าเราคิดว่ามันง่าย และเราสู้งาน ไม่ท้อ มันก็ง่ายค่ะ แต่ถ้าเราคิดว่ายาก มันก็ยากค่ะ เพราะมีเพื่อนบางคนที่ย้ายมาแป๊บเดียวก็ต้องกลับ เราต้องมีโกลว่าเราไปเพื่ออะไร โอเค เราอยากทำเพลงก็จริง แต่เราเริ่มจากศูนย์ เราต้องทำมาหากิน ก็จะวางแผนว่าเราต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ อยู่ที่โน่นเราต้องใจรักจริงๆ ต้องมีความอดทน ไม่ว่าจะย้ายไปประเทศไหนก็ตาม ไปคนเดียวมันลำบากช่วงแรกเป็นธรรมดาเพราะเราไม่รู้จักใคร แต่ถ้าเราคิดว่าจุดหมายปลายทางมันคุ้ม เราก็ยอม

ใช้เวลากี่ปีถึงแน่ใจว่าคิดถูกที่ตัดสินใจไปลอนดอน

ตั้งแต่ปีแรกค่ะ หลังจากเดือนที่ 7-8 เป็นต้นไปค่ะ เพราะช่วงสามเดือนแรกต้องใช้เวลาไปกับการเอาตัวรอดก่อน ศึกษาเมืองว่าเป็นยังไง ผู้คนเป็นยังไง และหางานทำ เอาให้ตัวเองมั่นคงก่อน พอหายใจได้แล้วก็โอเค ค่อยไปลุยงานเพลง

ที่ผ่านมาต้องใช้ความอดทนขนาดไหน เพื่อให้มีที่ยืนอย่างวันนี้

เยอะค่ะ เพราะว่าแต่ละอย่างที่เข้ามามันใช้เวลาหมดเลย กว่าจะมาถึงวันนี้ก็ 6 ปีกว่าๆ ซึ่งหลายคนคงยอมแพ้ไปแล้ว เพราะว่าทุกที่การแข่งขันมันสูงหมด ไม่ว่าจะประเทศไทยหรืออังกฤษ คนเก่งมีเยอะค่ะ แต่คนที่ทำต่อเนื่องและมีไฟที่จะไปต่ออาจไม่มาก เราจะคิดเสมอว่าถึงแม้วันนี้เรายังไม่ได้ หรือเราแพ้ เราจะใช้ความแพ้นี่แหละเป็นตัวผลักดันให้เราไปต่อ เอาให้มันได้

ความคิดที่อยากจะเป็นนักร้องเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไร

จำได้ว่าชอบมาตั้งแต่เด็กเลย มันอธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงชอบ จำได้ว่าหลังเลิกเรียน ตอนนั้นเรียนอยู่ที่ซาอุฯ แล้วพอพ่อมาส่งที่บ้าน เราก็เปิดช่องเอ็มทีวี พ่อให้ดู National Geographic แต่เราไม่ชอบ (หัวเราะ) เราชอบ Destiny’s Child พอดูแล้ว โอ้โห! มันเก๋ เมื่อก่อนเราเป็นเด็กค่อนข้างเรียบร้อย แต่ว่ามั่นใน เราเห็นเขาแล้วรู้สึกว่าวันหนึ่งเราจะเป็นแบบเขาให้ได้ หลังจากนั้นมาประมาณสัก 4-5 ขวบ ในหัวเราจะคิดแต่ว่าฉันอยากเป็นศิลปิน ในชีวิตนี้ไม่เคยฝันว่าอยากทำอย่างอื่นเลยนะคะ มันเหมือนมุ่งมั่นมาตั้งแต่เด็กเลย

ในอนาคตอีกสิบปีข้างหน้า มองว่าเส้นทางศิลปินของเราจะเป็นอย่างไร

โอ๊ย! ปัง คิดว่าอีกห้าปีน่าจะปัง ภายใน 5-8 ปีน่าจะไปถึงจุดที่เราตั้งเป้า หลังจากนั้นอาจจะมีค่ายของตัวเอง เราอยากจะช่วยศิลปินที่เขามีความฝันเหมือนเราตอนเด็กๆ อาจจะตั้งโรงเรียน และมีทุนให้กับคนที่มีความสามารถแต่ไม่มีโอกาส โดยไม่มีอะไรผูกมัด ให้เขามีอิสระเป็นของตัวเอง

เป้าหมายสูงสุดล่ะคะ

มี International World Tour ของตัวเอง ในฐานะตัวแทนของศิลปินไทยค่ะ

หัวใจสำคัญที่จะพาเราไปถึงจุดหมาย

1. การวางแผน 2. ความต่อเนื่อง 3. ใจ ไม่ใช่แค่ร้อย ต้องสองร้อย เพราะอุปสรรคมีเยอะมาก 4. พรสวรรค์ก็มีส่วนเกี่ยวข้องนะคะ แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด เพราะมันสามารถใช้เวลาพัฒนาได้ 5. คนรอบข้าง หรือทีมของเรา และคนที่เราเชื่อมโยงด้วย คิดว่ามีความสำคัญมากเพราะว่าเราต้องพึ่งพาอาศัยกัน เราทำคนเดียวไม่ได้หรอก เริ่มต้นคนเดียวน่ะได้ แต่เราต้องหาคนที่มีมายด์เซ็ตเดียวกัน เอเนอร์จี้เดียวกัน แล้วมันจะช่วยผลักดันเราไปได้มั่นคงกว่า

พลังของดนตรีที่มีต่อตัวเรา

ดนตรีเป็นภาษานานาชาติค่ะ บางครั้งเราฟังเพลงสแปนิช หรือบราซิลเลียน เราฟังไม่ออกสักคำ มันแบบตึ๊กตั๊กๆ แต่พอเราฟังแล้วมันเหมือนซึมซาบเข้าไปข้างใน ไม่ว่าจะเป็นเพลงฟีลไหน เราฟังแล้วมันมีความสุข หรือเวลาเราเศร้าแล้วไปฟังเพลงเศร้า มันจะอินน่ะค่ะ เหมือนเป็นการ escape reality จากมิตินี้ แล้วไปอยู่อีกมิติหนึ่งสามนาที ฟังจบก็โอเค…ใช้ชีวิตต่อ

มีใครเป็นไอดอลบ้าง

หลายคนค่ะ ถ้าเป็นศิลปินยุคปัจจุบันชอบ Rihanna, SZA, Beyonce, Frank Ocean แต่ถ้าพูดถึงศิลปินที่มีความอมตะ ชอบ Sade มาก (เจ้าของเพลง Smooth Operator) เพราะเขาน้อยแต่มาก มีความคลาสซีสูง เวลาเปิดดูยูทูบปี 1984 เห็นเขามูฟแล้วรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เท่

คนฟังจะได้ฟังแนวเพลงอื่นๆ ที่เปลี่ยนไปจากแนวที่ทำอยู่นี้ไหม

ด้วยความที่ว่าเราเป็นศิลปิน เป็นครีเอทีฟ คิดว่าเราจะนิ่งอยู่กับที่มันก็ไม่โต อาจจะคงความเป็นอาร์แอนด์บี ฮิปฮอป แต่ว่ามีการผสมผสาน ลองอะไรใหม่ๆ เป็นฟิวชั่นเหมือนอาหารน่ะค่ะ เอาโน่นนี่มาผสมเพื่อความแปลกใหม่ คนฟังจะได้รู้สึกว่าเขาโตไปกับเรา เหมือนเปลี่ยนสีผม อัลบั้มนี้สีชมพู อัลบั้มหน้าสีเขียว อัลบั้มสุดท้ายหัวโล้น (หัวเราะ)

ความท้าทายในวันนี้

น่าจะเรื่องสมาธิ (หัวเราะแรง) เพราะเป็นคนสมาธิสั้น แล้วก็ค่อนข้าง emotional ชอบซึมซับความรู้สึกจากรอบข้างเยอะ แต่ตอนนี้โตขึ้นแล้วก็เข้าใจอะไรมากขึ้น

นิยามความเป็นตัวเอง

Positive, Stubborn, Arty, Spicy, Cute

ถ้าขอพรได้ 1 ข้อ

ขอให้ทุกคนบนโลกนี้มีความสุข เราว่าทุกคนในโลกนี้ รวมทั้งสัตว์ หมา แมว ไก่ ทุกคนต่างก็อยากมีความสุข ถ้าเรามีความสุขกับชีวิต มันเหมือนเป็นพื้นฐานแรก แล้วทุกอย่างก็จะตามมาเอง มันฟังดูซิมเพิลนะ แต่เราว่า simple things make life beautiful

Photographer: Ponpisut Pejaroen

Writer: Angkana Wongwisetpaiboon

Other Articles