Friday, July 1, 2022

‘ซิลวี่’ สาวนักสู้ผู้ไม่เคยด้อยค่าความมั่นใจในตัวเอง

กว่าจะฝ่าฟันมาถึงวันที่มีชื่อปรากฏอยู่ในลิสต์ศิลปินสังกัด Warner Music Asia ซิลวี่-ภาวิดา มอริจจิ บอกว่า “เราสู้มาตั้งแต่เล็กๆ และยังสู้อยู่เลยทุกวันนี้ สิ่งที่เรียนรู้สำหรับเราคือการไม่หยุดทำเพื่อฝันของตัวเอง” ระหว่างทางในการถักทอความฝันที่เริ่มตั้งแต่ครั้งยังเป็นสาวน้อยวัยทีน เธอพบบทเรียนทั้งดีและร้าย ณ ปัจจุบันซิลวี่ยังคงแน่วแน่กับหนทาง และนับเป็นศิลปินคนแรกๆ ที่กล้าท้าขนบปลุกกระแสความมั่นใจในอัตลักษณ์ตัวตนผ่านบทเพลงอีกด้วย

ซิลวี่เป็นคนมั่นใจมาก เป็นตัวของตัวเองแบบนี้ตั้งแต่เด็กๆ เลยหรือเปล่า

คิดว่านะ แต่มีช่วงหนึ่งที่มันโดนบล็อกไว้ ตอนซิลไปพูด TEDx ThammasatU เรื่อง Beauty (has no) standards ได้กลับไปย้อนคิดว่าตอนสมัยเด็กๆ เราก็แต่งตัวมั่นแบบใส่สายเดี่ยวกางเกงขาสั้น แต่แค่มารู้สึกตอนโดนคนแซว ด้วยความที่เราเป็นคนมั่นใจ กล้าแต่งอยู่แล้ว พอเจอรอบข้างบอกว่าแบบนี้ไม่ได้ แบบนี้ไม่โอ เราถึงค่อยคิดตามไปกับเขา ตอนที่อายุ 15 ซิลเข้าวงการแล้วได้เจอคนหลากหลาย ได้เห็นคนที่เขาโคตรเป๊ะ เราเลยอดไม่ได้ที่จะคอมแพร์กับเขา และคิดว่าแบบเราไม่ดี มันทำให้สูญเสียความมั่นใจไปพักหนึ่ง บวกกับผู้ใหญ่หลายคนคิดแบบนั้นเหมือนกัน เราก็เลยหาทางตัวเองไม่เจอ จนตอนนี้พอเราค้นเจอตัวตนก็รู้สึกดี เราเป็นตัวเองได้ไม่ผิด ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน แค่นั้นจบ

เหมือนที่ซิลเคยมีความรู้สึกให้เพื่อนตอนเรายังเป็นเด็ก แต่พอมีผู้ใหญ่มาเตือนว่าแบบนี้ไม่ได้นะ แบบนี้ไม่ดี เราถึงเพิ่งรู้ว่า อ้าว! แปลกเหรอ เช่นกันอย่างวันนี้ก่อนมาซิลถามพี่ๆ ว่าสามารถแต่งตัวโป๊ได้เบอร์ไหนคะ เพราะทุกวันนี้เรารู้แล้วว่าเราแตกต่าง และรู้ตัวเองว่าไปสุดได้เบอร์ไหน คือเราเป็นคนสุดๆ และไม่แคร์อยู่แล้ว แต่จะคอยถามคนอื่นก่อนว่าเธอโอเคเปล่า พอเรารู้ว่าคนรอบข้างเข้าใจว่าเราเป็นยังไง หรือสามารถไปได้ถึงเบอร์ไหน เราก็จะค่อนข้างสบายใจแล้วว่าเรากล้าเป็นตัวของตัวเองได้

หลังจากที่เปิดเผยว่าเราไม่เหมือนคนอื่น ทุกวันนี้สบายใจหรืออยู่ในจุดที่พอใจเต็มร้อยหรือยัง

คิดว่าร้อยเปอร์เซ็นต์นะ ไม่สามารถไปได้ไกลกว่านี้แล้ว (หัวเราะ) จริงๆ ความแตกต่างของซิลมันมีตั้งแต่เราเป็นเด็ก แต่แค่ไม่มีวิธี express แล้วก็มีความรู้สึกให้กับเพศเดียวกันตั้งแต่ค่อนข้างยังเด็กเหมือนกัน เพราะว่า ณ วันนั้นตอนอยู่ที่ภูเก็ตจะมีรุ่นพี่เป็นทอมที่คนรุมกรี๊ดกร๊าดกันเป็นเรื่องปกติ เราเลยไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองผิดแปลกเท่าไหร่ แล้วเราก็โชคดีเหลือเกินที่ไม่โดนบูลลี่ เลยค่อนข้างฟรีในเรื่องของอารมณ์ จะรักใครชอบใครก็ค่อนข้างอิสระ

แล้วตอนที่บ้านทราบ เขาไม่ได้ต่อต้านเลยใช่ไหม

เขาก็เคยไม่เข้าใจมาก่อน ไม่ใช่ว่าเขาชิลล์ๆ เอาเลยลูก (หัวเราะ) วันแรกที่ซิลมีแฟนเป็นผู้หญิง เขาตกใจเหมือนกัน แต่ซิลเป็นเด็กดื้อ ยืนยันที่จะทำแบบที่ตัวเองอยากทำ คือว่าที่บ้านเราคิดไม่เหมือนกันได้ มีปากเสียงกันได้ แต่อย่างน้อยที่สุดต้องคุยกันให้เข้าใจว่าตัวเราคิดแบบนี้ แม่คิดแบบนี้ แล้วเราต่างก็ไม่ได้ห่างหายไปไหน ซิลเห็นเขาเป็นห่วงเรากับแฟนทุกคนนั่นแหละ ไม่ใช่แค่ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เพราะว่าในวันที่เรามีแฟนเป็นผู้ชาย เขาก็เป็นห่วงมากอยู่ดี ย้อนไปในวันที่เราอายุแค่ 14-15 เขาอาจจะรู้สึกว่าทำไมต้องมีแฟนด้วย แต่ในวันนี้เขารู้สึกว่าถ้าเราเจอคนดีๆ ก็จบ อย่างที่บอกว่าเราต่างคุยกัน ซิลคุยกับเขาตรงๆ แล้วเขาก็คุยกับเราตรงๆ เหมือนกัน

ซิลคิดเล่นๆ ว่าถ้าพ่อยังอยู่ เราอาจจะไม่ได้ทำแบบนี้ก็ได้ เพราะเขาหวงซิลมาก ไม่ให้แต่งตัวเซ็กซี่เลย ซิลเลยรู้สึกว่าการที่เราไม่แคร์ได้อาจจะเพราะว่าเราไม่เคยต้องแคร์อะไรมาก่อน ซิลมีแม่คนเดียวที่ต้องคุยด้วย ซิลเลยเข้าใจคนที่ต้องคิดเยอะก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไร เพราะเดี๋ยวพ่อแม่จะว่า แต่ซิลว่าถ้าเลือกที่จะดื้อได้ก็ต้องมีเหตุผลของตัวเองด้วย

การ come out ควรตั้งต้นที่อะไร ความรู้สึกตัวเองหรือคนรอบข้างอย่างครอบครัว

เขาต้องคิดก่อนว่าจะ come out เพื่อใคร เพื่อตัวเองหรือพ่อแม่ ซิลว่าการ come out ไม่จำเป็นนะสำหรับบางคน ถ้าเขารู้สึกว่าเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องออกมาพูดด้วยซ้ำว่าฉันเป็นนะ แต่ถ้ารู้สึกว่า come out แล้วมันจะฮู้ว์ ทำให้รู้สึกฟรีขึ้นก็ออกมาพูด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนที่จะพูดก็คุยกับตัวเองดีๆ ว่าการ come out ของตัวเราคืออะไร สิ่งที่เราต้องการจะเป็นคืออะไร รับมือได้ไหมถ้าเราพูดกับคนรอบข้างไปแล้วเขาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ คิดกว้างๆ คิดไกลๆ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเรา แต่คนที่เราสามารถคอนโทรลได้คนเดียวคือตัวเรา เพราะฉะนั้นก็คิดดีๆ ว่าต้องการอะไร

ซิลว่ามีหลายคนที่ไม่บอกพ่อแม่ แล้วพ่อแม่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ต่างฝ่ายต่างไม่ได้ suffer และอยู่กันอย่างสบายใจด้วยซ้ำ แต่ถ้าบางคนที่รู้สึก suffer กับเรื่องนี้ คือคุยได้ทุกเรื่องเลยกับพ่อแม่ ยกเว้นเรื่องนี้ที่คุยไม่ได้ ส่วนตัวซิลคิดว่ามันควรเป็นเรื่องที่คุยกันได้ พ่อแม่ต้อง educate ตัวเองด้วยว่าเป็น LGBTQ+ ไม่ผิด ลูกเรามีแนวโน้มจะเป็นได้นะ แล้วก็ไม่ใช่โรคจิต มันคือธรรมชาติส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นจากตัวของลูกเราจริงๆ หลังจากรับรู้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องรับได้ในวินาทีแรก หรือต้องเข้าไปกอดกันอย่างในหนัง ไม่ต้องแฮปปี้เอนดิ้งตั้งแต่แรกก็ได้ ขอเพียงแค่รับฟังลูก ซิลแค่รู้สึกว่าการสื่อสารกันเป็นเรื่องที่ดี เพราะมันแปลว่าเราใส่ใจเขา เขาใส่ใจเรา อย่างน้อยมันคือการได้คุยกัน

โลกของซิลวี่ประกอบไปด้วยสิ่งใดบ้าง

ความฝันและกำลังใจจากคนใกล้ตัว คนรอบข้างที่อยู่ใกล้ๆ ซิลว่าสำคัญที่สุดแล้ว ถ้าเขารักเราในแบบที่เราเป็น เราจะไม่ต้องการให้คนอื่นมารักเราหรอก มีแค่คนรอบข้างที่รักเราก็พอ ส่วนพาร์ตความฝันก็คืองาน ไม่ต้องถึงขั้นว่าฉันจะเป็นศิลปินเดี่ยวหญิงเท่านั้นถึงจะมีความสุข ซิลว่าโลกของซิล ความสุขก็คือ…เนี่ยอีกสักพักจะไปหาอะไรกินแล้ว (หัวเราะ) เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เติมเต็มให้ตัวเองทุกวัน

ใครที่มีอิทธิพลกับชีวิตของซิลวี่มากที่สุด

ตัวเอง สิ่งที่ซิลคิดในนี้ (ชี้ที่หัว) ถ้าคิดดีก็ดีเลย ถ้าคิดไม่ค่อยดีก็จมทั้งวัน เลยรู้สึกว่าอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือในหัวเรานี่แหละ อย่างเมื่อเช้าตอนขับรถมาที่นี่ ซิลจะเป็นคนตรงต่อเวลามาก วันนี้เกิดมาไม่ทัน ฝนตกหนัก ขับรถอยู่น้ำมันก็จะหมดแบบไม่เหลือสักขีด ซิลคุยกับตัวเองในหัวว่าใจเย็นๆ เพราะเหตุการณ์นั้นสามารถทำลายทั้งวันของเราได้เลย เพราะเราชอบคิดไปไกลว่า เอาแล้ว ถ้าดับตรงนี้ต้องเข็นเลยนะเนี่ย แซวกับตัวเองในหัวขำๆ ว่า เฮ้ย ต้องเข็นเลยนะ ต้องตลกแน่เลย ทั้งๆ ที่ในหัวเราจะคิดว่า แม่งเอ๊ย! มันสามารถไปเวย์นั้นได้เลย แต่เราต้องคอยกล่อมตัวเองว่าไม่เป็นไร พอขับไปเจอปั๊ม ฮ้า ทันด้วย แล้วก็ค่อยๆ รู้สึกดีขึ้น ดึงตัวเองออกมาจากความคิดนั้น เลยให้ความสำคัญกับการมีสติมากๆ

พูดถึงมุมมองความรักบ้าง

ซิลมีแฟนมาเยอะนะ ทุกๆ ครั้งก็เหมือนเป็นบทเรียนว่าความรักไม่ได้มีแค่ความรู้สึกอย่างเดียว ในแต่ละความสัมพันธ์มันก็พัฒนาไปเรื่อยๆ จนทุกวันนี้เรามองความรักว่าโคตรใหญ่เลย มันผสมผสานกับความเชื่อใจ ความเข้าใจ ความหวังดี การแคร์ความรู้สึกเขา ความสม่ำเสมอ และการให้เวลาตัวเองด้วย แล้วต้องมีความรู้สึกแบบหลงด้วยนะ จะไม่หลงด้วยไม่ได้สำหรับซิล มันเป็นความรู้สึกที่เจอหน้าเขาแล้วอยากกระโจนเข้าหา ซึ่งทุกอย่างมันคือบาลานซ์ในการที่จะอยู่กับคนคนหนึ่งให้ได้นานๆ เหมือนเป็นความรักแบบคนโตแล้ว

หลายๆ เรื่องที่เข้ามาในชีวิต ชื่นชมการตัดสินใจเรื่องใดของตัวเองมากที่สุด

ความกล้าหาญที่จะเป็นตัวของตัวเองนี่แหละ อย่างเช่นวันนี้เรากล้า represent ต่อหน้าตากล้องผู้ชาย (หัวเราะ) เราเกรงใจเขาด้วยซ้ำ เราเตรียมตัวมาแล้วว่าจะแต่งตัวแบบนี้หลังจากรู้ว่าเราแต่งได้แค่ไหน ซึ่งเราเต็มที่ของเราปกติ แต่ก็เอ๊ะ! เขาจะเขินหรือเปล่าวะ เพราะซิลมองว่าตัวเองเป็น androgynous คือเรารู้สึกเหมือนเป็นผู้ชายคนหนึ่ง แล้วซิลชอบตรงนี้ของตัวเองที่มองทุกคนเท่ากัน คิดว่าเราเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เธอว่าอย่างนี้ ฉันว่าอย่างนี้ แบบไม่ judge กัน รวมไปถึงการมองโลกกว้างและความอะไรก็ได้ของตัวเอง

อุปสรรคที่เคยเจอ และความยากในวัย 26

มันคือการต่อสู้กับตัวเองในวันที่คิดลบ ซิลเคยเป็นเด็กเกเรและเลือกเดินทางไม่ดีมาก่อนแบบไปไกลเลย แล้วหนึ่งในพาร์ตนั้นของเราซึ่งทำให้แม่สบายใจกับซิลทุกวันนี้เพราะเขาเคยเห็นวันที่เราแย่ที่สุดมาแล้ว เขารู้ว่าเราดาร์กในวันนั้นเป็นยังไง ทุกวันนี้เขาทำให้ซิลเป็นตัวของตัวเองและเป็นคนดีได้ ซิลดีขึ้นได้ก็เพราะแม่ เขาจะมี 3 กฎ คือต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่เดือดร้อนตัวเอง และไม่ผิดกฎหมาย ซิลจะยึดสามอย่างนี้ แม่ก็ยึดสามอย่างนี้ ดังนั้นไม่ว่าซิลจะโกนหัวหรือ free nipple แม่ไม่เคยว่าเลย เขาจะบอกด้วยซ้ำว่าเอาเลยลูก คือเราสนิทกันเบอร์นี้แล้ว เพราะเราเคยผ่านวันแย่ๆ มาด้วยกัน

ส่วนความยากก็คือซิลเป็นคนไม่ค่อยชอบคุยกับคน อุปสรรคทุกวันนี้คือเวลาจะคุยกับใครสักทีจะต้องฮึบนิดหนึ่ง (หัวเราะ) แล้วยิ่งถ้าต้องประสานงานกับหลายๆ คน เราจะเริ่มรู้สึก เฮ้ยยย โอยยย ไม่ค่อยมีความมั่นใจในแง่ที่ว่ากลัวตัวเองจะพูดแรง เพราะว่าเราเป็นคนโผงผาง ไม่ค่อยรู้ภาษาในการพูด อุปสรรคนี้หนักสุดแล้วสำหรับซิล ด้วยความที่เมื่อก่อนอุปสรรคคืออยากเป็นตัวของตัวเองแล้วไม่ได้เป็น แต่อุปสรรคในวันนี้คือเป็นตัวของตัวเองเกินไปจนทำให้อดคิดไม่ได้ว่าคนอื่นจะ uncomfortable หรือเปล่า เลยต้องคิดเยอะกว่าเดิมนิดหนึ่ง ซิลว่าประหลาดดีที่มันสวนทางกันหมดเลย แต่ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ มันจะต้องมีอุปสรรคบ้าง

ในสังคมที่มีความหลากหลาย ซิลวี่อยากให้คนปฏิบัติกับเราแบบไหน

อย่างแรกคือเราไม่ตลก บางคนชอบคิดว่า LGBTQ+ ตลก หรือเวลาโดนเล่นมุกตีฉิ่ง เราก็ไม่ชอบนะ มันไม่ใช่เรื่องขำๆ ไม่ว่าจะอะไรก็ตามควรมองหรือทรีตเราเหมือนคนปกติ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่แซวเรื่องที่ไม่ควรแซว และไม่ตัดสินกัน ไม่ควรมีภาพบล็อกไว้ว่าเราต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หลักๆ แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับเรา

ประเด็นอะไรที่อยากเรียกร้องมากที่สุดในเวลานี้

สมรสเท่าเทียม ไม่ต้องจำกัดว่าต้องเป็นชายหญิงเท่านั้น ซิลรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่เราควรมีสิทธิเลือกเท่าเทียมกับคู่อื่นๆ ด้วย ถ้าเรามองในมุมของคนหนึ่งคนกับอีกหนึ่งคนที่เขาเป็นคนรัก แค่คำนี้เลย เขาก่อร่างสร้างตัวมาด้วยกัน แล้ววันหนึ่งมีใครเป็นอะไรขึ้นมา แค่เพราะเขาไม่ใช่ครอบครัว เขาไม่มีสิทธิตัดสินใจอะไรได้สักอย่าง แล้วทำไงล่ะ ยิ่งถ้าเป็นคนที่เขาออกจากบ้านมาเพราะที่บ้านไม่ยอมรับ เขาไม่มีสิทธิเลย มันแย่มากนะ เพราะว่าถ้าเขาบรรลุนิติภาวะเป็นผู้ใหญ่แล้ว และมีสิทธิเลือกทางเดินชีวิตของเขาเอง มันก็ควรมีสิทธิที่จะเลือกแต่งหรือไม่แต่งด้วยเหมือนกัน

คำถามอะไรที่ไม่อยากให้คนถาม

ไม่มีนะ ถามได้หมดแหละ แต่ถามแล้วโมโหไหมก็อีกเรื่องหนึ่ง (หัวเราะสนั่น) ซิลมองว่าในเมื่อเราเป็นบุคคลสาธารณะ บางคำตอบสามารถทำให้คนกระจ่างและเข้าใจได้ ซิลก็จะตอบ แต่บางคำถามก็ไม่ควรถาม ไปดูหนังโป๊ ไปเรียนรู้เอง

Photographer: Napat Gunkham

Photographer Assistant: Saran Wannaphurk

Writer: Angkana Wongwisetpaiboon

Other Articles