Friday, July 1, 2022

‘ซิลวี่’ ศิลปินที่มาดมั่นและกล้าเป็นตัวเองมากที่สุด

ซิลวี่-ภาวิดา มอริจจิ ศิลปินในสังกัด Warner Music Asia เจ้าของเสียงร้องที่มาพร้อมอินเนอร์และแอตติจูด body positive หลังปล่อย XL ซิงเกิลแรกเมื่อสิงหาคม 2021 ตามต่อด้วย QUEEN, Troublemaker, GANG$TA แพสชั่นทางดนตรีที่ไม่เคยเหือดหายนับแต่วัยเยาว์ บวกความกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง ทุกซิงเกิลของเธอได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น เช่นกัน…ผลงานล่าสุด ‘PLS’ (Pretty Little Star) เพลงรักฟังเพลินที่ซิลวี่มีส่วนร่วมในการแต่ง บวกเสียงร้องไพเราะที่สะท้อนผ่านความรู้สึก คงไม่มีช่วงเวลาใดจะลงตัวไปกว่าการส่งเพลงรักให้คนอินเลิฟได้ฟิน (เหมือนกับเธอ) อีกแล้ว

เล่าที่มาของเพลงนี้ให้ทราบกันหน่อย

เพลงนี้เป็นเพลงแรกๆ ที่ทำกับทีมค่ะ แต่ละเพลงก่อนหน้านี้เป็นเพลงที่ดึงให้คนมามั่นใจในตัวเอง เหมือนเราเป็นฟีลฮีโร่หน่อยๆ แบบเฮ้ย! ออกมามั่นใจ มากับเรา แต่เพลงนี้ดูเป็นธรรมชาติของคนปกติทั่วไป ได้เห็นธรรมชาติของชีวิตบ้าง ก็คือเรื่องของความรัก ความรักที่ทุกคนสามารถรีเลตได้ เวลามีความรักก็จะนึกถึงเพลงนี้ vibes ของเพลงเลยทำให้ดูเป็นแบบฟุ้งๆ คลุ้งๆ แล้วก็แต่งจากชีวิตจริงเพราะว่า ณ วันนี้ที่มีความสัมพันธ์ก็คืออยู่กับคนคนนี้ เลยเป็นคำว่า Pretty Little Superstar เพราะว่าเขาเป็นซูเปอร์สตาร์เมืองไทย อะไรประมาณนั้น (ยิ้ม)

ใช้เวลาแต่งนานไหม

ส่วนมากเพลงที่แต่งจะใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมงในสตูดิโอ เพราะว่าเหมือนเรารีบกันนิดหนึ่ง (หัวเราะ) เหมือนทั้งเรา ทั้งคนแต่ง คือคนแต่งมีทั้งหมด 4 คน (Valentina Ploy, Silvy Pavida, Richard Craker และ Stephen Jones) เวลาไปสตูดิโอเราก็อยากจะทำเซสชั่นให้มันจบ บวกกับมีหลายคนช่วยกันเบาซ์ไอเดีย ตัวซิลวี่เองในฐานะศิลปินก็มีสตอรี่เยอะมากที่จะให้เอาไปทำ เพลงนี้วาเลนตินา พลอยเป็นคนคิดคำ Pretty Little Superstar ขึ้นมา เหมือนทุกอย่างรวมกันเป็นทีมโปรดักชั่นดนตรีที่ดี แล้วต่างคนต่างก็มีไอเดีย เลยออกมาเป็นทุกๆ เพลงที่ปล่อยมา รวมทั้งเพลงนี้ด้วย

เมสเสจที่อยากจะสื่อผ่านซิงเกิลล่าสุดนี้

จริงๆ แล้วเหมือนเป็น expression ของตัวเราเองอย่างเดียวเลย เพราะแค่คำว่า Pretty Little Superstar มันก็ส่วนตัวมากๆ แล้ว แต่ที่เราอยากให้คนรีเลตได้ก็คือเวลาเรารักใครสักคน เราจะรู้สึกแบบว่ามองเขาน่ารักอยู่คนเดียว ทุกอย่างที่เขาทำเหมือนเป็นสตาร์ในชีวิตเราไปโดยปริยาย ก็อยากให้คนรีเลตในด้านนี้ แบบว่าเขาเป็นซูเปอร์สตาร์ของเรานะ แค่นี้เลยค่ะ เป็นเพลงรักโรแมนติก

เหมาะกับคนที่มองโลกเป็นสีชมพู แล้วชีวิตจริงของเราเป็นสีชมพูไหม

ในมุมของ personal life ก็ชมพูหนักอยู่ค่ะ (ทำไมไม่ชวนคนข้างๆ มาเล่นเอ็มวี?) มันจะดูเป็นพรีเวดดิ้งไปนิดนึง (หัวเราะ) ทุกวันนี้โปรโมตเพลงก็เอาเขามาเล่นอยู่แล้ว ไม่งั้นจะเลี่ยนไปหมด แยกพาร์ตดีกว่า

เส้นทางศิลปินของซิลวี่ผ่านมากี่ปีแล้ว จนถึงวันนี้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง

ซิลเข้าวงการตั้งแต่อายุ 15 ตอนนี้ 26 กำลังจะ 27 รวมแล้ว 12 ปี แต่ถ้านับจากเริ่มร้องเพลงและเป็นเด็กประกวดสมัยอยู่ภูเก็ตก็ประมาณ 7-8 ขวบนะ เราสู้มาตั้งแต่เล็กๆ และยังสู้อยู่เลยทุกวันนี้ สิ่งที่เรียนรู้สำหรับซิลวี่คือการไม่หยุดทำ ถึงแม้ในวันที่เรารู้สึกเบื่อก็ตาม แบบพักได้นะ แต่ไม่หยุดเพื่อฝันของตัวเอง และหาอะไรใหม่ๆ ให้ตัวเองเสมอ เพราะไม่อย่างนั้นพอมัน achieve เราจะนิ่ง ซิลเลยมีโกลเปลี่ยนไปทุกปี เพราะไม่งั้นถ้าโกลมันอยู่ที่เดิม อ้าว! achieve แล้วทำอะไรต่อดี เราเลยต้องหาโกลใหม่ไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้มีแรงบันดาลใจทำในทุกๆ วัน

แล้วโกลปีนี้คืออะไร

พูดยากมาก คือซิล achieve มาเยอะมาก ตั้งแต่เริ่ม XL โกลคืออยากเป็นศิลปินเอเชีย แล้วก็ได้เป็น โกลปีนี้น่าจะเป็นการอยากขึ้นเวทีมิสยูนิเวิร์สและได้ร้องกับแอนชิลี เพราะเขาก็ represent เรื่องคล้ายๆ เรา รู้สึกว่าถ้าได้ร่วมงานกันน่าจะอิมแพ็กต์

ที่ผ่านมามีอะไรที่ทำสำเร็จ แล้วรู้สึกแฮปปี้ที่สุด

การได้ปล่อย XL กับการได้เป็นศิลปินเอเชีย represent ศิลปินไทย เวลาได้ยินคนบอกว่าเราไม่เหมือนคนไทย หรือดูอินเตอร์ คือซิลรู้สึกว่าเราทำอะไรที่มันฉีก แต่ว่าเรายังเป็นคนไทยอยู่นะ มันเหมือนกับเรา elevate ตัวเราเอง แล้วก็วงการเพลงไปด้วย

อะไรที่เป็นอุปสรรคหรือตัวบั่นทอนชีวิตในวันนี้บ้าง

น่าจะเป็นความคาดหวังของตัวเองในเชิงเปรียบเทียบกับซิงเกิลต่อๆ ไป แบบคิดว่าถ้ามันไม่ได้เท่า XL จะทำยังไง คือซิลยังเจอกับความรู้สึกนี้ ถึงแม้จะเป็นคนมั่นใจแล้วก็ตาม เหมือนพวกความคิดต่างๆ ที่เกี่ยวกับ mental health ก็ยังมีอยู่ เรายังเปรียบเทียบตัวเองในบางครั้ง หรือบางทีเจอคอมเมนต์แย่ๆ ก็ยังกลับไปจิตตกอยู่กับมัน แต่ท้ายที่สุดเราก็รู้นะว่าจะจัดการกับมันยังไง เพราะเรารู้สึกว่าอุปสรรคพวกนี้มันก็ต้องเจออยู่ทุกวัน แม้ว่าวันที่เราเป็นเหมือนบิลลี ไอลิช ซึ่งเขาก็ยังโดนด่าอยู่ดี สุดท้ายแล้วคนจะชอบก็ชอบ คนจะไม่ชอบก็ไม่ชอบ เพราะฉะนั้นก็ต้องหาบาลานซ์ให้เจอ

มีความฝันที่อยากทำอีกหรือเปล่า

ซิลอยากไปทัวร์ที่ฮ่องกง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เอาเพลงไปร้องแล้วเจอคนฟังใหม่ๆ ที่ไม่ใช่คนไทยบ้าง พอเสร็จจากเอเชียแล้วก็ไปยุโรป อเมริกาก็อยากไป ขึ้นสปอติฟายกลางไทม์สแควร์ก็เป็นหนึ่งในโกล แต่ถ้านอกเหนือจากเพลงก็ยังไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ ตอนนี้อยากทำงานให้ดีที่สุด

ถ้าเปรียบชีวิตเป็นเพลง เราอยาก pause หรือ fast forward ไปช่วงไหน

ไม่อยากให้จบไวๆ อยากอยู่ตรงกลางนี่แหละ ซิลว่าตรงนี้สนุกที่สุดแล้ว อยากทำอะไรอีกเยอะแยะ ยังไม่อยากไปพิชิตตรงนั้นให้เร็วไว ยังอยากทำหลายๆ อย่างอยู่ เพราะ journey มันสนุก

ซิลวี่ว่ายากไหม

ยากค่ะ ด้วยความที่คนเก่งมีเยอะมาก แล้วเขาสู้กันสุดฤทธิ์เหมือนกัน เราก็แค่ไม่หยุดสู้ วันไหนที่เราหยุดสู้ก็คือเราอยู่ที่เดิม ในขณะที่คนอื่นเขายังทำเรื่อยๆ บทเรียนของเราคือทำเรื่อยๆ ทำต่อไปไม่ว่าจะยังไง

เป้าหมายสูงสุดในวงการดนตรี

ซิลอยากเป็นเหมือนดัว ลิปา และบิลลี ไอลิช

การจะไปถึงจุดสูงสุดของเส้นทางดนตรีจะต้องเพียบพร้อมแค่ไหน

อย่างแรกคือต้องเก่ง มีความสามารถ มีความมั่นใจ มีอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น มีจุดจำ แนวเพลงต้องชัดเจน เพอร์ฟอร์มดี พรีเซนต์ตัวเองดี แล้วก็ทีมงานทุกอย่างดี นอกเหนือจากนั้นคือแรงสนับสนุนจากแฟนๆ และคนที่มีอิทธิพลต่อวงการเพลง ซิลเชื่อว่าไม่มีทางที่ใครจะทำคนเดียวได้ทุกอย่าง ต้องมีคนช่วย มีคนซัพพอร์ต มันหลายอย่างประกอบกัน และคงต้องสู้มาเยอะเหมือนกันกว่าจะไปถึงตรงนั้นได้ แล้วก็ดวง (หัวเราะ) อย่างดัว ลิปาอาจจะดวงดี แบบเอ้ย! ถึงเวลาแล้ว ซิลเชื่อในเรื่องของเวลา เพราะว่าซิลไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ ที่ผ่านมาเราทำมาเรื่อยๆ ไม่กล้าแม้แต่จะตั้งโกลว่าเป็นนักร้องอินเตอร์ แล้วปรากฏว่าปีที่แล้วก็ได้เป็น และกล้าพูดเต็มปากเต็มคำว่ากูโกอินเตอร์ได้แล้วเว้ย ทุกอย่างเป็นไปได้ อยู่ที่ไทม์มิ่ง เราก็ต้องทำไปเรื่อยๆ

แพลนต่อไปล่ะคะ

วันที่ 1 กรกฎาคมนี้จะปล่อยเพลงใหม่ที่สื่อสารออกมาคล้ายกับ XL เป็นการเปิดโลกกว้าง เปิดโสตประสาทคนดูให้ตกใจอีก (หัวเราะ) ในแง่แนวเพลงและสิ่งที่จะสื่อสาร เพราะซิลรู้สึกว่าเมืองไทยยังพูดถึงประเด็นนี้น้อย และยังมีบางคนที่ไม่เข้าใจในเรื่องของความแตกต่างหรือไม่เหมือนคนอื่น ซิลคิดว่าเรามั่นใจได้ถึงแม้เราจะไม่ได้ฟิตอินสแตนดาร์ด มันยังเป็นเรื่องที่ต้องพูดอีกเยอะมาก ถ้าเทียบกับสิ่งที่หลายๆ คนเจอ หมายถึงในแง่ที่เวลาเราอ่านคอมเมนต์ มันยังมีคนที่ไม่เข้าใจอีกหลายคน เพราะฉะนั้นซิลอยากจะ advocate เรื่องนี้…วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ได้ฟังแน่นอน

Photographer: Napat Gunkham

Photographer Assistant: Saran Wannaphurk

Writer: Angkana Wongwisetpaiboon

Other Articles