Monday, June 27, 2022

หลากแง่มุมที่งดงามในตัวตนของนักแสดงสาว ‘มิ้นต์-ชาลิดา’

มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง หญิงสาวที่เติบโตมาพร้อมกับความสามารถที่มากขึ้นตามวัย มิ้นต์เป็นนักแสดงที่หาตัวจับยากคนหนึ่ง ด้วยความที่อยู่ในวงการมานาน ถ้านับตั้งแต่งานโฆษณาชิ้นแรกก็ต้องย้อนไปสมัยยังเป็นเด็กหญิงชาลิดาวัย 8 ขวบ กว่าจะได้งานโฆษณาหนึ่งชิ้น เด็กหญิงมิ้นต์ต้องแคสต์งานมากกว่า 50 งาน! แต่ละก้าวของเธอใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ โดยไม่ต้องแลก… ความพยายาม ความอดทน ความขยัน มิ้นต์คุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี ในวัย 28 นางเอกละครที่เราเห็นกันผิวเผินในจอทีวี หากได้ทำความรู้จักเธอแบบลึกซึ้ง เชื่อว่าคุณจะสัมผัสได้ถึงแง่มุมบางอย่างในตัวเธอ จนเผลอมองข้ามภาพมายาที่เป็นเพียงเปลือกนอกไปเลยก็ได้

ดาราต้องรักษาภาพลักษณ์มิ้นต์คิดอย่างไรกับเรื่องนี้

สมัยก่อนมิ้นต์จะถูกสอนว่าเป็นนักแสดงอย่าไปเดินห้างเยอะ อย่าไปเดินตลาด หรือซื้อส้มตำข้างทาง อย่าให้เราหาง่ายเกินไป ให้คนดูอยากเห็นเรา แต่มิ้นต์ไม่เคยทำตามเลย เพราะมิ้นต์ว่ามันคือชีวิตน่ะ ใช้ชีวิตเราให้เป็นมิ้นต์นี่แหละ กลับบ้านเราก็คือมิ้นต์ ชาลิดาธรรมดาที่โตมาจากเด็กคนหนึ่ง เดินตลาดนัดหลังบ้าน นั่งมอเตอร์ไซค์พ่อแม่ กินหมูกระทะเหมือนกับคนปกติ เวลากินมิ้นต์ก็กินอย่างมีความสุข อย่าพยายามให้มิ้นต์เป็นแบบสวยหรูดูดี เพราะมันไม่ใช่เรา โอเค อาจจะไม่ถูกใจผู้ใหญ่ที่สอน มิ้นต์ค่อนข้างมีความเชื่อกับตัวเองอย่างนี้ตั้งแต่เด็กแล้วค่ะว่าเราต้องเป็นตัวเราสิ

มิ้นต์เป็นคนค่อนข้างชิลล์ แล้วก็สบายๆ ใครถ่ายรูปก็ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะเราเป็นคนสาธารณะ ต้องยอมรับตรงนี้ก่อน มิ้นต์เคยโดนด่าเยอะมาก โดนดราม่าก็มี เล่นละครก็ไม่ถูกใจคนดู ทำอะไรก็ไม่ดี ถ้าไปย้อนดู เป็นมิ้นต์อะไรก็ผิด แต่พออยู่ไปก็มีความเข้าใจมากขึ้น หลังๆ เลยแฮปปี้ในโมเมนต์ของแต่ละวัน พยายามทำทุกวันให้เต็มที่ที่สุด ที่เหลือก็เป็นการตัดสินใจของคน อย่างเวลาเล่นละครก็ตั้งใจทำพาร์ตของเราให้เต็มที่ เวลาไปกองก็มีความสุขกับเพื่อนร่วมงานทุกคน ตอนทำงานกับเพื่อนร่วมงานก็เหมือนกัน เราก็เป็นตัวเราแบบนี้ ไม่ได้พยายามเป็นคนอื่น คิดอะไรพูดอะไรก็เป็นตัวเรา แฟนคลับก็ชอบมิ้นต์ในความที่เป็นมิ้นต์แบบนี้

พูดได้หรือยังคะว่าประสบความสำเร็จในการแสดง

มิ้นต์ไม่กล้าใช้คำนี้กับตัวเองเลย เป็นคนไม่กล้าให้คะแนนตัวเองไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ รู้สึกว่าเราต้องไม่ให้ตัวเองไปถึงจุดสูงสุด ไม่อย่างนั้นจะหยุดพยายาม มิ้นต์ไม่อยากให้ตัวเองละทิ้งความพยายาม แต่ไม่กดดันนะคะ ถามว่าเหนื่อยไหมก็เหนื่อยแหละ แต่คิดว่ายังมีแรงคิดมีแรงทำโน่นนี่นั่นอยู่

มิ้นต์เป็นนางเอกที่มีชีวิตน่าอิจฉาจริงไหม เพราะการงานดูราบรื่น ความรักก็ลงตัว

ไม่จริงค่ะ มีอุปสรรคหมดเลยนะคะ ไม่มีอะไรให้อิจฉาเลย ชีวิตมิ้นต์พูดตรงๆ ว่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่มิ้นต์มาด้วยขั้นบันได ถ้าไปย้อนดูละครของมิ้นต์ มิ้นต์ไม่เคยเจอพระเอกที่มาดันมิ้นต์ พอเล่นๆ ไป เอ้า! ดันน้องใหม่อีกแล้ว มิ้นต์เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้มีอะไรราบรื่นและง่าย การทำงานในวงการของมิ้นต์ หรือหลายๆ โอกาสที่เราอยากทำแล้วไม่ได้ทำ มันมีเยอะมากเลยค่ะ มิ้นต์เคยอยากเล่นละครเรื่องหนึ่ง แต่คิวไม่ได้และด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้ไม่ได้เล่น มิ้นต์ร้องไห้เลย เพราะบทนี้เขาเขียนมาให้เราแล้ว เสียใจอยู่สองสามวันก็มูฟออน สุดท้ายมิ้นต์รู้สึกว่าเพราะบทเรียนเหล่านี้มันหล่อหลอมให้เราเป็นคนแบบนี้ ถ้าไม่มีก้าวนั้น เราอาจจะไม่เข้าใจอะไรขนาดนี้ เราอาจจะไม่ได้เป็นแบบนี้ก็ได้

แม้แต่เรื่องธุรกิจ มิ้นต์เป็นคนย้ำคิดย้ำทำกับเรื่องการทำงานมาก จะบอกว่าเป็นนักสู้ก็ได้ ถ้าคิดว่าจะทำอะไรแล้ว มิ้นต์จะทำเต็มที่และไม่ถอย จนกว่าจะรู้สึกว่าพอแล้วหรือไม่ได้แล้ว มิ้นต์ถึงจะให้คนอื่นทำ แต่ก่อนจะให้คนอื่นทำ มิ้นต์ต้องลองทำด้วยตัวเองก่อน ทั้งไปเรียน เสิร์ชข้อมูล แต่ไม่มีใครมาเห็นมิ้นต์ในมุมนี้ เวลาที่เครียดมันก็มี

ความรักมิ้นต์ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ พี่ผาเป็นคนที่ชิลล์ เขาเป็นคนที่ทำให้มิ้นต์ใจเย็นขึ้น จริงๆ มิ้นต์เป็นคนใจร้อนนะคะ บางทีมิ้นต์ยังหงุดหงิดว่าทำไมเขาชิลล์ขนาดนี้เนี่ย สุดท้ายมิ้นต์คิดว่า โอเค เราต้องแฮปปี้กับมันให้ได้ ต้องบาลานซ์ยังไง ในความรักการอยู่ด้วยกันได้มันยากนะคะ มิ้นต์คบกับพี่ผาตั้งแต่สมัยมิ้นต์เรียนมัธยม มันคือ puppy love พอโตขึ้นบางทีมุมมองบางอย่างเราเปลี่ยนไป แต่เขายังไม่เปลี่ยน เพราะเราโตมาคนละรูปแบบ คนละสภาพแวดล้อม เราคบกันมานานก็ผ่านอะไรมาเยอะ ทำให้มิ้นต์รู้ว่าเราอย่าพยายามเปลี่ยนเขาเป็นใครเลย ไม่ต้องให้เขาเป็นอย่างที่เราชอบหรอก เพราะจะให้ทุกอย่างเป็นดั่งใจเราหมดคงไม่ได้

ดูเหมือนเป็นคนที่เข้าใจในความเป็นมนุษย์มาก

กว่าจะเข้าใจมันต้องเจออะไรที่ touching และเรียนรู้ค่ะ ถ้ามิ้นต์ไม่เคยเจอบทเรียนหลายๆ อย่างคงจะเล่าออกมาแบบนี้ไม่ได้ เหมือนบางอย่างที่เขาบอกว่าอย่าทำ แล้วเราไปทำน่ะค่ะ มันต้องเรียนรู้การเจอปัญหาก่อนจึงจะเข้าใจ ถึงออกมาเป็นโซลูชั่นนี้ได้ เราเปลี่ยนอะไรใครไม่ได้ เข้าใจมุมมองของแต่ละคนดีกว่า แล้วทำใจอยู่กับมัน

แต่มันก็ไม่ง่ายค่ะ มีเรื่องหงุดหงิดใจเป็นธรรมดา อย่างบางครั้งเราปรี๊ดโมโหน้องชาย ทำไมดื้อขนาดนี้ แม่ก็เลี้ยงมาแบบเดียวกัน มิ้นต์ยังมีความเป็นมนุษย์ รัก โลภ โกรธ หลงก็มี แต่สุดท้ายเราก็กลับมาที่… ลมหายใจเข้า (หัวเราะ) แล้วก็คุยกับตัวเอง จะทำอะไรได้ไหมเนี่ย กลับมาที่ระบบจัดการเหมือนเดิม เราต้องเข้าใจว่าเขาเป็นแบบนี้ เขาอาจจะต้องการอะไรหรือเปล่า มิ้นต์ว่าสุดท้ายแล้วเราให้ทุกคนเป็นดั่งใจเราไม่ได้ และเราก็เป็นดั่งใจทุกคนไม่ได้เหมือนกัน

นักแสดงด้วยกันบอกว่าละครดราม่าต้องยกให้มิ้นต์ โดยส่วนตัวแล้วชอบเล่นแนวไหน

ดราม่าค่ะ เพราะเริ่มมาตั้งแต่แรกๆ คอเมดี้ก็เล่นมาเยอะ รู้สึกว่ามันโบ๊ะบ๊ะจังหวะหนึ่ง แต่พอเป็นดราม่าแล้วรู้สึกว่ามีดราม่าหลายแนว ทำให้ท้าทายกับบทในแต่ละเรื่องที่ต่างกันไป แนวที่อยากเล่นมากคือละครพีเรียด มิ้นต์รู้สึกว่าหน้าเราไม่ได้ลูกครึ่งขนาดนั้น เลยอยากเล่นละครพีเรียดบ้าง แบบนุ่งสไบใส่ชุดไทยทั้งเรื่อง รู้สึกว่าอยู่มาสิบกว่าปีแล้วยังไม่เคยเล่นละครแนวนี้เลย

เราตั้งมายด์เซ็ตในการแสดงอย่างไร

ทุกเรื่องที่ได้รับมามิ้นต์รู้สึกว่ามันคือเราที่ต้องทำให้ตัวละครสมบูรณ์แบบในพาร์ตของเรามากที่สุด ถามว่าคาดหวังกระแสตอบรับไหม เราอยากให้คนดูชอบแต่จะไม่ push ว่ามันดี จะปล่อยให้คนดูเป็นคนตัดสินเองมากกว่า เพราะองค์ประกอบละครเรื่องหนึ่งไม่ใช่อยู่ที่เราคนเดียว เราแค่ทำพาร์ตของเราให้ดีที่สุด สุดความสามารถที่เราจะทำได้ เวลาเล่นละครเรื่องหนึ่งมิ้นต์ตั้งใจมากที่จะอยู่กับบท อย่างตอนเล่นคอเมดี้ติดกัน 3-4 เรื่อง มิ้นต์จะพยายามครีเอตว่าทำยังไงดี เพราะบทคล้ายกันมากเลย จะทำยังไงให้เราแตกต่างจากเรื่องเดิม เราต้องพูดคุยกับผู้กำกับว่าเคยเล่นแบบนี้มาแล้ว แต่สุดท้ายคนก็ชอบมิ้นต์ในพาร์ตคอเมดี้เดิมๆ อยู่ดี

บทดราม่าที่รู้สึกว่าท้าทายมากเรื่องหนึ่งคือ ซ่านเสน่หา เล่นเรื่องนี้มิ้นต์ไมเกรนขึ้นเกือบทุกอาทิตย์ รู้สึกเลยว่าภูมิตัวเองตก ผิวลอก รู้เลยว่าเครียดมาก ปกติมิ้นต์เป็นคนแฮปปี้ไม่เก็บความทุกข์ไว้กับตัวเองนาน รู้ว่าอะไรไม่ได้ก็คือไม่ได้ ก็จะปล่อย ตอนพี่ตู่ (ปิยวดี มาลีนนท์) ให้มิ้นต์เล่นเรื่องนี้ พี่ตู่บอกว่ามิ้นต์เป็นเด็กที่เก็บความสุขมากกว่าความทุกข์ พี่ตู่บอกว่าจะไปทำยังไงก็ได้ให้ชีวิตเธอแบบย่ำแย่ ตกต่ำ ดาวน์ที่สุด มิ้นต์ไปพบครูสอนแอ็กติ้งเลยค่ะ เข้าคลาสทุกอาทิตย์ ทำยังไงให้ตัวเองหดหู่ เก็บตัวในตู้เสื้อผ้าแคบๆ รู้สึกไม่มีใครรักเรา โหยหาความรัก นอนบนพื้นเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากเพื่อซึมซับความรู้สึกที่มันถูกกดถูกบีบ แล้วก็ฝึกทำเอง เพราะเวลาไปกองเราต้องพร้อมแล้ว ทุกเช้าตื่นขึ้นมาจะคุยกับตัวเองว่าวันนี้เราคือใคร เหมือนเราไม่รู้ตัวว่าเครียด แต่ร่างกายมันบอก ตัวลอกแบบที่ไม่เคยเป็น ไปโรงพยาบาลหาหมอผิวหนัง หมอบอกรักษาไม่ได้ มันเป็นโรคที่เขางงเหมือนกัน กินยาก็ไม่หาย เลยไปหาหมอแผนจีน กินยาปรับข้างในร่างกาย

การเป็นนักแสดงเหมือนเราตื่นมาแล้วได้เป็นอีกคนหนึ่ง โดยที่แต่ละเรื่องไม่เหมือนกันเลย ในพาร์ตของชีวิตนักแสดง แต่ละเรื่องจะมีแง่คิดหรือมุมมองดีๆ เสมอ อย่างเรื่องซ่านเสน่หา การยอมรับกันและกันทำให้เห็นอีกมุมมองหนึ่งอย่างลึกซึ้งเลยค่ะ พอมานั่งตีความทุกตัวละครในเรื่อง มิ้นต์ได้เห็นว่าทุกคนมีมุมของตัวเอง ทำให้เราเข้าใจมนุษย์มากขึ้น บางทีเราโดนเขากระทำแบบนี้ ทำให้เรานึกไปถึงแบ็กกราวน์ว่าเขาเป็นแบบนี้เพราะอะไร การที่มิ้นต์อยู่ในครอบครัวของตัวเองก็เหมือนกัน มิ้นต์เข้าใจพ่อ แม่ น้องชายมากขึ้น เพราะบางเรื่องตีแผ่ชีวิตจริงของมนุษย์ ทำให้มิ้นต์เข้าใจชีวิตมากขึ้น

วงการนี้เขาสอนอะไรมิ้นต์บ้าง

เยอะเลยค่ะ สอนให้เราเป็นมิ้นต์ทุกวันนี้ ต้องบอกเลยว่าครึ่งชีวิตมิ้นต์คืออยู่วงการบันเทิง เราเข้ามาตั้งแต่วันที่เป็นเด็กน้อย ความมีระเบียบวินัยเป็นอย่างแรกที่ได้มาตั้งแต่เด็ก อายุ 12 มิ้นต์เริ่มรู้จักคำว่าไม่ได้ไปเที่ยวบ้านเพื่อน หลังจากนั้นก็คือสังคม การทำงาน การใช้ชีวิต และสอนให้มิ้นต์ขยันทำงาน การทำงานตั้งแต่เด็กเวลาได้เงินสองพันก็ดีใจมากแล้ว ทำให้รู้สึกว่าการเป็นนักแสดง เราต้องทำ ต้องขยัน ทุกวันนี้เรายังมีงานให้ทำ เราต้องตั้งใจทำทุกงานให้ดี วงการนี้ทำให้มิ้นต์ขยัน มีความอดทน มีความพยายามและไม่หยุดเรียนรู้

มิ้นต์มองว่าวงการตอนนี้เปลี่ยนไปเยอะมาก สมัยก่อนการเป็นนักแสดงในยุคนั้นแค่เล่นละคร อีเวนต์ยังไม่มีเลย ทุกวันนี้วงการโตขึ้นหลายแขนงมากขึ้น การทำงานสนุกมากขึ้นนะคะ เพราะมีอีเวนต์ในรูปแบบแปลกใหม่ ใช้เอไอมากขึ้น หรือไปอีเวนต์ต่างประเทศ ทำให้เราไม่หยุดเรียนรู้กับมัน แล้วยิ่งตอนนี้โลกหมุนไวมาก เราจะหยุดอยู่ไม่ได้ มิ้นต์ไม่เก่งเรื่องโซเชียลเลย อะไรที่ทำไม่เป็นก็ต้องมานั่งเรียนรู้ เพราะโลกไปไกลแล้ว ถ้าเราไม่ทำ เราจะไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่มันให้เยอะนะคะ และทำให้เราไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

ด้วยความที่เราทำงานตั้งแต่เด็ก มันทำให้เราเคยชิน ชีวิตนี้มิ้นต์ไม่เคยนอนตื่นสายเกินสิบโมง เพราะตั้งแต่อยู่ในวงการบันเทิงทำให้มิ้นต์ตื่นเช้ามาก ไม่รู้จักคำว่าตื่นสายเลย ตั้งแต่เรียนปริญญาโทที่จุฬาฯ (CUTIP สาขาวิชาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม) มิ้นต์หลับตี 1 ตี 2 เราเป็นคนชอบทำงานจนกลายเป็นความเคยชิน ทุกวันนี้ก็มีความสุขกับการทำงาน มิ้นต์จะให้ความสำคัญกับครอบครัวมากๆ พ่อแม่ต้องอยู่สบาย น้องต้องกินดีอยู่ดี นี่แหละคือทุกสิ่งทุกอย่างของเรา มิ้นต์ให้เงินพ่อแม่ตั้งแต่เด็กแล้ว เอาจริงทุกวันนี้ยังไม่รู้เลยว่ามีเงินเท่าไหร่ เพราะว่าฝากให้แม่เก็บ

ชีวิตโดยรวมอยู่ในจุดที่ตัวเองพอใจหรือยัง

มิ้นต์จะมีเป้าหมายในแต่ละปี จะไม่คาดหวังระยะไกล และไม่ทำอะไรที่เกินเอื้อม ถามว่าเราพอใจตัวเองหรือยัง รู้สึกว่ามันไม่มีความพอดีหรอก เราต้องพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดไม่ว่าจะเรื่องธุรกิจ หรือการแสดง คือทุกอย่างอยู่ที่คนอื่นด้วย อย่างธุรกิจก็ขึ้นอยู่กับคนบริโภคว่าจะชอบไหม การแสดงคนดูจะชอบไหม เราไปคาดหวังให้ทุกคนรักเราหมดไม่ได้ แต่เราจะทำในพาร์ตของเราให้เต็มที่แค่นั้น

เป้าหมายของมิ้นต์คือผู้บริโภคกินแล้วแฮปปี้ คนดูละครดูแล้วอินไปกับสิ่งนี้ พล็อตเรื่องนี้เราอยากให้อะไร อันนี้คือความสำเร็จของมิ้นต์ในแต่ละปี ส่วนเรื่องเรียนก็ไม่ต้องได้เกรดเอทุกวิชา แต่เรียนแล้วเราต้องแฮปปี้กับมัน มีความสุขในแบบของเรา ไม่ใช่ตื่นมาแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ แต่ก่อนมิ้นต์เคยเป็นเพราะเราเป็นเด็ก เราเลือกอะไรไม่ได้ เราต้องทำตามสิ่งที่ทุกคนวางไว้ให้ จนวันหนึ่งมิ้นต์รู้สึกว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน คือเราไม่ได้ไม่เคารพการตัดสินใจของใครนะคะ แต่มิ้นต์รู้สึกว่าเรามีบาลานซ์ของเรามากขึ้นในการคุยกับตัวเองว่านี่คือความสุขของเรา

นักแสดงก็เหมือนอาร์ตพีซตรงที่ว่าเราทำอะไรแล้วมันออกมาหมด สีหน้า แววตา ท่าทาง ถ้าเราเล่าไปแล้วมันไม่สนุก เราอย่าเล่าเลยดีกว่า อาจจะมีคนเล่าได้ดีกว่าเรา มิ้นต์เลยรู้สึกว่าปีนี้เป็นจุดเปลี่ยนของมิ้นต์เลยก็ว่าได้ มิ้นต์เคยถ่ายละครเยอะๆ วีกหนึ่งเจ็ดวันเต็ม วิ่งไปเรื่องนั้นเรื่องนี้จนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ที่สำคัญที่สุดคือสุขภาพใจ เพราะมิ้นต์ทำอะไรแล้วชอบนึกถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง จนรู้สึกว่าไม่ได้ละ เราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองบ้าง ทำให้มาคิดว่าเราต้องทำทุกอย่างบนพื้นฐานว่าเราไม่บังคับตัวเรานะ เราทำทุกอย่างด้วยความแฮปปี้นะ เราจึงจะทำออกมาได้ดี เลยเลือกทำมากขึ้น ไม่ว่างานหรือพาร์ตธุรกิจ ถ้าอะไรที่ไม่ใช่เราก็อย่าไปฝืนทำ แล้วถ้ามันไม่ใช่ก็ต้องเอาคนที่ใช่มาทำ เลยทำให้มิ้นต์ปรับเปลี่ยนหลายอย่างมากขึ้น มิ้นต์ว่าเราไม่ต้องเด่นต้องดังที่สุด เราอยู่ของเราแค่นี้ แล้วอยู่ไปเรื่อยๆ เพื่อนร่วมงานทุกคนแฮปปี้กับเรา เราแฮปปี้กับการทำงานในวันนี้ ครอบครัวโอเค พ่อแม่มีความสุข

วางแผนอนาคตไว้อย่างไร

ปีนี้จะเลือกรับงานละครมากขึ้น เพราะเหมือนเราโตขึ้นอีกสเต็ปหนึ่ง มิ้นต์มองว่าเราต้องทำอะไรที่ท้าทายขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ทำอะไรที่ซ้ำหรือเหมือนเดิม แค่นี้เลย ไม่ว่าจะเล่นกับใคร บทบาทแบบไหน ก็คืออยากได้หลากหลายมากขึ้น อาจจะรับไม่เยอะเหมือนสมัยก่อน จะรับเรื่องที่รู้สึกว่ายังไม่เคยเล่น มิ้นต์สนใจอยากจะเล่นเน็ตฟลิกซ์หรือออนไลน์มากขึ้น เราพูดถึงยุคปัจจุบันนะคะ น้อยมากที่คนทำงานจะได้ดูทันที ตัวเราเองยังไม่มีเวลาเลย ออนไลน์เป็นอะไรที่สะดวกสบายสำหรับทุกคน

ความสตรองของชาลิดา

มิ้นต์ว่าคือความพยายาม ไม่ว่ามิ้นต์จะได้โจทย์อะไรมาในชีวิต มันเยอะมากนะคะ แต่มิ้นต์รู้สึกว่าเราต้องพยายามไปต่อให้ได้ เราจะมีแพลน a แพลน b ถ้าโซลูชั่นนี้ไม่ได้ ลองอีกแบบนึงซิ ลองคิดกลับมุมมอง คิดให้ทุกด้าน เดี๋ยวมันก็มีทางออกเอง ทุกอย่างนั่นแหละ มิ้นต์พยายามเยอะมากนะคะกว่าจะได้มาถึงตรงนี้

Photographer: Thanut Treamchanchuchai

Writer: Angkana Wongwisetpaiboon

Cloth: Prada

Other Articles