Thursday, May 26, 2022

เบื้องลึกในจิตใจของ มาย และอาโป สองนักแสดงคู่ฮ็อตจาก KinnPorsche The Series 

มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง และอาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการบันเทิง แฟนๆ หลายคนรู้จักมายอยู่ก่อนแล้วจากผลงานเพลงและงานแสดงบ้าง ส่วนอาโปเป็นนักแสดงที่มีผลงานมาแล้วหลายเรื่อง และเคยไปใช้ชีวิตในอเมริกามาแล้วช่วงหนึ่ง KinnPorsche The Series ซึ่งกำลังเป็นปรากฏการณ์อยู่ตอนนี้ ทำให้มายและอาโปโคจรมาพบกันในฐานะตัวละคร คินน์ ทายาทตระกูลมาเฟีย และพอร์ช บอดี้การ์ดจำใจ แถมยังเจ้าเสน่ห์และหล่อร้ายด้วยกันทั้งคู่

KinnPorsche The Series เป็นออริจินัลซีรีส์วายเรื่องแรกของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง iQiyi (อ้ายฉีอี้) จากทีมผู้สร้าง บริษัท Be On Cloud กำกับโดย ก้องเกียรติ โขมศิริ, กฤษดา วิทยาขจร และบัญชร วรเศรษฐ์อารี เป็นที่จับตามองตั้งแต่ประกาศสร้าง หลังจากผ่านไปหนึ่งปีก็เสร็จสมบูรณ์ให้แฟนๆ ได้ชมกันแล้ว “ผมดีใจที่คนรอได้ดูสมใจแล้ว และดีใจที่ทุกคนในทีมได้ทำงานสำเร็จ” มายเล่า “ในเรื่องมีทั้งคอเมดี้ เลิฟสตอรี่ก็เข้มข้น และดราม่าที่ขับเคลื่อนให้มันมีปมต่างๆ เราอยากเล่นซีรีส์ที่ดีที่ทุกคนดูได้ มีคนบอกว่าเขาไม่เคยดูวาย แล้วพอมาดูเรื่องเรามันไม่เหมือนอย่างที่เขาคิด” ส่วนอาโป “สำหรับเรื่องนี้ เราอยากให้คนดูเข้าใจว่าโลกของเรามีความแตกต่างอยู่ ถ้าเรามองด้วยความเข้าใจว่าทุกคนเท่ากัน หรือทุกคนแตกต่างในแบบที่ตัวเองเป็น มันก็จะมีความสุขครับ”

หลายคนพูดว่านักแสดงคินน์กับพอร์ชเหมือนหลุดออกมาจากนิยายเลย

มาย: “ถ้าเอาจากความรู้สึกตัวเอง คิดว่ามีทั้งความเหมือน และไม่เหมือน”

อาโป: “ผมมีความคล้ายสูงมาก ตอนแคสต์มีกระดาษหนึ่งแผ่นเขียนไดอะล็อกไว้ รู้สึกว่าคำพูดคล้ายกับที่เราพูด เราเป็นนักแสดงมานาน เวลาอ่านบทเราจะพอรู้ว่าตัวละครนี้โตมายังไง คิดยังไง ทำไมถึงพูดแบบนี้ออกมา เลยรู้สึกว่าประสบการณ์ชีวิตเขาน่าจะใกล้ๆ เรา คิดว่าเราน่าจะสนิทกับตัวละครนี้แน่นอน พอได้มาเล่นจริงก็รู้เลยว่าคล้ายจริงๆ ทั้งความเอาแต่ใจ ความคิดบวก หรือความเป็นนักสู้ที่อยู่ในตัว”

– สวมบทในซีรีส์วายครั้งแรกท้าทายอย่างไรบ้าง 

อาโป: “สำหรับผม ผมไม่รู้สึกว่ามันต้องใช้อะไรมากมาย แค่หา motivation ของตัวละครและเป็นไปตามบท ถ้าเราไป stereotype ว่าการเป็นมาเฟียต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ มันอาจจะออกมาซ้ำๆ คือถ้าเราไป stereotype เป็นนายเอ เราก็จะกลายเป็นเอสอง แต่ถ้าเราหาแค่ motivation เราก็คืออาโปที่ไปเป็นพอร์ช หรือมายที่ไปเป็นคินน์”

มาย: “แต่มีโปหนึ่ง โปสองก็ได้นะ เหมือนบีหนึ่ง บีสอง กล้วยหอมจอมซน”

อาโป: “ไม่ดีๆ (หัวเราะ) หลักๆ เลยคือเราอยากทำสิ่งใหม่ เราก็จะเป็นตัวละครในแบบเรา” 

มาย: “สำหรับผม ในการสวมบทมาเฟีย ผมไม่ได้รู้สึกว่ายาก พวกเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่ง แต่มันท้าทายในเรื่องทักษะการแสดง การเล่นแอ็กชั่น และเป็นเรื่องแรกของผมที่เป็นการแสดงยาว ส่วนที่เหลือก็คือการนำเสนอความเป็นมนุษย์ออกไป”  

– มีอะไรที่ชอบและไม่ชอบในคาแร็กเตอร์นี้ไหม แล้วถ้าจริงๆ ในฐานะนักแสดงเราไม่ชอบคาแร็กเตอร์ที่เราเล่นได้ไหม

มาย: “เอาตรงๆ เกิดมาผมยังมีมุมที่ไม่ชอบตัวเองเลย เช่นเดียวกันกับตัวละคร สิ่งที่ผมไม่ชอบในตัวคินน์ ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องวิธีคิดของเขาที่มันซับซ้อนในเรื่องที่ไม่ควรจะซับซ้อน ส่วนวิธีแสดงออกจะเป็นยังไงก็ต้องรอดูในเรื่องครับ” 

อาโป: “ถ้าเป็นอาโปมองอาโปนะ ไม่มีอะไรที่อาโปไม่ชอบในตัวเองเลย อาจจะเคยมีตอนเด็กๆ แต่พอโตมาเราเลือกที่จะเข้าใจและยอมรับ แต่ถ้าอาโปมองพอร์ช มีมุมหนึ่งที่ไม่ค่อยชอบ คือเขาอ่อนแอไปนิดหนึ่ง บางเรื่องมันสู้ได้นะเว้ย นั่นเป็นความรู้สึกตอนที่อ่านบทนะ แต่เราจะต้องแสดงเป็นตัวละคร เราก็แค่ต้องเข้าใจเขา เราไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปตัดสิน” 

– บทคินน์และพอร์ช เปิดโลกและมีความหมายอย่างไร

อาโป: “มันมีความหมายมากๆ เหมือนเราไม่ได้แค่บอก แต่กำลังทำให้คนดูได้เห็น ความแตกต่างมันสวยงามมากๆ เลยนะ ทุกตัวละครมีความต้องการของตัวเอง มีบุคลิกภาพของตัวเอง ไม่ได้ดูดีไปหมดทุกตัว ทุกคนมีความอ่อนแอ ความรักตัวเอง ความต้องการ การต่อสู้ เวลาที่ทุกตัวละครมารวมกัน มันเกิดความสวยงามขึ้น ต่างส่งเสริมกันคอยรับกัน มันทำให้เกิดไดนามิกและยืนยันกับสิ่งที่เราคิดว่าความแตกต่างมันสวยงามจริงๆ ด้วย เราแค่ยอมรับทุกสิ่งที่มีอยู่บนโลก… ถ้าให้นิยามง่ายๆ ก็คือ Don’t judge towards the world.”

มาย: “ผมได้เรียนรู้ในเรื่องของมายด์เซ็ต ผมเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของการมองภาพใหญ่ ภาพกลาง ภาพเล็ก เหมือนเวลาเราทำอะไรก็ตาม เวลาวางแผนชีวิตต้องมีแผนชัดเจน พอมาแสดงเรื่องนี้มันก็ใช่จริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือ เราควรบาลานซ์การมองภาพไกลและใกล้ ต้องบาลานซ์ให้ดี มันเป็นการทบทวนตัวเองผ่านการทำงานตรงนี้ ผมเรียนรู้จากคาแร็กเตอร์ของคินน์ มันมีวิธีการมองที่ชัดเจน รวมทั้งการทำงานในกองด้วย” 

การทำงานกับผู้กำกับสามคนได้รับคำแนะนำอะไรจากพี่ๆ เขาบ้าง 

อาโป: “พวกเราแชร์กันมากกว่า พวกเราเติมเต็มกัน เขาให้คำแนะนำกับเรา เราก็แชร์มุมมองของเราให้เขา เป็นการเรียนรู้กันไป พี่ปอนด์เป็นผู้จัด ผู้กำกับ และเป็นคนพัฒนาบท ตอนพัฒนาบทก็จะมีภาพในหัว แต่พอเขาได้เห็นที่เราแชร์ก็จะปรับๆ กันไป เขายังไม่เคยทำสายการแสดงมาก่อนด้วย ทำแต่คอนเสิร์ต เขาก็เอาหลักการทำโชว์มาใช้ ส่วนพี่โขมเป็นคนเก่งมาก โดยเฉพาะผลงานแอ็กชั่น และเป็นคนมีมุมตลกด้วย มันเหลือเชื่อนะเพราะการทำตลกมันยากมาก ส่วนพี่เป็ปซี่ก็ให้คำแนะนำหลายอย่างที่น่าสนใจ ผมว่าเพราะว่ามีสามคนนี่แหละ มันเลยเกิดสิ่งใหม่ขึ้นจริงๆ” 

มาย: ผมว่ามันเหมือนแม่สีที่มาเติมกัน ผมเป็นเพื่อนพี่ปอนด์มาก่อน ย้อนไปสิบปีผมจะไปดูคอนเสิร์ตที่เขาทำ การทำโชว์สี่ชั่วโมงมันยากมากที่จะดึงคนให้อยู่ แต่ผมเห็นไดนามิกในโชว์ที่ค่อนข้างเด็ดขาด เป็นทักษะของเขาจริงๆ ส่วนพี่โขมมีประสบการณ์สูงและมีพรสวรรค์สำหรับการทำงานกองถ่าย เวลาที่เขามาเติมมุกหรือเสริมอะไรเข้ามา มันมีลายเซ็นเขา หรือพี่เป็ปซี่ก็มีวิธีการจัดการกองในรูปแบบของเขา ทุกคนเติมเต็มกัน”

ซีรีส์วายควรสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับคอมมิวนิตี้ LGBTQ+ ไหม 

อาโป: “มันเป็นนโยบายของบริษัทตั้งแต่แรกว่าอยากทำสิ่งใหม่และอยากทำอะไรเพื่อคนอื่น การได้ทำอะไรที่เกี่ยวกับ LGBTQ+ ก็เพราะอยากให้คนเข้าใจด้วยว่ามันคือเรื่องปกติ ทางพี่ปอนด์และครูหนิง (ครูแอ็กติ้ง) ได้ช่วยเสริมให้ตัวละครมันกลมขึ้น อย่างการตั้งคำถามและตอบคำถามไปว่าทำไมคินน์และพอร์ชถึงอยู่ด้วยกันได้ เพราะมันคือตามกฎของมาสโลว์ (ความต้องการทั้ง 6 ประการ) ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะบอกกับคนดูว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกเหมือนกันนะ ไม่ว่าจะชาติไหน เพศไหน สีผิว และเราก็ทำให้เห็นเป็นรูปธรรมว่าแบบนี้มันมีอยู่จริง ความเป็นธรรมชาติบนความแตกต่างมีอยู่จริง และสวยงามด้วยมนุษย์ไม่ได้มีด้านเดียว และในรักมันก็มีหลายแบบ มีหลายเลเยอร์ รักแบบอบอุ่น รักแบบมีแพสชั่นต่อกัน รักที่มีความสงสารอยู่ด้วย”

มาย: “ผมว่ามันจะเป็นเรื่องของความแตกต่างที่มาประกอบเป็นความสวยงามก็ได้ แล้วก็ขึ้นกับมุมมองของคน สิ่งสำคัญคือความสวยงามและเราได้รับอะไรจากสิ่งที่เราเห็นหรือสัมผัส ถ้าถามว่าหนังหรือซีรีส์ควรต้องให้อะไรกับสังคมไหม อาจจะแล้วแต่สังคม แต่สำหรับทีมเรา เราอยากจะบอกสิ่งที่โปบอกนั่นแหละ ทุกอย่างมันสวยงาม และมันคือปัจจัยในการใช้ชีวิต” 

– มาเรื่อง #มายอาโป บ้างดีกว่า นิสัยใจคอต่างกันมากไหม

อาโป: “โปว่าทุกคนก็มีมุมคล้ายและมุมต่างแหละ ถ้าคล้ายก็น่าจะเป็นเรื่องความใส่ใจรายละเอียด ความชอบ รสนิยม การแต่งตัว จะคล้ายๆ กัน ส่วนที่ต่างคิดว่าน่าจะอยู่ที่ประสบการณ์ในชีวิตแหละการเติบโต การเลี้ยงดูของที่บ้าน สังคมเพื่อน”

มาย: “เพื่อความเป็นรูปธรรมมากขึ้น อย่างการแต่งตัว เราชอบของเวสเทิร์น ยุโรป อเมริกันเหมือนกัน ชอบของวินเทจ แอนทีคชอบของที่มีสตอรี่ ชอบอะไรมีเท็กซ์เจอร์ มีประสบการณ์ มีความเข้าใจชีวิตเหมือนกัน ใช่มะ มันคือสิ่งที่ลิงก์กัน วิธีการคิดมันเหมือนกัน”

อาโป: “ใช่ๆ สมมติเห็นอะไรมาก็สามารถเอามาเล่าได้เป็นชั่วโมง เล่าไปเล่ามาหมดวันแล้ว เป็นคนดีเทลเหมือนกัน” 

– สังเกตดูในอินสตาแกรม มายจะเป็นสายคำคม อาโปจะเขียนน้อยแต่แสดงออกผ่านภาพ

อาโป: “ใช่ครับ โปจำได้เกือบทุกภาพว่าโมเมนต์นั้นเกิดอะไร เราอยู่ไหน ทำอะไร โปคิดเป็นภาพ ก็เลยจำด้วยภาพ”

– แต่มายจะช่างอธิบาย

มาย: “แล้วแต่อารมณ์นะ ผมชอบคุยกับตัวเอง เวลานึกอะไรออกก็จะจดเอาไว้ลงในไอจี อย่าง ‘คิดใหญ่ วินัยเล็ก’ หมายถึง ชีวิตมันมีภาพใหญ่ กลาง เล็ก เอาไว้เดือนตัวเอง บางเรื่องผมอาจจะเขียนยาวนะ แต่ผมว่าบางเรื่องผมก็คล้ายคินน์ จะไม่ได้มานั่งอธิบายมาก”

– สิ่งที่อยากทำให้สำเร็จในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง 

อาโป: “จริงๆ ก็ได้ทำอยู่และคิดว่าชีวิตมีความสุขมาก โปอยากเป็นผู้ให้นะ อะไรที่เรามีเราอยากให้กับคน อย่างเราให้กำลังใจคน ถ้ามีคนที่เหนื่อยอยู่แล้ว เราให้กำลังใจเขา เขาน่าจะมีความสุขมากนะ มือที่ยื่นไป แววตาหรือพลังบวกที่ส่งออกไป หรือการรับฟัง เราพยายามส่งเสริมคนอื่นอยู่ตลอดเวลา หรืออย่างงานที่ทำอยู่ก็เหมือนการได้ให้นะ ช่วยให้คนเข้าใจความแตกต่าง ให้ลองเปิดใจ หรือในทุกการกระทำของเรา หลายคนน่าจะเห็นความตั้งใจ ก็หวังว่าจะเป็นกำลังใจให้คนที่กำลังตั้งใจทำอะไรสักอย่าง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จหรือยังไปไม่ถึงสิ่งที่หวัง มันก็เป็นการให้อีกแบบหนึ่ง”

มาย: “ตอน 15-16 สมัยเป็นเด็กเตรียมอุดมฯ ผมออกมานั่งที่ป้ายรถเมล์ดูผู้คน แล้วก็ถามตัวเองว่าคนเราเกิดมาทำไม อาจจะคิดถึงบ้านด้วยแหละตอนนั้น เราก็มาได้คำตอบในแบบของเราตอนอายุ 18-19 ว่าจริงๆ ก็แค่เราเกิดมาใช้ชีวิต …ต้องใช้ชีวิตส่วนหนึ่งและสร้างความสุขให้คนอื่นส่วนหนึ่ง แต่จะเวย์ไหนก็แล้วแต่บุคคล อย่างงานที่ทำอยู่ ผมคิดเหมือนโปว่าการสร้างความสุขให้คนอื่นและตัวเอง มันคือการให้ ถ้าให้อย่างจริงใจมันโคตรมีความสุขเลย มันอิ่มเอมใจมากกว่าได้รถหรูสักคัน”

อาโป: “เพราะมันจะรกบ้านไง”

มาย: “มันรกอยู่แล้ว ตอนนี้กีตาร์เต็มบ้านเลย… คือผมเป็นคนสะสมของ เวลาได้มามันมีความสุขนะ แต่ถ้าเทียบกับกับกิเลสตอนก่อนจะได้ ที่มันทำให้เราทุกข์ มันไม่เท่ากันเลย แต่ถ้าได้ให้คนอื่นมันคนละแบบเลย”

อาโป: “เวลาที่เราได้ให้ เราจะจำได้ว่าเราทำอะไรไปบ้าง มันไม่ใช่การทวงบุญคุณ แต่เราได้ให้อะไรใครบ้าง แล้วเขาดีขึ้นยังไงบ้าง เหมือนสมัยผมเด็กๆ ของสะสมผมไม่ค่อยมีเพราะพ่อแม่ชอบเอาไปบริจาคตอนนั้นคิดว่าทำไมไม่ถามเราก่อน พอวันหนึ่งที่เราโตมา เราก็จะเข้าใจว่าเรามีมากกว่าคนเหล่านั้นอีก ของที่เขาได้รับไปเขาต้องมีความสุขแน่เลย”

มาย: “งั้นสามแสน แค่นี้เอง แสนห้าก็ได้ พี่ไม่โลภ (หัวเราะ)”

แล้วคุณสองคนได้ให้อะไรกันเองหรือยัง

อาโป: “ให้ๆ เคยให้รองเท้าพี่มาย รู้สึกว่าของที่ไม่ได้ใช้เราก็แค่เก็บไว้ แต่ถ้าให้คนอื่น เขาคงได้ใช้มากกว่าเรา แล้วมันก็ทำให้เรามีความสุขที่ได้ให้ แล้วมีครั้งหนึ่งพี่มายให้หมวกผม”

มาย: “ผมชอบใบนั้นมาก ซื้อมาแพงด้วย เก็บอย่างดี แต่มันไม่ได้ใช้ มันควรไปอยู่กับคนที่เหมาะ ซึ่งมันเหมาะกับเขา แต่สุดท้ายแล้วมันไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของก็ได้นะ ผมชอบให้ความรู้สึกออกไป ให้รอยยิ้ม ความรู้สึกมันให้ง่ายที่สุด” 

– ตั้งใจกับอาชีพนี้อย่างไร

อาโป: “โปมีหลายความฝันมากครับ นักแสดงก็เป็นหนึ่งในความฝัน ซึ่งทุกวันนี้ก็ได้ทำแล้ว ส่วนอนาคต… คือจริงๆ พื้นฐานโปเป็นคนตั้งใจ อยากทำงานกับคนที่ตั้งใจและรักในงานนี้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศ”

มาย: “ในฐานะนักแสดง แค่รู้สึกว่าได้ทำหน้าที่ตรงนั้นออกมาให้ดีที่สุด มันก็ดีมากสำหรับผมแล้ว เพราะทำให้เราเอ็นจอยโมเมนต์ตรงนั้นและงานที่ออกมาก็จะดี เหมือนสมัยที่ผมทำเพลง หลายคนชอบแซวว่าไม่ดังแต่ผมก็ไม่อะไร เพราะมันมีคนที่ชอบจริงๆ เขาเข้าใจในสารที่เราส่งออกไป งานแสดงก็เหมือนกัน ส่วนเงินทองชื่อเสียง ต้องการไหม มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันไม่ใช่ priority แรกๆ”

อาโปให้สัมภาษณ์ว่า “ชีวิตเริ่มต้นตอน 30” ทำไมรีบจัง

อาโป: “มันเป็นช่วงที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่าน ก่อน 30 เราได้ทดลองสิ่งต่างๆ พอ 30 เราน่าจะรู้แล้วว่าชอบอะไร ในมุมมองโปนะ ความฝันเราเยอะมาก แต่หนึ่งในนั้นคือการเป็นนักแสดง อย่างน้อยเราก็ได้ทำตามความฝันเราและมันเห็นเส้นทางที่ชัดเจน ก็โฟกัสไปเลย ถ้าอายุมากกว่านี้สักสิบปีอาจจะช้าไป แรงพลังมันจะตกไปตามอายุ ผมว่า 30 เป็นอายุที่สนุกและมันที่สุด ถ้าเราล้มอีกครั้งตอน 30 เราก็ยังมีแรงลุกแล้วพี่มายล่ะ คิดว่า 30 เริ่มต้นชีวิตปะ”

มาย: “ต้องถามว่าเริ่มต้นอะไร สำหรับพี่มันเริ่มต้นตั้งแต่ออกจากท้องแม่แล้ว แต่เข้าใจที่โปบอกนะ ผมว่ามันอยู่ที่ว่าการเริ่มต้นของแต่ละคนหมายถึงการเริ่มต้นอะไร บางคน 40-50 เขาอาจจะพลาดอะไร แล้วต้องลุกขึ้นใหม่ก็ได้ แต่มันเจ็บและเหนื่อยกว่าไหม ก็แน่นอน”

มีแนวคิดในการใช้ชีวิตไหม

มาย: “ผมว่าไม่มีอะไรเพอร์เฟ็กต์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมจะดูสิ่งที่ดีที่สุดและแย่ที่สุด แล้วมาพิจารณาตรงกลาง มันมีองค์ประกอบมากมาย คนมักมองว่าเหรียญมีสองด้าน แต่จริงๆ ผมว่ามีมากกว่าสองอย่างกระดาษยังมีขอบเลย ซึ่งด้านที่สามเนี่ยคมที่สุด เราสามารถใช้กับสิ่งที่เราต้องการทำได้ นี่แหละแนวคิดผม”

อาโป: “โห จริงจังจริงๆ เป็นคนช่างอธิบายจริงๆ ด้วย”

“ก็คุณเขาเป็นคนมี #MileSet ไง” 

อาโป: “(หัวเราะ) สำหรับโป There is nothing that perseverance cannot win… ไม่มีความพยายามไหนไม่สำเร็จ แต่จะสำเร็จในแง่ไหนก็อีกเรื่องนะ บางทีแค่ได้ทำก็สำเร็จแล้วนะ เหมือน KinnPorsche The Series ขอบคุณแฟนๆ ที่รอดู เลยประสบความสำเร็จ แต่ต่อให้ไม่ประสบความสำเร็จ เราก็มีความสุขที่ได้ทำ”

– สุดท้ายแล้ว คิดว่าความเท่ของอีกฝ่ายอยู่ตรงไหน

อาโป: “ผมว่าเขาเท่ตรงที่ความใส่ใจ และเป็นคนน่ารัก แต่เขาไม่ชอบโชว์ เห็นไหม รอยยิ้มเขามันคอนทราสต์กับท่านั่งและการแต่งตัว”

มาย: “(หลังจากเขินไปห้าวินาที) สำหรับโป ความใส่ใจรายละเอียดนี่แหละ อาจจะเป็นทักษะหนึ่งที่ได้มาจากการเป็นนักแสดง และมันเป็นตัวเขา มันหายากสำหรับคนทั่วไป ซึ่งผมว่ามันเจ๋งดีครับ” 

สามารถติดตาม KinnPorsche The Series La Forte ออนไลน์เวอร์ชั่นเอ็กซ์คลูซีฟ

แบบ Uncut บนแอป iQiyi (อ้ายฉีอี้) และเว็บ www.iQ.com ท่ีเดียวเท่านั้น

Photographer: Thanut Treamchanchuchai

Fashion Editor: Watcharachai Nun-ngam

Writer: Pimpilai Boonjong 

Makeup: Chakkapong Phialah

Hair: Weerasak Kaewchuay

Stylist Assistant: Yawanad Plandee

Photographer Assistant: Chudchpong Amnponrat

Special Thanks: Lennon’s @Rosewood Bangkok






Other Articles