Friday, July 1, 2022

“The Next Era” DIOR : Autumn-Winter 2022-2023 Collection

ครั้งหนึ่งที่มิสเตอร์ดิออร์เคยสร้าง New Look จากคอลเลกชั่นแรกที่มี Bar jacket ครั้งนี้ Maria Grazia Chiuri ก็ได้สร้างนิวลุคให้กับแจ็คเก็ตบาร์ ซึ่งถึงแม้จะต่อยอดออกมามากมายเพราะนี่คือดีเอ็นเอของ Dior แต่ทว่าครั้งนี้คิอูริ พาเราไปสู่อนาคต ด้วยการปรับเปลี่ยนต่อยอดบาร์แจ็คเก็ตที่ไม่เหมือนที่แล้วๆ มา

เปิดโชว์ด้วยบอดี้สูทที่มีหลอดไฟขดไปตามตัวเอสร้างการับรู้ว่าเราจะไปสู่ห้วงแห่งอนาคต และลุคที่ 2 ก็ตอกย้ำด้วยการต่อยอดมาจาก Bar jacket ที่ดิออร์ร่วมกับ D-Air lab ทำขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีที่ผ้าจะมีปฏิกิริยากับอุณหภูมิของร่างกาย ถ้าคนสวมรู้สึกร้อนเสื้อก็จะทำให้เย็นสบายขึ้น แต่ถ้าคนสวมรู้สึกหนาวเสื้อก็จะทำให้อุ่น และรูปลักษณ์ที่เห็นภายนอกได้ผ่านขบวนการคิดที่พลิกกลับเอาด้านในของแจ็คเก็ตบาร์ออกมาข้างนอก หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าการที่เสื้อตัวนี้อยู่เป็นทรงได้เพราะมีเบาะหนุนอยู่ด้านใน ดังนั้นเราจึงให้ความล้ำในลุคอื่นๆ อีกไม่ว่าจะเป็นที่หนุนไหล่ซึ่งพองตัวเองได้หลักการคล้ายกับชูชีพบนเครื่องบิน แต่ดีไซน์ให้เป็นองค์ประกอบที่จะอยู่ด้านในหรืออยู่ด้านนอกชุดก็ยังดูน่าสนใจและมีการใช้สอย รวมทั้งชุดที่เสมือนเกราะอ่อนที่คนสวมเวลาเล่นกีฬาเพื่อป้องกันลำตัว แต่ถูกดีไซน์มาเพื่อการสวมใส่เป็นแฟชั่น สร้างลุคที่แตกต่างแต่แน่นอนย่อมใช้สอยได้ นอกจากนี้ยังจับเอาถุงมือสำหรับนักแข่งรถมาเป็นแรงบันดาลใจให้สร้างสรรค์ถุงมือสำหรับสาวดิออร์ให้เสริมลุคสาวแกร่ง และมีสไตล์

ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือรองเท้าที่พัฒนามาจากรองเท้าส้นเตี้ยหัวตัดสุดคลาสสิกที่ Roger Vivier ออกแบบให้ดิออร์ แต่มาคราวนี้มาแบบปรับโฉมใหม่ให้ดูหรูหรามากยิ่งขึ้น สวมกับถุงเท้าที่ออกแบบมาพิเศษเสริมดีไซน์ซึ่งกันและกัน ถุงเท้าสูงที่ปักถักทออย่างวิจิตร บอกเลยว่าเต็มเครื่องเต็มแม็กซ์เต็มโชว์จริงๆ

มาเรีย กราเซีย คิอูริ ก็ได้กล่าวว่าคนคิดถึงเรื่องเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสาร เพื่อของใช้ที่จะทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น แต่ไม่ค่อยคิดเรื่องเทคโนโลยีสำหรับแฟชั่น ซึ่งเราอาจจะคิดว่าดีไซน์ของเธอทำให้ใกล้เคียงกับเสื้อผ้าในจินตนาการของโลกอนาคตหรือคอสตูมในหนังไซไฟ แต่เธอไม่ได้ดีไซน์ด้วยความตั้งใจเช่นนั้น แต่เป็นการทำเพื่อจะตอบคำถามว่าเทคโนโลยีจะมาเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นได้อย่างไร

ส่วนสถานที่จัดแสดงแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ตกแต่งตามแนวคิดของ Mariella Bettineschi ศิลปินแฟมินิสต์ของอิตาลี เป็นงานศิลปะที่ชื่อ The Next Era ซึ่งคิอูริ ขอนำมาตั้งเป็นชื่อคอลเลกชั่นนี้ด้วย ภาพหญิงสาวจากงานศิลปะในศตวรรษที่ 16-19 ที่โด่งดังหลายภาพเราก็คุ้นกันดี แต่พวกเธอมี 4 ตาซ้อนกันซึ่งเหมือนการเบิกการรับรู้ไม่ต่างกับเราตอนนี้ที่จะต้องจ้องมองโทรศัพท์มือถือและก็ต้องมองไปข้างหน้าสลับกัน คือการรับรู้ของคนในอนาคตเราก็ไม่ได้มองแบบสองตาแต่เรามองแบบสี่ตาจริงๆ คือมีสิ่งที่เราต้องโฟกัสไม่ใช่แค่การมองตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว

       ส่วนนี้ก็ได้มาสะท้อนอยู่ในคอลเลกชั่นในช่วงที่เป็นงานวิจิตรปักประดับต่างๆ บางชุดเป็นผ้าไหมแบบ brocade (ผ้าตาด ผ้าไหมทอง) สีเขียวเหลือบแดงซึ่งผ้าตาดนี้นิยมกันมากในยุคเรอเนสซองส์อันเป็นยุคสมัยที่มาของงานศิลป์ซึ่งหญิงสาวในภาพก็มักจะแต่งกายด้วยผ้าไหมอย่างดีรวมทั้งผ้ากำมะหยี่ ผ้าลูกไม้ซึ่งนำมาสร้างเป็นซิลลูเอทใหม่ๆ ประกอบกับงานดีไซน์ของ D-Air lab ที่เป็นส่วนของประดับที่เสมือนเครื่องป้องกันตัว ซึ่ง D-Air lab มีผลงานออกแบบให้บริษัทผลิตเครื่องกีฬา ของประดับเหล่านี้จะมีฟังก์ชั่นไม่ได้มาเสริมลุคอย่างเดียว และเราสามารถนำไปผสมผสานกับลุคอื่นๆ ได้อีกด้วย    

แต่มาเรีย กราเซีย คิอูริ ไม่ได้ใช้ซิลลูเอทของเครื่องแต่งกายยุคนั้นมาใช้ หากแต่ยืนพื้นบนดีเอ็นเอของดิออร์ รวมทั้งชุดสูทกางเกงที่เธอรังสรรค์มาอย่างสม่ำเสมอ และคงแนวคิดพลิกข้างในกลับมาด้านนอก อย่างบางชุดที่เป็นบัสเตียร์สวมทับบอดีสูทลูกไม้สีดำ กระโปรงทรงตรงความยาวแบบมิดี(คือความยาวของกระโปรงชุดบาร์แจ็คเก็ต)แต่ประดับด้วยผ้าระบายเป็นชั้นๆ ซึ่งการติดระบายแบบนี้ถ้าอยู่ด้านในก็จะช่วยให้กระโปรงเป็นทรงพองสวย แต่มาอยุ่ด้านนอกก็เป็นกระโปรงที่ระบายเป็นแถบชั้นๆ ซึ่งชุดส่วนใหญ่ที่เป็นลูกไม้สีดำแม้จะแลลอด(see through)บ้าง แต่ไม่ได้ทำเพื่อให้ดูเซ็กซี่เป็นหลักเพราะจะมีชิ้นส่วนอย่างคอร์เซ็ตที่ดีไซน์แยกชิ้นมาสวมทับช่วงลำตัวหรือเอว หรือมีงานดีไซน์ของ D-Air Lab มาสวมตกแต่ง

       ที่จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้ก็คือกระโปรงพีทแบบ sun ray ต้องบอกว่านี่คือพลีทแบบดั้งเดิมของกระโปรงนิวลุคหรือกระโปรงที่เข้าคู่กับบาร์แจ็คเก็ตก็เป็นพลีทแบบนี้ แต่มาคราวนี้มาเรีย กราเซีย คิอูริ กลับทำเป็นพลีทที่ไม่เท่ากัน คือมีใหญ่และเล็กและเป็กนระโปรงพันทบกันที่ชายของกระโปรงก็ไม่เท่ากันด้วย เป็นอีกซิลลูเอทหนึ่งของกระโปรงที่น่าสนใจมาก เพราะสวมแล้วเหมือนมีหลายเลเยอร์ อีกทั้งยามเคลื่อนไหวพลีทที่ไม่เท่ากันทำให้เกิดความน่าสนใจ เป็นอีกดีไซน์หนึ่งที่จะเป็นภาพจำของดิออร์ และการทำชายกระโปรงไม่เท่ากันก็ยังเป็นมาตรฐานของดีไซน์อื่นๆ ที่ไม่ใช่กระโปรงพลีทด้วย

เราเห็นผ้าทอผ้าพิมพ์ลายวิจิตรสวยงามที่ใช้กับคอลเลกชั่นนี้เกิดจากการคิดค้นด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ใช่แค่ผ้าที่ปรับอุณหูมิได้เอง ยังมีผ้าที่กันน้ำคือใส่แล้วเดินผ่าฝนปรอยๆ โดยไม่ต้องกลัวว่าชุดจะพัง โดยที่เนื้อผ้านั้นดูหรูหราและไม่ใช่ผ้ากันน้ำแบบเดิมๆ ที่ดูไม่น่าสวมใส่ จะเห็นว่า มาเรีย กราเซีย คิอูริ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก

การเปิดโชว์ด้วยบอดี้สูทที่มีเส้นไฟที่เรืองแสงได้ขดไปตามตัวจึงไม่ใช่เป็นการเปิดสู่โลกอนาคตที่เหมือนนิยายไซไฟ แต่เป็นการบอกว่าอีกยุคสมัยหนึ่งของแฟชั่นกำลังจะมาถึง ในยุคที่ฟังก็ชั่นไม่ได้เป็นสิ่งแปลกปลอมหรือทำให้ความหรูหราทั้งรูปทรงและการสัมผัสของชุดนั้นเสียไป เราไม่ต้องแต่งตัวเป็นผู้คนในจินตนการของภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เมื่อศตวรรษก่อน แต่เราก็แต่งตัวเฉกเช่นแฟชั่นที่หมุนวนไปเพียงแต่ว่าการใช้สอยนั้นแตกต่างไปจากชุดในยุคก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง    

Other Articles