Saturday, July 2, 2022

Smell of teen spirit. Louis Vuitton Fall/Winter 2022-23

ถ้าแทงกั๊กจากรูปสถานที่จัดโชว์ที่เป็นนาฬิกาอันเป็นหมุดหมายของปารีสก็คงคิดว่าจะเป็นคอลเลกชั่นแนว Gilded age. หรืออะไรทำนองนั้น แต่งานนี้ถูกกินเรียบ เพราะ Louise Vuitton พาเรากลับไปหากลิ่นอายของวัยรุ่นยุค 90’s ที่แฟชั่นถูกทิ้งบอมบ์ด้วยเทรนด์กรันจ์และก็หายวับไปในชั่วไม่กี่เดือนเพราะมหาชนไม่ขานรับ แต่ Nicolas Ghesquière คงไม่ซ้ำรอยแห่งความพินาศเช่นนั้น เขาจับเอาความเป็น 90’s มาทำใหม่ในแบบของเขา

นับเป็นครั้งแรกที่มีการจัดแฟชั่นโชว์ขึ้นในโถงของ Musée d’Orsay ที่ไม่สมฐานะของมิวเซียมจริงๆ ก็คงไม่อนุญาตให้มีการจัดงานขึ้นในนี้ โดยภาพที่เผยแพร่ออกมาก่อนจะถึงวันจัดงานจะเป็นภาพนาฬิกาของมิวเซียมแห่งนี้ที่เป็นภาพจำของคนทั้งโลก แน่นอนว่าหลายคนต้องคาดเดาแล้วว่าน่าจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับเวลาเข้ามาในคอลเลกชั่นนี้  ซึ่งไม่ผิดแต่ก็ไม่ได้คาดเดาได้ง่ายๆ เป็นเรื่องของเวลาแต่เป็นช่วงเวลาและไม่ได้ผสมผสานหลายยุคสมัยหรือย้อนไปไกลเหมือนอย่างคอลเลกชั่นก่อนหน้านั้น เพราะคราวนี้แกนหลักๆ อยู่ประมาณช่วง 90s แต่เป็นเรื่องราวของวัยรุ่นในยุคนั้น

Nicolas Ghesquière นำเอาช่วงเวลาที่สวยงามของวัยรุ่นมาตีความเชื่อมโยงกับเวลา โดยยังต่อยอดซิลลูเอทที่เหมือนเป็นเอกลักษณ์ของดีไซน์จากตัวเขาอย่าง frock coat แบบหลุยส์ 16 ที่มีช่วงล่างผายออกและความยาวระดับเข่าที่เจสกิเยร์ พัฒนาออกมาเรื่อยๆ หลายคอลเลกชั่นต่อเนื่องกันแล้ว แต่ครั้งนี้มาเป็นแจ็คเก็ตหนัง หรือการทำแจ็คเก็ตทรงโอเวอร์ไซส์จากผ้าที่ใช้ตัดแจ็คเก็ตของผู้ชาย โดยการเปิดโชว์ด้วย จอง โฮยอน นางแบบและนักแสดงชาวเกาหลีที่ฮ็อตที่สุดตอนนี้แล้วที่มาในลุคเสื้อเชิ้ตกับกางเกงทรงหลวมลายทางสวมทับด้วยแจ็คเก็ตหนังตัวโคร่ง สะดุดตาด้วยเนคไทลายและสีจัดจ้านเหมือนไปหยิบของคุณพ่อสมัยเป็นวัยรุ่นมาใส่ แน่นอนว่าดูมาสคิวลีน แต่ไม่ใช่เป็นการหยิบเสื้อผ้าของแฟนหนุ่มมาใส่ซึ่งยุค 90’s สาวมหาลัยนิยมเอาแจ็คเก็ตหรือเสื้อทีมของแฟนหนุ่มมาใส่กึ่งเป็นการประกาศความเป็นเจ้าของกลายๆ แต่ก็ทำให้เป็นแฟชั่นฮิตที่สาวไหนไม่มีแฟนหนุ่มก็ไปหาแจ็คเก็ตแบบนี้มาใส่ได้ตามร้านขายของประจำมหาวิทยาลัย

       แต่ของ Louis Vuitton เป็นคอนเซ็ปต์เปิดตู้แต่งตัวของแฟนก็จริงแต่การคัตติ้งการฟิตติ้งทุกอย่างเป๊ะเป็นซิลลูเอทที่เจสกิเยร์ อยากจะเป็นสาวๆ ของวิตตองสนุกกับการเอาความเป็น 90’s มาเล่นและสร้างลุคใหม่ โดยเขาเลือกใช้ภาพถ่ายของ David Sims ช่างภาพสุดฮ็อตในยุคนั้น มาทำคอลลาจลงบนผ้าที่ตกแต่งด้วยการปักและใช้เทคนิคต่างๆ เสมือนเป็น scrapbook บันทึกเรื่องราวของวัยรุ่นยุคนั้น แต่อย่าคิดว่าเขาจะเอาเสื้อผ้าของหนุ่มสาวมหาวิทยาลัยสมัยนั้นที่นิยมรื้อกองเสื้อผ้ามือสองมามิกซ์แอนด์แมช หรือเอาการแต่งตัวของร็อคเกอร์สมัยนั้นที่นิยมเสื้อยืดสวมทับด้วยเชิ้ตลายตาราง  และหมวกบีนนี(ถักจากไหมพรม)มาทำใหม่โดยใช้วัสดุที่หรูหราขึ้นแบบกรันจ์ ซึ่งวิธีนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุหนึ่งที่เทรนด์กรันจ์ไม่ฮิตเพราะลุคเป็นเสื้อผ้าร้านมือสองแต่ทำใหม่ด้วยวัสดุสุดหรูทำให้มีราคาแพงเว่อร์ทั้งๆ ที่ภาพที่เห็นก็คล้ายๆ กันกับของมือ แต่ของ Louis Vuitton ต้องบอกว่าดูเผินๆ มีกลิ่นอายยุคนั้น แต่ดูละเอียดแล้วทุกอย่างคือแค่การยืมซิลลูเอทของยุคนั้นมาตบแต่งใหม่ทั้งหมด และวัสดุที่ใช้ก็หรูหราสุดโต่ง เลยทำให้ทั้งคอลเลกชั่นไม่มีกลิ่นอายของกรันจ์แม้แต่น้อย แต่ทว่าเป็น 90’s ที่ลักชัวรีมากๆ แต่ละลุคสามารถจับแยกชิ้นออกมาเป็นต่างชิ้นที่น่าสนใจ จะไม่สวมทั้งลุคก็ได้ ที่น่าสนใจก็คือแจ็คเก็ตที่มาทั้งแจ็คเก็ตบอยเฟรนด์ทรงไหล่ใหญ่ตัวยาวเอามาใส่เป็นเดรสได้ หรือแจ็คเก็ตแบบยุคอาร์ตเดโคที่ทำตัวใหญ่ดูเป็นกึ่งๆ โค้ตกลายๆ เรียกว่าเป็นการเล่นกับสัดส่วนของคนสวมด้วยดีไซน์โอเวอร์ไซส์แบบตั้งใจ จึงไม่ใช่ชุดที่หลวมโพรก นี่แหละคือดีไซน์ ไม่ใช่เป็นการไปค้นเอาเสื้อผ้าเก่าย้อนยุคมาทำสไตล์

       นอกจากนี้ยังมีชุดเดรสแบบ apron ที่เป็นทรงยอดฮิตของเจสกิเยร์ ในครั้งนี้ทำจากผ้าทวีดทอลายสวยโดยมีกระเป๋าใบใหญ่สองข้างอันเป็นเอกลักษณ์ดีไซน์ของเขาโดยสวมทับกับตัวในเป็นเชิ้ต์แบบต่างๆ ไม่ได้ดูเป็นเบบี้ดอลเพราะลุคของเขาจะมีความสตรอง สาวมั่นใจที่มีความชอบของตนเองที่โดดเด่น อย่างชุดกางเกงกับแจ็คเก็ตที่ผูกเนคไทขนาดใหญ่นั้นก็ไม่ใช่เธออยากจะเป็นผู้ชาย แต่เธอต้องการแสดงออกถึงความแกร่งและความมาดมั่นไม่แฟมินีนจ๋า แต่ถ้าอยากจะหรูขึ้นมาก็เลือกแจ็คเก็ตตัวใหญ่กึ่งโค้ตสวมทับที่ขนาดของเสื้อที่สวมจะทำให้เธอยิ่งดูตัวเล็กบอบบาง ทว่ามีความแกร่ง เป็นความย้อนแย้งที่ถูกออกแบบไว้ในทุกรายละเอียดเพราะผู้หญิงวิตตองไม่จำเป็นต้องมีภาพด้านเดียวแบบแบนๆ ต้องมีมิติให้น่าทึ่งเสมอ

       ส่วนชุดกระโปรงที่ควรแสนจะแฟมินีนก็ได้ถูกปรับให้มีสัดส่วนที่ทำให้คนใส่ดูสมาร์ทไม่ยั่วเพศอย่างเดรสที่มีด้านบนแบบ halter top นึกถึงชุดสีขาวที่มาริลีน มอนโร ไปยืนให้กระโปรงพัดตรงท่อระบายอากาศของรถใต้ดินสิ แต่ถูกนำมาจัดสัดส่วนใหม่ ชายกระโปรงสั้นจนแทบจะเป็นกระโปรงมินิ เอวคอดกิ่วแต่ส่วนสะโพกมีการหนุนให้พองออกมาแบบชุดที่มีสุ่มอยู่ข้างใต้ แต่สวมเดรสนี้ทับสเว็ตเตอร์คอแหลมหรือคอเต่าแขนยาวเท่านี้ก็ดูเป็นสาวมั่นไม่ใช่สาวสะออนแล้ว

       ต้องอบกว่าคอลเลกชั่นนี้ผสมผสานกันสนุกมาก และแจ็คเก็ตหรือโค้ตตัวสั้นคือสวยน่าสนใจหลายชิ้น และที่ต้องจับตาคืองานคอลลาจที่ตกแต่งบนชุดโดยใช้ภาพถ่ายบุคคลผสมผสานกับเทคนิคงานฝีมือต่างๆ ส่วนกระเป๋าก็คือพลาดไม่ได้จริงๆ เพราะมีการทวิสต์เอาหีบเดินทางมาทำเป็นกระเป๋าถือแต่คราวนี้มาในทรงใหม่ หรือกระเป๋าโนเอ้(ที่เราเรียกกันติดปากว่าทรงขนมจีบ)ก็กลับมาในสีแทนที่เชื่อว่าจะเป็นกระเป๋ายูนิเซ็กส์ได้ไม่ยาก ส่วนรองเท้าจะเป็นแตะปลายตัดปลายเปิด และรองเท้าบู้ทสูง(ตัวบู้ต)ดีไซน์ไม่หวือหวาน่าจะเก็บไว้เป็นดีไซน์ไอคอนในอนาคต

       เป็นการรวมรวมเอาจิตวิญญาณของวัยรุ่นยุค 90’s ที่แก่นเซี้ยวมาไว้อย่างถึงเครื่องไม่มีตกหล่นแต่ก็นำมาดีไซน์ให้เป็นรูปลักษณ์ใหม่ที่ผสมผสานยุคสมัยต่างๆ ไว้เพราะเป็นโครงชุดที่คนจดจำว่าเป็นผลงานของเขาไปแล้ว โดยการต่อยอดให้มีกลิ่นอายตามธีมของคอลเลกชั่นได้อย่างน่าสนใจ เวลาอาจจะเปลี่ยนผันแต่แฟชั่นที่หมุนเวียนแม้จะกลับไปจับเอากลิ่นอายของยุค 90’s แต่เราก็คงไม่เห็นแฟชั่นแบบนี้ในยุคนั้นเพราะนี่คือความเป็น 90’s ในต้นศตวรรษใหม่ที่ทำออกมาได้น่าทึ่ง

Other Articles