Saturday, July 2, 2022

นิชคุณ หรเวชกุล กับการพลิกบทบาทครั้งสำคัญ

เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่เราได้ติดตามการเดินทางของ นิชคุณ หรเวชกุล นับตั้งแต่เดบิวต์เป็นหนึ่งในสมาชิกวง 2PM ในสังกัด JYP Entertainment การใช้ชีวิตทางกลางแสงสปอตไลต์ทำให้นักร้องและนักแสดงหนุ่มวัย 33 คนนี้เติบโตขึ้นทั้งในด้านความสามารถ ตัวตนและความคิด 

นิชคุณอัพเดทชีวิตให้ฟังเมื่อเดินทางกลับมาที่ประเทศไทยว่า “ก่อนหน้านี้ ผมเพิ่งกลับมาจากประเทศจีน ผมไปถ่ายรายการที่นั่นอยู่ประมาณห้าเดือน เป็นรายการแข่งขันร้องเพลง ถ้าถามว่าตอนนี้ชีวิตผมช่วงนี้ให้เวลากับดนตรีหรือแสดง ผมว่าก็ยังไปทางด้านดนตรีมากกว่านะ” 

เมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว เขากับเพื่อนๆ ร่วมวงอีก 5 คน (จุนเค, แทคยอน, อูยอง, จุนโฮ และชานซอง)  ได้กลับมารวมตัวกันครั้งแรกในรอบ 5 ปีเพื่อทำอัลบัมชุดที่ 7 ในชื่อว่า MUST  ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างอบอุ่นจากคอเพลงและเหล่า ฮอตเทส  แต่นอกจากงานเพลงแล้ว นิชคุณก็ยังมีผลงานอื่นให้เราได้ติดตามกันด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ‘Cracked ภาพหวาด’ ภาพยนตร์ไทยลำดับที่ 4 ของเขา  

ภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องนี้ซึ่งเริ่มถ่ายทำกันในปี 2019 เป็นการประกบคู่กันครั้งแรกระหว่างนิชคุณ กับ แพต-ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช นักแสดงหญิงมากความสามารถ โดยนิชคุณรับบททิม ช่างซ่อมภาพวาดที่ต้องเผชิญหน้ากับความลี้ลับของภาพวาดอาถรรพ์ในบ้านของซิงเกิ้ลมัมอย่างรุจาซึ่งรับบทโดยแพต-ชญานิษฐ์  เรียกได้ว่าเป็นการพลิกคาแร็กเตอร์ และฉีกภาพลักษณ์หนุ่มหน้าใสของเขาที่เราคุ้นเคยเลยทีเดียว  

“ผมว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือทำอะไรก็แล้วแต่ มันต้องมีความท้าทาย” นิชคุณบอก “ไม่อย่างนั้น เราจะไม่มีพื้นที่ในการเติบโตหรือพัฒนาตัวเอง ทุกโปรเจ็กต์ที่ผมรับ ถ้ามันไม่ท้าทายตัวเองมันก็จะไม่สนุกในการทำงาน”  

-อายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้พลังความคิดสร้างสรรค์ของคุณเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนไหม 

“ผมว่าพลังความคิดสร้างสรรค์มันเกิดจากอิสระครับ ผมว่าพอเราอายุเพิ่มมากขึ้น มันมีอิสระในการคิด ในการใช้ชีวิตมากขึ้น บวกกับประสบการณ์ที่ผ่านๆ มา มันทำให้มองเห็นอะไรหลายด้านมากขึ้น แล้วการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตผลงานที่มีความป็นศิลปะ  มันสำคัญมากที่เราจะไม่ยึดติดกับสิ่งที่คนอื่นเคยทำมา”

-ถ้าจำเป็นต้องเลือกระหว่างทำในสิ่งที่คนเข้าถึงได้ง่ายกับการทำอะไรล้ำๆ 

“ผมว่ามันผสมกันนะ แต่ส่วนใหญ่เวลาทำอะไร ผมเลือกทำในสิ่งที่มันมีความหมายตัวและท้าทายตัวเอง คือทำในสิ่งที่เรารู้สึกตื่นเต้น  เกิดแรงบันดาลใจ เป็นแรงผลักดันให้เราพยายามอย่างหนักเพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด ผมพยายามไม่ทำในสิ่งที่คนอื่นเขาทำกัน อย่างอะไรที่เป็นเทรนด์ ผมจะเลือกอะไรที่มันยูนีคหน่อย และมีความหมายต่อชีวิตผมมากกว่าทำเพื่อให้คนอื่นพอใจ เราต้องทำให้ตัวเองพอใจก่อน” 

-แล้วอย่างโปรเจ็กต์ล่าสุด ‘Cracked ภาพหวาด’ มันท้าทายสำหรับคุณอย่างไร อะไรทำให้ตัดสินใจรับโปรเจ็กต์นี้ 

“ถ้าพูดถึงบทบาทการแสดงก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่ผมจะได้บทที่เน้นความสดใส มาดคนรวย แฮปปี้ ดูมีความสุข จนมาเรื่อง Cracked ภาพหวาด’  มันเป็นหนังผีและฉีกไปจากภาพเดิมของผม  ก็เลยรู้สึกว่ามันน่าลอง ทีมงานติดต่อผมตั้งแต่เมื่อปี 2018  พออ่านบทบรรยายคาแร็กเตอร์  ผมก็ตอบตกลงเลย ตอนนั้น พี่ท็อป-สุรพงษ์ เพลินแสง ผู้กำกับ บินมาเจอผมที่เกาหลี เพราะผมเองก็กังวลว่าจะทำให้คนเชื่อในบทบาทได้ยังไง  พี่ท็อปบอกว่าอยากได้นิชคุณแต่ไม่ใช่นิชคุณ  คือผมต้องดูเป็นคนอื่นเลยเวลาอยู่ในหนัง ซึ่งผมว่ามันก็ยากนะเพราะผมก็เป็นตัวผมมาสามสิบกว่าปีแล้ว ตอนนั้นผมไม่มั่นใจเลย แต่พี่เขาบอกว่าถ้าผมทุ่มเทกับบทนี้ พี่ว่าไปด้วยกันได้” 

-ต้องเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษบ้างไหม

“ก่อนถ่ายเราก็บินมาเวิร์กช็อปกันครับ มีทั้งเวิร์กช็อปเรื่องบทของตัวเอง การแสดงกับแพท การเพนต์และซ่อมภาพ ตอนที่เล่นเรื่องอื่นๆ ส่วนใหญ่จะเวิร์กช็อปในเรื่องเคมีกับนักแสดงคนอื่นๆ เป็นหลัก แต่สำหรับเรื่อง Cracked มันเครียด มันต้องดึงความกลัว ความโกรธออกมา มันมีแต่ความดาร์กๆ ทั้งนั้น ผมว่ามันเป็นการเรียนรู้อีกขั้นหนึ่งในด้านการแสดงของผม แล้วยิ่งได้มาเจอน้องแพต ซึ่งเป็นนักแสดงที่เก่งมาก เขาทุ่มสุดตัวจริงๆ อย่างฉากที่เขาโดนมัด เขาบอกให้มันสมจริงเลย เจ็บก็เจ็บ หรือตอนที่ผมต้องดึงเขา เขาบอกแรงๆ ได้เลย  มันเป็นการถ่ายทำที่สนุก แต่ก็เหนื่อยและเครียดมากจริงๆ คือก่อนถ่ายต้องนั่งกันคนละมุม  ไม่คุยกันเลย  เพราะในชีวิตจริงเราขี้เล่นมาก ชอบแกล้งกัน ถ้ามาเล่นกันระหว่างซีนมันจะเอเนอร์จี้และความรู้สึกมันดร็อปลง”

-เรื่องนี้ต้องเปลี่ยนลุคให้เข้มขึ้นด้วยใช่ไหมคะ

“เพราะผู้กำกับอยากให้ไม่ดูเป็นนิชคุณนี่แหละครับ การไว้หนวดไว้เคราก็น่าจะมีวิธีเดียวล่ะครับ  ไม่งั้นคุณคงต้องโกนหัวแล้ว  (หัวเราะ)  ในเรื่องนี้ ดูโทรมมาก ซึ่งไม่เคยเป็นลุคนี้มาก่อน ก็เรียกว่าไปสุดขั้วของหนังสยองขวัญ และความดิบของการแสดงด้วย”

-แล้วการแสดงเป็นนักอนุรักษ์ภาพต้องทำอะไรบ้าง

“ผมต้องเรียนเบสิคการวาด การจับดินสอ แต่มันไม่มีฉากที่ผมต้องวาดจริงๆ  แต่เราก็ต้องรู้จักอุปกรณ์ต่างๆ แล้วผมก็ทำการบ้าน ดูสารคดีเกี่ยวกับการซ่อมรูปเก่าๆ ของพิพิธภัณฑ์  (มีสกิลด้านศิลปะอยู่แล้วไหม) ผมชอบวาดรูปนะ แต่ไม่ได้เก่งอะไรนะ พอผมเคยให้เรียนตอนอยู่ที่เมืองไทยก่อนจะไปเมืองนอก ก็ได้เอาสกิลมาใช้บ้างนะ ผมเคยดีไซน์โลโก้ 2PM เวลามีคอนเสิร์ต แล้วก็มีวาดภาพเล่นบ้างเพราะที่บ้านมีแคนวาสอยู่เยอะครับ แต่ไม่ได้วาดบ่อยครับเพราะขี้เกียจ (หัวเราะ)”

-แล้วมาแสดงหนังผีแบบนี้ เป็นคนกลัวผีหรือเปล่าคะ

“ใจหนึ่ง ผมเชื่อว่าผีมีจริง แต่ก็จะไม่เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ถ้าไม่เห็นกับตา แต่จุดหนึ่งก็ไม่ได้อยากจะเห็นกับตาแบบชัดๆ  มีความอยากรู้ แต่ไม่ได้อยากพิสูจน์ มันคงคล้ายเรื่องมนุษย์ต่างดาว แต่ผมก็ไม่ได้กลัวผีขนาดนั้นจนขนาดอยู่คนเดียวไม่ได้ เพราะผมเองต้องเดินทางไปที่ใหม่ตลอดเวลา ถ้ากลัวผีก็คงจะแย่”

-ในชีวิตจริง คุณเป็นคนชอบทำอะไรเสี่ยงๆ ไหม 

“ผมลุย แต่ผมไม่พยายามทำอะไรที่เสี่ยงที่มันจะเกิดอะไรร้ายแรง อย่างบันจี้จัมป์ (หัวเราะ) ผมขอไม่เล่นดีกว่า  ผมว่าไปนั่งโรลเลอร์โคสเตอร์ดีกว่าถ้าอยากได้ความรู้สึกเสียวที่ได้ดิ่งลงมา เราเซฟตัวเองไว้ก่อนถ้าในเรื่องการใช้ชีวิต แต่ถ้าเป็นเรื่องงาน เราเซฟไม่ได้แล้ว เราต้องท้าทายตัวเอง” 

-ใครเป็นแรงบันดาลใจหรือพลังใจให้คุณบ้าง 

“ครอบครัวผมครับ คุณพ่อ คุณแม่ คุณยาย..ครอบครัวผมภูมิใจในตัวผมและสิ่งที่ผมทำจนมาถึงจุดนี้ นี่เป็นกำลังใจที่สำคัญมาก แล้วก็มีเพื่อนๆ ในวง 2PM ครับ เราซัพพอร์ตกันตลอดเวลาไม่ว่าใครจะทำอะไร ทั้งเรื่องงานและชีวิตด้วย  แล้วที่ขาดไม่ได้ก็คือแฟนคลับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขารักและซัพพอร์ตเราเสมอ  ถ้าเกิดเรื่องอะไร เขาก็คอยปลอบใจ ให้กำลังใจ และปกป้อง ผมจะเรียกแฟนคลับว่าแม่ เพราะเขาดูแล ให้ความรัก เป็นความรักที่บริสุทธิ์จริงๆ เหมือนที่แม่ให้ แต่แฟนๆ ก็บอกว่า ‘เรียกแม่ทำไม เด็กกว่าพี่คุณอีก’ แต่มันเป็นคำเปรียบเทียบครับ”

-10 กว่าปีผ่านไป มิตรภาพกับเพื่อนในวงยังเหมือนเดิมไหม 

“ผมว่าดีกว่าเดิมอีกครับ อย่างตอนเดบิวต์ เรารู้จักกันมาได้แค่สองปี มันหมือนว่าจู่ๆ เราโดนจับมารวมกันเพื่อให้ทำงานด้วยกัน ตอนแรกๆ มันก็มีความรู้สึกแข่งขันกันบ้างนะ  แต่มันก็ทำให้เราสนิท  เข้าใจกันมากขึ้น  รักกันมากขึ้น มันทำให้เราแกร่งขึ้น จนเราไม่ได้รู้สึกว่าเราจะต้องเป็นคนที่อยู่ข้างหน้าที่สุดก็ได้ คนที่เก่งกว่า คนที่เหมาะสมกว่าต้องอยู่หน้าเพื่ออิมเมจของวง เพื่อทำให้ 2PM ดูดีที่สุด โดยเราไม่จำเป็นต้องเด่นก็ได้ เพราะเราทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน  ผมว่าเรากลายเป็นครอบครัวไปแล้ว มันสนุกที่ได้กลับมาเจอกัน ช่วยกันคิดว่าโปรเจ็กต์หน้าเราทำอะไรกันต่อไปดี แล้วตอนนี้เราก็มีอิสระในการสร้างสรรค์มากๆ  มันเลยเป็นการเดินทางที่สนุกครับ”

-มีอะไรที่อยากทำให้สำเร็จนอกจากงานไหม

“(คิดสักพัก) ผมอยากไปเที่ยวมากเลย อยากไปต่างประเทศมากๆ ถ้าพูดถึงเป้าหมาย เอาจริงๆ ยังไม่มี แต่ถ้านอกจากเรื่องงาน ก็คงต้องเป็นเรื่องครอบครัวแล้วล่ะ แต่ตอนนี้ก็ต้องขอโฟกัสกับงานครับ”

-คุณเป็นคนที่มีพลังบวกเยอะมาก ทำไมถึงเป็นคนมองโลกในด้านบวกได้เสมอ

“น่าจะเพราะผมได้ใช้ชีวิตในหลายๆ ประเทศ ในหลายๆ วัฒนธรรม ขนาดประเทศในเอเชียด้วยกันก็ยังต่างเลย การที่ผมได้ใช้เวลากับคนในท้องที่นั้นมันทำให้ได้รู้ว่าวิธีหรือแนวคิดเราไม่ได้ถูกที่สุดในทุกๆ ที่ อย่างในไทย เราวางหนังสือบนพื้นหรือเล่นหัวกันไม่ได้  ที่เกาหลี เวลาจะส่งของให้คนอื่นก็ต้องเอามือรอง สิ่งเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ทำให้เข้าใจว่าคนมีวิธีคิดที่แตกต่างกันและทำให้เราต้องปรับตัวเพื่อแสดงว่าเราเคารพกันและกัน ผมว่าการที่ผมไปสัมผัสมาหลายประเทศมันทำให้ผมมีความคิดที่เปิดกว้างมากขึ้นครับ” 

ติดตาม ‘Cracked ภาพหวาด’ ภาพยนตร์สยองขวัญ ผลงานการผลิตของค่าย CJ MAJOR Entertainment ได้แล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์ 






Other Articles