จากเพื่อนวัยเด็กในชีวิตจริง ฟอส-จิรัชพงศ์ ศรีแสง และ บุ๊ค-กษิดิ์เดช ปลูกผล ได้โคจรกลับมาพบและประกบคู่กันครั้งแรกใน ‘ใครคืออองชองเต’ ซีรีส์แนวรักใสๆ แฝงกลิ่นอายฝรั่งเศสจากค่าย GMMTV ซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงในตอนนี้
“ถ้านับรวมเวลาช่วงมหาวิทยาลัยที่แยกย้ายกันไปเรียน เรารู้จักกันมาประมาณ 15 ปีแล้ว ตอนเด็กๆ เรานั่งรถตู้กลับบ้านด้วยกันเพราะบ้านอยู่ใกล้กัน” ฟอส-จิรัชพงศ์ ศรีแสง นักแสดงหนุ่มวัย 25 เล่าถึงมิตรภาพระหว่างเขากับ บุ๊ค-กษิดิ์เดช ปลูกผล ในวัยเท่ากัน แม้จะเห็นกันผ่านโซเชียลมีเดียอยู่บ้าง แต่ทั้งสองก็ได้กลับมาเจอกันแบบจริงๆ หลังได้รับเลือกให้แสดงในซีรีส์ ‘ใครคืออองชองเต’ ด้วยกัน บุ๊คเล่าว่า “ตอนฟอสเปิดประตูห้องเข้ามา ผมมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว ตอนแรกผมก็ตกใจนะ เป็นความบังเอิญมากๆ”
ย้อนกลับไปในช่วงเวลาก่อนที่จะมาเป็น ฟอส-บุ๊ค ในวันนี้ ฟอสเล่าให้ฟังว่า “ในภาพจำผมนะ ไอ้บุ๊คเป็นเด็กเงียบๆ นั่งนิ่งๆ ไม่ค่อยคุยกับใคร ส่วนผมจะโผงผางหน่อย แต่ช่วงห้าปีในมหาวิทยาลัยที่แยกย้ายกันไป มันคงไปผจญภัยมาแหละ ก็เลยเป็นบุ๊คที่โตขึ้น มีความโผงผางขึ้น แล้วก็กลายเป็นว่าผมจะนิ่งกว่า” ส่วนในมุมมองของบุ๊ค “ฟอสจะคิดเป็นเหตุเป็นผล แต่ผมจะใช้ความรู้สึกมากกว่า พอได้กลับมาเจอกันก็สนิทมากขึ้น รู้สึกโชคดีที่ได้เจอกัน เวลามีปัญหาหรือผิดพลาดก็คอยเตือน คอยช่วยเหลือกัน”
จะว่าไปแล้วมิตรภาพที่เกิดขึ้นในวัยเด็กของทั้งคู่ก็ฟังดูคล้ายๆ เรื่องของซีรีส์ ‘ใครคืออองชองเต’ ผลงานการกำกับของ ‘ฟิล์ม-ภาวิส เสาร์ศรีอ่อน’ ในเรื่องนี้บุ๊ครับบททิว ส่วนฟอสรับบทอัคค์ ทั้งสองตัวละครเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งทิวได้ย้ายไปอยู่กับย่าที่ฝรั่งเศสทำให้ห่างหายกันไป แต่แล้ววันหนึ่งทิวก็จำต้องกลับมาใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยที่เมืองไทยและมักจะขลุกอยู่ในห้องสมุด
“วันหนึ่งทิวเกิดเบื่อๆ ก็เลยไปเขียนระบายในหนังสือ แต่กลับมีคนมาเขียนตอบแล้วใช้นามปากกาว่า Enchanté (ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ยินดีที่ได้รู้จัก) ทิวเกิดหลงรักนามปากกานี้ เลยให้อัคค์มาช่วยตามหาว่าคนคนนี้เป็นใครกันแน่ ปรากฏว่ามีมาถึง 4 คน” บุ๊คบอกว่าขอเล่าแค่นี้ ที่เหลือขอให้ติดตามกันเอาเอง
Enchanté… ยินดีที่ได้รู้จักนะฟอส
-ฟอสเรียนจบมาทางด้านนิเทศศาสตร์ แสดงว่างานที่ทำตอนนี้ตรงสายเลยใช่ไหม
“ผมเรียนนิเทศก็จริง แต่ผมเรียนด้านสื่อสารการตลาดครับ (คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต) ซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวกับวงการนี้เลย จริงๆ ตอนเด็กผมอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบดูสารคดี รายการเกี่ยวกับสัตว์ วิทยาศาสตร์ ชอบดวงดาว พอโตขึ้นความชอบนี้มันก็หายไปเองนะ แต่ผมไม่เคยคิดถึงงานในวงการเลย จนมาเรียนมหาวิทยาลัยช่วงปีสองปีสามครับ ผมได้มีโอกาสไปซิดนีย์ ออสเตรเลีย ก็เริ่มคิดว่าเราเที่ยวเล่นสนุกไปวันๆ น่าจะลองกลับไปลุยกับมันดูสักตั้ง คือก่อนหน้านั้นผมเคยแคสต์งานเยอะมาก แต่ไม่ได้งานเลย ผมรู้สึกว่าเสียเวลา ไม่อยากจะฝืนกับมัน แต่หลังกลับมาจากออสเตรเลีย ผมก็บอกตัวเองว่าจะไปให้สุดเลยโดยให้เวลากับตัวเองปีหนึ่ง”
-ฟอสตั้งใจมาแคสต์บทอัคค์ใน ‘ใครคืออองชองเต’ เลยใช่ไหม
“ผมแคสต์บทอัคค์ตั้งแต่ปีที่แล้วบทเดียวเลยครับ ตอนเข้าห้องไปก็สวัสดีแนะนำตัว ผมไม่ได้คิดอะไรนะ ทีมงานน่าจะเห็นว่าผมไม่ตื่นกล้อง ดูธรรมชาติ โผงผาง แล้วเขาก็เรียกมาแคสต์อีก พอหลังจากนั้นก็ได้เจอผู้กำกับ แล้วก็เจอบุ๊ค พอพี่ฟิล์มผู้กำกับรู้ว่ารู้จักกันมาก่อนก็เลยยิ่งสบายใจ”
-แล้วรู้สึกอย่างไรกับผลงานแสดงเรื่องแรก แถมรับบทนำด้วย
“ขอบคุณผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสครับ ผมทำเต็มที่ที่สุดของผม ทำการบ้านเยอะมาก อยากให้มันออกมาดี และอยากให้ผู้ชมได้ดูสิ่งที่ทีมงานตั้งใจถ่ายทอดกันออกมา แบบว่าโคตรตื่นเต้นเลยครับ วันแรกที่ถ่ายยังจำได้เลยว่าเป็นซีนเดินขึ้นบันไดบ้าน แต่ผมก้าวเท้าไม่ออก มันเหมือนในหนังเลยนะ แบบเวลาที่เรากลัวจนก้าวเท้าไม่ได้ แค่เดินขึ้นบันได ผมเล่นไปสิบเทคทั้งๆ ที่มันไม่มีอะไร หัวใจมันเต้นตึกๆ สุดๆ จริงๆ”
-อัคค์เป็นคนอย่างไรในสายฟอส
“เวลาอยู่กับกลุ่มเพื่อน อัคค์จะเป็นคนที่กลืนไปกับทุกคนเลย ไม่โดดเด่นอะไร แต่เป็นคนที่เพื่อนๆ ขาดไม่ได้ เขาจะเป็นตัวเชื่อมของกลุ่ม เป็นคนที่ซื่อๆ บื้อๆ แต่จริงใจ แล้วถึงจะชอบพูดว่าไม่ทำ แต่ก็พร้อมช่วยเหลือทุกคนเสมอ อัคค์ต่างจากผมตรงที่ผมเป็นคนแสดงออกตรงๆ เป็นไม้บรรทัดเลย ไม่ทำให้มันยาก แต่อัคค์จะไม่กล้า ต้องหาวิธีการอ้อมๆ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย”
-ถ้าไม่นับว่าเป็นครั้งแรกในการแสดง เรื่องนี้ท้าทายสำหรับฟอสอย่างไร
“ด้วยความที่วิธีคิดของตัวละครไม่เหมือนผม เราก็ต้องกระโจนไปกับมัน แรกๆ ที่แสดงผมก็มีคำถามในใจนะ ว่ามันมีคนแบบนี้อยู่จริงๆ เหรอ เพราะตอนนั้นผมไม่เข้าใจ เราคิดแบบตัวเราเอง เราไม่ใช้เหตุผลแบบตัวละคร ช่วงแรกๆ ที่เวิร์กช็อปก็มีปัญหาเรื่องจูนกับตัวละครเหมือนกัน แต่พอเราเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วมันก็ทำให้เราเข้าใจเขาจริงๆ เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เพราะตัวอัคค์ไม่ได้เติบโตมาเหมือนกับเรา มันไม่มีทางที่จะเหมือนกันได้ ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ของผม ทำให้รู้จักมนุษย์ดีขึ้นนะ สิ่งที่คนอื่นทำมันก็มีเหตุผลในแบบของเขา ไม่ใช่ว่าเขางี่เง่า แต่เขาโตแบบนี้ เขาเลยคิดแบบนี้”
-เรื่องนี้ทำให้รู้สึกอย่างไรกับการแสดง
“ผมชอบการแสดงมากขึ้นเลย รู้สึกว่าเวลาที่เราแสดง เรารู้สึกเอ็นจอย เวลาที่เล่นผมจะมีคำถามตลอด พี่ฟิล์มคือแบบ ‘ถามอะไรเยอะแยะ บอกว่าดีก็คือดี’ แต่ผมเป็นคนที่ชอบหาเหตุผล ชอบถามเยอะอยู่แล้ว ผมว่าการแสดงมันสนุกนะ ตอนแรกผมไม่ได้เข้าใจมันจริงๆ หรอกว่าคืออะไร ตอนนี้ก็เข้าใจมากขึ้น รู้ว่าการแสดงคือการไม่แสดง คิดและทำออกมาอย่างจริงใจ ไม่ใช่ทำเพราะต้องทำ ตอนนี้เลิฟเลย อยากพัฒนาให้ดีขึ้น เพราะผมเองก็ยังใหม่”
-มีเรื่องสนุกในการถ่ายทำที่เล่าให้ฟังได้ไหม
“เวลาออกกองมันเหมือนผมอยู่บ้านเลยครับ แล้วเวลาเห็นใครหลับนะ โดนผมแกล้งทุกคน แต่ผมไม่เคยโดน เพราะผมไม่เคยหลับเลย ผมดีดตลอดเวลา เหมือนเป็นนกฮูก ไม่มีใครเอาผมลง ต้องมีผมอยู่ในกอง ไม่งั้นกองจะเงียบเหงา”
-มีไอดอลทางการแสดงหรือเปล่า
“ตั้งแต่เด็กแล้ว ผมชอบลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ เขาเก่งมาก ทำให้เราเชื่อได้ในทุกๆ บทที่เล่น แล้วก็ชอบพี่ณเดชน์ ผมว่าเขาครบเครื่องมากๆ ความสามารถ หน้าตา รักครอบครัว แอดติจูดดี ชอบที่เขาทำได้หลายอย่าง นี่แหละคือนักแสดง ถ้าในค่ายผมชอบพี่ออฟ เป็นคาแร็กเตอร์ที่ผมชอบ หัวไว มีเสน่ห์เวลาพูด และเป็นรุ่นพี่ที่น่ารัก”
-มีแพสชั่นด้านอื่นไหมคะ
“ผมอยากมีบ้านของผมเอง สิ่งแรกที่อยากจะซื้อให้ตัวเองก็คือบ้าน อยากมีพื้นที่ของเราครับ ไม่อยากจะอยู่กับพ่อแม่ไปเรื่อยๆ ผมคิดว่าเราเป็นผู้ชาย วันหนึ่งเราต้องบินออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง ถ้าเราบินเร็ว เราก็จะแข็งแรงเร็ว”
-แล้วแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตล่ะ
“ผมรู้สึกว่าชีวิตมันสั้น เราควรมองอนาคตตัวเองก่อน 10 ปี 20 ปีหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ผมว่าขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำในวันนี้นี่แหละ ถ้าสมมติว่าวันนี้ชิลล์เกิน เอ้อระเหยลอยชาย มันคงเห็นความสำเร็จยาก ถ้าไปดูคนที่เขาสำเร็จหลายๆ คน เขาแอ็กทีฟกันมากเลย ซึ่งผมชอบนะ บางคนอาจมองว่าเป็นความกดดัน แต่ผมรู้สึกว่ามันเหมือนการต่อสู้กับตัวเอง ทำให้ดีขึ้นกว่าที่เราเคยทำ หรือทำให้ดีกว่าเมื่อวาน และตั้งเป้าหมายให้ใหญ่เข้าไว้ แล้วเราจะรู้ในระหว่างทางว่าเราต้องทำอะไรบ้าง”
-ความฝันในปี 2022
“ขอให้มีคนรักมากขึ้นก็พอแล้วครับ ขอให้ผู้ชมรักในตัวอัคค์ ตัวทิว และซีรีส์ อยากให้รู้ว่าพวกผมตั้งใจกันมากจริงๆ”
Enchanté… ยินดีที่ได้รู้จักนะบุ๊ค
รองเท้าจาก VANS
-จริงๆ ก่อนแสดงเรื่องนี้ บุ๊คมีผลงานมาบ้างใช่ไหม
“ผมเคยอยู่วง Cute Chef ช่วงเรียนอยู่ปีหนึ่งครับ (เรียนด้านวิศกรรมเคมี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี) ตอนนั้นมีคนมาชวน เราก็สนุกที่จะได้ลองและได้เต้นครับ แล้วก็ได้ไปแคสต์โฆษณา และเคยรับบทเล็กๆ ในการแสดงมาบ้าง ความจริงตอนที่เข้ามาแรกๆ ผมก็ไม่ได้ชอบขนาดนั้นนะ แต่โอกาสมันมา เราก็คิดแค่ว่าลองดูแล้วกัน แต่พอมาเรียนการแสดงจริงจัง ครูเขาพูดหลายๆ อย่างที่จุดประกายให้ผม ทำให้เราอยากเป็นนักแสดงที่ดี เขาบอกว่าชีวิตเราเป็นได้แค่เราคนเดียว แต่ในการแสดง เรามีโอกาสได้เป็นใครก็ได้”
-แล้วรู้สึกอย่างไรที่ได้บทนำครั้งแรกใน ‘ใครคืออองชองเต’
“ตื่นเต้นมาก เป็นความรู้สึกแรกเลย แล้วผมเป็นตัวดำเนินเรื่องด้วย มีบทพูดเยอะ แต่ได้แสดงกับฟอสก็ช่วยได้หลายอย่าง เราใหม่ทั้งคู่ ก็ช่วยๆ กันไป แล้วก็ได้ความช่วยเหลือจากผู้กำกับ ทีมงาน และเพื่อนนักแสดงคนอื่นๆ ที่มีประสบการณ์มาก่อนด้วยครับ”
-มีอะไรที่ท้าทายเราบ้าง
“น่าจะทุกอย่างเลย เพราะเป็นเรื่องแรกของผม มันแตกต่างจากที่เราเรียนในคลาสแอ็กติ้ง ช่วงแรกผมรู้สึกตื่นกล้อง ประหม่ามาก การจูนกับตัวละครในช่วงแรกก็จะยากหน่อย และต้องเรียนภาษาฝรั่งเศสด้วย”
-มีอะไรที่ชอบหรือไม่ชอบในตัวละครทิวไหม
“ถ้าบอกว่าไม่ชอบไม่ได้แล้วครับ เพราะมาถึงตอนนี้เราอินกับตัวทิวไปแล้ว แต่สิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดของทิว อย่างความเอาแต่ใจเพราะเติบโตในครอบครัวที่เพอร์เฟ็กต์ แต่ตัวผมมองและเข้าใจเขา เพราะแบ็กกราวด์ชีวิตเขาเป็นแบบนี้ แล้วเขาก็มีความคล้ายผมในบางจุด อย่างตอนที่อยู่กับอัคค์ เหมือนทิวได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเอง ร่าเริง กวนๆ เวลาอยู่กับเพื่อน ไม่ได้คีพลุค…”
-บทแบบไหนที่แสดงยาก
“สำหรับผม ยากสุดน่าจะเป็นซีนอารมณ์ ทิวเป็นคนที่ศรัทธาในความรักมากๆ มองว่าความรักเป็นสิ่งที่สวยงามมากๆ เขาไปอยู่ฝรั่งเศส เขาเห็นความรักอบอวลไปหมด พ่อแม่ก็รักกัน เขามองว่าความรักไม่มีคำว่าเลิก เสียใจหรือทะเลาะกัน แต่ตัวผมเองมองว่าชีวิตจริงของมนุษย์มันย่อมมีรสชาติต่างๆ ผมเลยต้องทำความเข้าใจทิวว่าทำไมเขาคิดแบบนั้น”
-มีไอดอลทางการแสดงไหม
“ผมชอบทอม แฮงก์ เขาสุดยอดที่สุดแล้วในด้านนี้ ผมชอบทุกเรื่องนะ แต่ในเรื่อง Forest Gump ซึ่งตัวละครบกพร่องทางสมอง แต่สายตาที่เขามองลูก เป็นซีนที่ผมชอบมากๆ แต่ถ้าเป็นสไตล์การใช้ชีวิต ผมชอบพี่มาริโอ้ เมาเร่อ ผมว่าพี่เขาเป็นคนตลก แสดงเก่ง แล้วก็ชอบของวินเทจเหมือนผม”
-ไลฟ์สไตล์ของบุ๊คเป็นแบบไหน
“ผมเป็นคนง่ายๆ กินอาหารง่ายๆ ชอบออกไปเที่ยวถ่ายรูป ชอบแต่งรถ ตอนนี้กำลังอินกล้องฟิล์มอยู่ครับ ฟีลภาพมันทำให้ผมเหมือนได้ย้อนกลับไปวัยเด็ก คือผมเกิดทันกล้องฟิล์มนะ ตอนเป็นเด็กเราไม่รู้ขั้นตอนกว่าจะมาเป็นรูปในอัลบัมได้ แต่สมัยนี้มันง่ายขึ้น สแกนเข้าคอมใส่มาในมือถือเราแล้ว แต่อย่างน้อยมันก็ได้ฟีลแบบความวินเทจ ความช้าๆ ที่มันหายไปจากวัยเรา”
-ถ้าพูดถึงความทรงจำที่ผูกพันในวัยเด็ก
“ผมเกิดและเรียนในกรุงเทพ แต่ได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตที่อ่างทองช่วงปิดเทอม ผมเล่นทุกอย่าง โดดน้ำคลอง ปีนต้นไม้ เดินป่ากับพี่ชายและลูกพี่ลูกน้อง เล่นลูกแก้ว นี่พูดแล้วอินมาก (เข้าสู่โหมดจริงจัง) ผมคิดถึงอะไรแบบนี้มากๆ เวลาเห็นภาพบ้านริมคลอง มีเด็กกระโดดน้ำนะ ผมคิดว่าตอนนั้นมันสนุกจังเลย ผมยังรู้สึกเสียดายแทนเด็กยุคนี้ที่อะไรแบบนั้นมันหายไป สมัยนั้นมันมีอะไรให้เล่นเยอะมาก อย่างเอาโซฟามาทำเป็นบ้าน เล่นจากอะไรรอบตัว ชีวิตมันสบายๆ ชีวิตในกรุงเทพฯ ทุกอย่างมันดูเร่งรีบ ความเย็นสบายนั้นมันหายไป… คือผมจะแปลกๆ หน่อยนะ”
-นอกเหนือจากงานแล้ว อยากทำอะไร
“อยากออกไปถ่ายรูปครับ ผมชอบถ่ายสตรีทโฟโต้ ออกแนวแคนดิดหน่อย เป็นภาพเรียลๆ ผมได้ไปเดินแถววังหิน ไปคนเดียว เอากล้องไปตัวหนึ่ง ผมเจอเด็กออทิสติกกับเด็กธรรมดาเล่นกัน แล้วเขาก็หันมายิ้มให้ผม ผมก็เลยกดถ่าย ผมยังจำรอยยิ้มนั้นได้อยู่เลย มันสื่อได้หลายความหมายมากๆ สังคมเราถ้ามันไม่มีอะไรมาปรุงแต่ง ก็จะไม่ได้สนใจว่าใครเป็นอะไร แต่พอเราโตขึ้นมา มันค่อยๆ มีข้อแม้มากขึ้นในการรู้จักใครสักคน ผมรู้สึกว่าภาพนั้นเป็นรอยยิ้มที่ไร้เดียงสามากๆ”
Photographer: Thanut Treamchanchuchai
Stylist: Piphacha Vonpiankul
Writer: Pimpilai Boonjong
Photographer Assistant: Prompong Dechpol










