Thursday, July 7, 2022

มวลความสุขจากการทำงานของ ‘สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา’ ผู้หญิงโพสิทีฟโดยเนื้อแท้

‘สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท CHANGE2561 จำกัด หรือชื่อที่ทุกคนเรียกติดปากว่า ดีเจพี่ฉอด หนึ่งในตำนานวงการสื่อสารมวลชน ระยะเวลาอันยาวนานของการทำงานบอกชัดถึงความรักในสายอาชีพ เธอบอกว่างานที่แผ่ขยายทุกวันนี้เริ่มต้นจากรายการวิทยุ ‘คลับฟรายเดย์’ ปัจจุบันเธอยังคงทำงานด้วยพลังแห่งความสนุก และยังไม่คิดจะล้างมือในอ่างทองคำแต่อย่างใด

พี่ฉอดทำงานไม่หยุดเลย ทำไมถึงยังมีไฟอยู่ตลอด

สิ่งที่โชคดีที่สุดคือพี่ได้ทำในสิ่งที่พี่รัก พี่รู้สึกว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับทุกคน ทุกคนควรได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก แล้วเราจะมีพลัง คือทำงานทุกอย่างมีปัญหาอยู่แล้ว พอเรารักปุ๊บ ความรักจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราสามารถก้าวข้ามผ่านทุกอย่างไปได้ จุดเริ่มต้นรากฐานของงานทั้งหมดก็คือ ‘คลับฟรายเดย์’ นั่นแหละ มันเริ่มมาจากแค่รายการวิทยุเล็กๆ รายการหนึ่ง ตอนนี้ 15 ปีแล้ว ยังจัดกับพี่อ้อยอยู่นะคะ สองชั่วโมงทุกวันศุกร์ไม่เคยขาด แล้วมันได้แผ่ขยายมาทำให้พี่ได้ทำอะไรมากมายมหาศาล

อีกอย่างคือพี่อาจจะเป็นคนที่ไม่ได้คิดอะไรไปข้างหน้าเยอะมั้งคะ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นวิธีที่ดีหรือไม่ดี แต่เผอิญเป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว รู้สึกว่าชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน เราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเจอกับอะไร ในแต่ละวันที่เราทำอะไรอยู่ก็จะทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด เพื่อที่ว่าเวลาผ่านไปแล้วเราจะได้ไม่ต้องเสียดายว่ารู้อย่างนี้ฉันควรจะทำให้ดีกว่านี้ พี่เลยเป็นคนที่เขาเรียกว่า baby step มั้ง แล้วพอไม่ได้มองไปข้างหน้าไกลๆ หรือคาดหวังกับข้างหน้าเยอะๆ เราเลยมีเอเนอร์จี้มากพอสำหรับปัจจุบัน เพราะไม่ต้องกังวลอะไรกับอนาคต เราไม่ได้สูญเสียพลังไปกับการคิดว่าพรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรืออีกสามปีจะเกิดอะไรขึ้น

ตอนที่เป็นผู้บริหารก็จะมีคำว่าวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกลหรืออะไรต่างๆ แต่ในที่สุดแล้ว โลกวันนี้กลับทำให้เรามั่นใจขึ้นว่าไม่มีอะไรที่เราแพลนไปข้างหน้าได้ไกลเลย ยิ่งนับวันเรายิ่งไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิต นั่งคุยกันอยู่วันนี้ ไม่รู้เลยว่ามีใครติดเชื้อโควิดไปแล้วบ้าง ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอนเลย ซึ่งมันเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยย้ำให้พี่มั่นใจว่า เออว่ะ! ที่ผ่านมามันน่าจะเป็นการใช้ชีวิตที่ถูกต้องแล้วมั้ง

ทำหลายอย่างมากๆ ทั้งรายการทีวี ทำละคร ทำเพจ จัดรายการวิทยุ รู้สึกไหมว่าชีวิตเต็มไปด้วยงาน

บังเอิญพี่เป็นคนมีเวลาเหลือเฟือ ไม่เคยรู้สึกว่าพี่เสียเวลาอะไร พี่มีเวลาเยอะมากกับการทำอะไรเหล่านี้ แล้วอีกอย่างงานของพี่คือการพักผ่อนของคนอื่น ดูหนัง ฟังเพลง ฟังวิทยุ ดูทีวี อะไรก็ตามที่เขาพูดว่าเป็นการพักผ่อน มันคืองานของพี่หมดเลย แต่พี่ไม่รู้สึกว่าทำงานสักเท่าไร เพราะงานของพี่ไหลรวมไปกับความบันเทิง ไหลรวมไปกับการพักผ่อน เช่น สมมติพี่ไปดูหนัง คนอื่นจะดูเพื่อความบันเทิง แต่พี่อาจจะดูแล้วคิดไปด้วย ถ้ามองว่าโอ้โห ตายละ ความบันเทิงในชีวิตเธอคืออะไรเนี่ย เพราะว่ามันเครียดไปหมด แต่บังเอิญพี่ไม่ได้เป็นคนเครียดไงคะ สนุกดี ทำงานไปด้วย

แล้วยิ่งเป็นงานที่มีฟีดแบ็ก หลายสิ่งที่เราทำอยู่นี่แหละ คนดูละครแล้วบอกว่าแซ่บมากพี่ สะใจ หรือแม้แต่จัดรายการคลับฟรายเดย์โชว์ กับทำเพจพี่อ้อยพี่ฉอด ตัวต่อตัว คนที่เข้ามาปรึกษาก็อยากให้เราช่วยโน่นนี่นั่น เหล่านี้เป็นเอเนอร์จี้ที่ทำให้เรารู้สึกว่าอยากทำสิ่งนี้ เพราะว่าทำไปแล้วคนตอบกลับมา หรือบางคนมีความทุกข์ เขาอยากคุยกับเรา แล้วเราพอที่จะช่วยอะไรเขาได้บ้าง พี่รู้สึกว่ามีคนตั้งเยอะรอเราอยู่ เขาอยากคุยอยากเล่าให้เราฟัง และต้องการกำลังใจ พอเรารู้สึกเป็นห่วงหรือคิดถึงตรงจุดนี้ มันจะไม่รู้สึกว่าเสียเวลา พี่รู้สึกว่าไม่เป็นไร พี่มีเวลาเยอะ

อย่างวันนี้พี่นั่งสัมภาษณ์รายการคลับฟรายเดย์โชว์ พี่อยากรู้ว่าทำไมเขาคิดอย่างนี้ แล้วทำไมเขาทำอย่างนั้น พี่สนุกกับชีวิตของคนที่พี่สัมภาษณ์ เรื่องของชาวบ้านคืองานของเรา (หัวเราะ) ความจริงโครงสร้างของชีวิตไม่ต่างกันหรอก แต่ต่างรายละเอียด เหมือนเราคุยปัญหาความรัก มันก็จะวนอย่างนี้แหละ รักคนที่เขาไม่รักเรา รักคนมีเจ้าของแล้ว มันจะเป็นโครงสร้างแบบเดิมๆ แต่ดีเทลของแต่ละคนจะต่างกันไป มันคือความหลากหลายของชีวิต

แต่การที่เราจะเข้าไปช่วยในเรื่องของชีวิตและความเป็นส่วนตัวของคนนั้น เราไม่สามารถเข้าไปเทคแอ็กชั่นได้ว่าเธอต้องทำอย่างนี้สิอย่างนั้นสิ เพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตเขา เราช่วยเท่าที่สามารถจะช่วยได้ ซึ่งบางครั้งแค่เราฟังก็เป็นการช่วยแล้ว คนบางคนก็แค่อยากมีใครสักคนฟังและเข้าใจ คนบางคนอยากให้เราช่วยชี้แนะ เอาจริงนะคะ 90 เปอร์เซ็นต์ของคำถามความรัก ทุกคนรู้หมดแล้วล่ะว่าต้องทำยังไง เพียงแต่เขายังทำไม่ได้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นพี่จะไม่เข้าไปก้าวล่วง แต่พี่จะมองในมุมของคนที่ถอยห่างออกมามองมากกว่า

ในฐานะที่เป็นผู้บริหารมาตลอดแทบจะทั้งชีวิตการทำงาน ยังมีอะไรที่กลัวอีกไหม

พี่ว่าคนทำงานทุกคน โดยเฉพาะคนที่ต้องบริหาร ทุกคนทำงานภายใต้ข้อจำกัดทั้งนั้น ความอิสระเสรีในการตัดสินใจจริงๆ ไม่มีในโลกใบนี้หรอก สมมติเราเป็นผู้บริหารในองค์กรมันก็จะมีเรื่องของนโยบาย บัดเจ็ต สภาพแวดล้อม บุคลากร ทุกอย่างเป็นข้อจำกัดของเราหมดเลย ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผู้บริหารทุกคนจะต้องฟันฝ่าไปให้ได้ภายใต้ข้อจำกัดที่มี เกิดมาพี่ยังไม่เคยทำงานที่มีคนบอกว่าทำไปเลย เสียเงินเท่าไรก็ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผู้บริหารน่าจะเป็นห่วงก็คือคำว่าข้อจำกัดนี่แหละ ซึ่งมันจำเป็นต้องมีนะ ไม่ได้เป็นเรื่องผิดอะไร

แล้วการเป็นลูกน้องที่ดีและเติบโตได้ในอาชีพการงาน ควรเป็นแบบไหนคะ

ควรเป็นลูกน้องที่ไม่ตั้งใจแค่จะทำให้เจ้านายแฮปปี้ คือจะมีคนทำงานประเภทที่ทำอะไรก็ได้เพียงเพื่อความพอใจของเจ้านาย ถามว่าอันนั้นสำคัญไหม ก็สำคัญเพราะนั่นหมายถึงว่าเขาจะไปต่อได้หรือเปล่า แต่ถ้าเกิดว่าเราตั้งใจทำงานเพื่อความพอใจของคนที่เป็นเจ้านายอย่างเดียว เราจะทิ้งอะไรอีกหลายๆ อย่างไป และมันจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่สามารถเติบโตต่อไปได้ เพราะเราดันไปมองความพอใจของคนคนเดียวเป็นบุคคล แทนที่เราจะมองทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว

พี่ฉอดเป็นผู้หญิงที่แกร่งมาก การบริหารจิตใจจำเป็นกับชีวิตพี่แค่ไหน

พี่ว่าพี่ไม่ค่อยซับซ้อน พี่ยังเป็นมนุษย์ปกติ เช่น สมมติว่าเหนื่อยก็พัก หิวก็กิน ง่วงก็นอน เศร้าก็ร้องไห้ แล้วไงต่อ ก็เดินต่อไป เลยไม่จำเป็นต้องบริหารจัดการอะไร สมมติถ้าวันนี้พี่ทำอะไรสักอย่างไม่สำเร็จ แล้วพี่รู้สึกเฟลกับมัน ก็มีเซ็งนิดหน่อย แล้วเดี๋ยวครั้งหน้าก็ทำใหม่ แต่พี่ไม่ได้ข้ามขั้นถึงขนาดว่า ตายละ ฉันไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งใดๆ เลย เพราะฉะนั้นในความไม่ซับซ้อนเนี่ยค่ะ มันทำให้เราแก้ปัญหาชีวิตด้วยวิธีง่ายๆ ไม่ได้หมายความว่าชีวิตไม่มีปัญหานะคะ แต่มองปัญหาอย่างเข้าใจ เราเคยได้ยินคนพูดว่าปัญหามีสองอย่าง ปัญหาแก้ได้กับปัญหาแก้ไม่ได้ ปัญหาแก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องไปเครียด เพราะมันแก้ไม่ได้ไง ทำยังไงเราก็แก้ไม่ได้ ส่วนปัญหาแก้ได้ก็ไม่ต้องเครียด เพราะมันแก้ได้ไง เพียงแต่บางทีอาจยังแก้ไม่ได้ตอนนี้ อาจจะแก้ได้ในอีกสามวันเจ็ดวัน หรือปีหน้าก็ได้

คนเราอย่าไปซับซ้อนกับชีวิตมาก เพราะบางทีพอเราไปคิดว่าความสุขของเราต้องมีอะไรแบบมหัศจรรย์พันลึกมากมาย มันอาจทำให้เราไม่มีความสุขในชีวิต เพราะชีวิตจริงมันง่ายกว่านั้นมาก เราสามารถมีความสุขกับชีวิตได้เรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องตะเกียกตะกายไขว่คว้าอะไรมากจนเกินไป โชคดีที่พี่มีความสุขง่ายมาก นั่นคงเป็นคุณสมบัติของพี่ สมมติว่าวันนี้ทำงานเหนื่อย พี่หิวแล้ว พี่อาจจะไปกินก๋วยเตี๋ยวที่เยาวราช แค่นี้ก็มีความสุข แล้วความสุขพี่ก็หาได้ทั่วไป สมมตินั่งอยู่เฉยๆ ได้ฟังเพลงเพราะๆ พี่ก็มีความสุขแล้ว

ผู้หญิงเก่งในสายตาพี่ฉอด

เป็นผู้หญิงที่ยืนได้ด้วยตัวเอง เพราะพี่เจอผู้หญิงเยอะมากที่มีปัญหาความรักแล้วไม่สามารถดูแลตัวเองได้ แล้วเขาจะตัดสินใจอะไรยากมาก พี่เลยจะบอกน้องๆ ทุกคนว่าเกิดเป็นผู้หญิงต้องยืนให้ได้ด้วยตัวเอง เมื่อไรที่หนูคิดว่าอยากสะบัดบ็อบใส่ใครสักคน และสามารถยืนด้วยขาทั้งสองของตัวเองได้ เอาเลยลูก เพราะมีเยอะเหมือนกันที่พอมีแฟนแล้วแฟนบอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวฉันเลี้ยงเธอเอง แล้ววันนั้นก็บรรลัยทุกคน

คนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับอะไร

พี่ว่าความหมายของความสำเร็จของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนวัดความสำเร็จด้วยเงินทอง บางคนวัดด้วยชื่อเสียง บางคนวัดด้วยความสุข บางคนไม่ได้อยากทำอะไรมาก แต่ชีวิตมีความสุข เขาก็ถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิตเขาแล้ว เพราะฉะนั้นหนทางไปสู่ความสำเร็จของแต่ละคนมันเลยต่างกัน พี่ว่ามันวัดไม่ได้ด้วยไม้บรรทัดอันเดียวกัน แต่ละคนจะมีวิธีวัดความสำเร็จต่างกันไป

ความสำเร็จของพี่คือการได้ทำสิ่งที่เรารัก แฮปปี้กับการทำแต่ละสิ่งโดยที่เราไม่ได้รู้สึกว่าถูกบังคับให้ทำ หรือว่าจำเป็นต้องทำสิ่งนี้ ถ้าพูดอย่างไม่ได้แกล้งทำเป็นคนดีก็จะบอกว่าความสำเร็จของพี่คือการได้เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีโอกาสทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับคนอื่นบ้าง ในขณะที่พี่คิดว่าชีวิตพี่ก็โอเคแล้ว คำว่าโอเคแล้ว ไม่ได้บอกว่าพี่ร่ำรวยเงินทองมหาศาล พี่รู้สึกว่าจากวันนี้ไปพี่ใช้ตังค์อีกไม่เท่าไรหรอก พี่มีบ้านอยู่ มีรถขับ มีข้าวกิน พี่รู้สึกว่าโอเคแล้ว แฮปปี้แล้ว พี่ยังมีโอกาสได้ทำสิ่งที่เป็นความสุขของคนอื่น ได้ทำละครที่ให้แง่คิดกับคนดู ได้มีโอกาสตอบปัญหาคนนี้คนนั้น ทุกอย่างตรงนี้พี่รู้สึกว่าเป็นความสำเร็จในส่วนของพี่แล้ว ส่วนคนอื่นจะมองว่าพี่สำเร็จหรือเปล่า พี่ไม่ค่อยได้สนใจเท่าไร เพราะพี่ถือว่าไม้บรรทัดวัดความสำเร็จของพี่กับของคนอื่นมันอาจจะต่างกันก็ได้

กว่าจะเดินมาถึงตรงนี้ได้ก็เหนื่อย สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง พี่ว่าชีวิตพี่เป็นชีวิตปกติธรรมดาของคนคนหนึ่ง ตอนที่เราเปิดบริษัท CHANGE2561 เราชอบคำว่า CHANGE กันมาก เพราะเรารู้สึกว่าแค่เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตคนก็เปลี่ยน พี่เป็นคนเชื่อในวิธีคิด คนสองคนเจอสถานการณ์ปัญหาเดียวกัน แต่คิดคนละอย่าง ชีวิตก็ต่างกันแล้ว พี่รู้สึกว่าวิธีคิดทำให้เราเดินมาตรงนี้ได้ อย่างที่พี่มั่นใจว่าเราประสบความสำเร็จพอสมควรในการเดินทางที่ผ่านมา แต่ว่าเหนือสิ่งอื่นใด อย่างที่บอกว่าพอเราไม่ดราม่า ไม่ซับซ้อน ไม่คิดอะไรเยอะ ไม่มองข้างหน้าเยอะ ไม่คาดหวังอะไรสูงเกินไป สุดท้ายมันคือความเข้าใจในธรรมชาติของชีวิตมั้งคะ มันคงทำให้เราทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกันได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหนก็ตาม

มุมมองภาพรวมที่มีต่อวงการบันเทิง

พี่โชคดีมากที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงที่เป็นรอยต่อของอะไรหลายๆ อย่าง พี่เป็นดีเจตั้งแต่สมัยเทปรีล คาสเซ็ตส์ จนมาถึงยุคดิจิตัล ถือว่าโชคดีที่อายุยืนยาว เพราะฉะนั้นมาถึงวันนี้มันก็ไม่มีอะไรน่ามหัศจรรย์ นอกจากคิดว่ามันคงเปลี่ยนแปลงต่อไปเรื่อยๆ เราแค่เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของทุกอย่างไป แล้วก็ต้องตามให้ทัน อย่างเทคโนโลยี ต้องหาความรู้บ้าง คุยกับน้องๆ บ้าง ตามดูทุกอย่างไปให้ทัน รู้สึกว่า อืม โชคดีจังเลยที่เราได้เห็นอะไรตั้งหลายอย่าง สนุกที่จะเฝ้าดูว่ามันจะไปถึงไหนต่อไป

คติในการใช้ชีวิต

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะมันไม่มีอะไรแน่นอน เราพิสูจน์ทราบได้แล้วกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของทุกคน ก่อนหน้านี้เราฟังคำพูดแบบนี้แล้วก็ไม่เข้าใจ แต่วันนี้พี่เข้าใจซึ้งแล้ว ถ้าเราพยายามจะไปหาสิ่งที่แน่นอนมันก็จะทุกข์ ถ้าเราเชื่อว่าไม่มีอะไรแน่นอน แต่ไอ้ตรงหน้าเราเนี่ยแน่ๆ พี่นั่งคุยกับน้องเนี่ยแน่ๆ พี่จะคุยกับน้องให้ที่ดีที่สุด ตอนที่พี่นั่งถ่ายรายการอยู่ พี่ก็ทำให้มันดีที่สุด อันนี้แน่นอนสุดเลย พี่ว่าเป็นข้อดีของการอายุมาก เมื่อก่อนตอนที่เราเป็นเด็กๆ เวลาฟังผู้ใหญ่บอกว่ามีความสุข เราก็ไม่เข้าใจ ผู้ใหญ่แก่แล้วจะมีความสุขยังไง เด็กอย่างเราสิมีความสุข ได้ทำนั่นนี่ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่า อ๋อ ที่เขาบอกยิ่งแก่ยิ่งมีความสุข มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ความเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างที่มันเกิดขึ้น การที่เราได้รู้ได้เห็นอะไรเยอะมาก จนวันหนึ่งเราก็อ๋อ จริงว่ะ ไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่าง สมัยก่อนเราไปยึดกับอะไรก็ไม่รู้ บางทีคนบางคนทะเลาะกันแทบเป็นแทบตายด้วยเรื่องขับรถเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา จะเสียเวลาทะเลาะกันทำไม เอาชนะกันให้ได้อะไรขึ้นมา พอถึงวันหนึ่งเราจะเริ่มรู้สึกว่าอะไรก็ไม่สำคัญไปหมด

อะไรสำคัญที่สุดในชีวิตตอนนี้

ลมหายใจ ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ เราก็ยังทำอะไรที่เป็นประโยชน์ได้

ลองจินตนาการถึงชีวิตอีกสิบปีข้างหน้าได้ไหมคะ

สมมติถ้าทำอะไรไม่ไหวแล้ว พี่ก็จะยังคงใช้สมองคิดอะไรไปเรื่อยๆ มั้ง (หัวเราะ) นั่งอยู่กับหนังสือ หรือคิดอะไรไปเรื่อยๆ ถ้าร่างกายลุกขึ้นมาแอ็กทีฟแบบนี้ไมไหวแล้ว อาจจะอยู่บ้านที่ทะเลแล้วนั่งอ่านหนังสือ แล้วก็ดูว่าน้องๆ เขาทำอะไร ลูกหลานเขาทำอะไร เขาไปถึงไหนกันแล้ว ยังสนุกกับการติดตามและรู้เห็นความเป็นไปของคนรุ่นเจนต่อๆ ไป

Other Articles