Monday, June 27, 2022

เส้นทางสายศิลปะของ Bill Bensley สถาปนิกระดับโลก

‘บิล เบนส์เลย์’ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะสถาปนิกและนักออกแบบตกแต่งภายในชื่อดัง โดยออกแบบโรงแรมหรูมาแล้วกว่า 200 แห่งทั่วโลก บิลคุ้นเคยกับดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเนิ่นนานนับตั้งแต่เดินทางมาเที่ยวและตัดสินใจก่อตั้งบริษัท Bensley ในกรุงเทพฯ และบาหลีเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ในช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วยภารกิจมากมาย ใครจะคิดว่าเขาได้ค้นพบความฝันใหม่ นั่นคือการเป็นศิลปิน ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ 

“จริงๆ ผมวาดภาพทุกวันมาตลอด 40 ปีเนื่องจากผมเป็นสถาปนิก และรายล้อมด้วยคนเก่งๆ ที่มีความสามารถในการวาดและเพนต์มากกว่าผม” บิลให้สัมภาษณ์ “แต่แล้ววันหนึ่งผมก็รู้สึกอยากเป็นศิลปิน แล้วก็คิดว่าผมต้องเก่งขึ้นให้ได้! จากนั้นไม่นาน เคท สเปนเซอร์ เพื่อนรักที่เป็นศิลปินมากความสามารถของผมเดินทางมาเยี่ยม และเธอก็ช่วยให้ผมเดินบนเส้นทางนี้ นับจากนั้นมันก็ได้กลายมาเป็นแพสชั่นที่ผมทุ่มให้สุดตัว” 

ลอฟฟีเซียล ไทยแลนด์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์กับสถาปนิกผู้ยิ่งยงในระหว่างที่มีการจัดนิทรรศการ Love-Camp-Explore-Dreams ซึ่งเป็นนิทรรศการแรกในชีวิตของบิล เบนส์เลย์ (ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยร่วมกับ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก) เขาบอกว่าตัวเขาเองก็รู้สึกประหม่าและตื่นเต้นเนื่องจากมองว่าตัวเองเป็นคนนอกวงการศิลปะ “ศิลปะเป็นการเอาจิตวิญญาณออกมาจัดแสดง” และนั่นเองที่ทำให้นิทรรศการนี้น่าสนใจ ชายผู้หลงใหลสีสันและมองโลกไม่เหมือนใครจะพาเราไปรู้จักกับอะไรในผลงานของเขา เราลองไปพูดคุยกับเขาดีกว่า 

-ยังจำช่วงแรกๆ ที่เพนต์หรือสเก็ตช์ได้ไหมคะ

“ผมรักการเพนต์ สเก็ตช์ คอลลาจ มาโดยตลอดครับ ตอนเด็กๆ ผมชอบทำ shadow box โดยเอาของที่หาได้มาใช้ตกแต่ง จากนั้นก็ปั่นจักรยานเอาไปขายที่ชายหาดในแคลิฟอร์เนีย ข้างๆ งานศิลปินจริงๆ ตอนเรียนมัธยมปลาย ผมได้ทุนด้านศิลปะด้วยนะ!”

-อยากรู้ว่าศิลปะช่วยเติมเต็มชีวิตอย่างไร

“นับตั้งแต่โควิด ผมทุ่มเทวาดรูปด้วยแพสชั่นเต็มเปี่ยม ส่วนใหญ่จะเริ่มตั้งแต่หกโมงเช้าก่อนจะไปสตูดิโอออกแบบของผม ส่วนช่วงวันหยุดผมจะวาด 12 ชั่วโมงต่อวัน ผมเริ่มจากวาดตรงระเบียง แล้วก็ย้ายเข้าไปในสวน จากนั้นเราก็สร้างกลาสเฮาส์ซึ่งภาพก็เต็มเร็วมาก จนตอนนี้ผมเปลี่ยนฝั่งหนึ่งของบ้านให้เป็นสตูดิโอแล้ว! ผมรู้สึกว่าการวาดภาพช่วยให้ผมมีสมาธิ แล้วก็เป็นความท้าทายด้วย แต่ผมยังต้องเรียนรู้อีกมากกว่าจะไปถึงจุดที่เรียกได้ว่าดีพอ!”

-ศิลปะของคุณเชื่อมโยงกับโลกรอบตัวคุณอย่างไร

“มันคือทุกอย่างที่ผมเห็น ประสบ รัก และฝันถึง มันคือกระจกส่องเข้าไปในจิตวิญญาณ ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกประหม่ากับนิทรรศการนี้มากๆ”

-คุณคิดธีมนิทรรศการ Love-Camp-Explore-Dreams ได้อย่างไร

“จริงๆ มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติตอนที่เราถอยออกมาพิจารณาผลงานและพยายามจะจัดประเภท แต่ละธีมมันเป็นพาร์ตใหญ่ของตัวตนผม เหมือนอย่างที่บอกว่าเป็นกระจกที่ส่องเข้าไปในจิตวิญญาณ หรือหัวใจและความนึกคิดของผมบนแคนวาส”

-ในบรรดาผลงานกว่า 140 ชิ้น มีชิ้นไหนที่มีความหมายกับคุณเป็นพิเศษไหม

“ผมว่าตอนนี้เราน่าจะไปถึง 170 ชิ้นได้แล้วมั้งครับ! ผมเพิ่มเติมลงไปหลายชิ้นในวันเปิดนิทรรศการ ส่วนชิ้นที่พิเศษมากสำหรับผมคงเป็น The Blue Palms of MyMy เพราะผมวาดตอนที่กลับมาจากทริปสำคัญในเส้นทางการเป็นศิลปินของผม เราไปที่ปาปัวช่วงปลายเดือนตุลาคม 2019 โดยเรือที่ชื่อว่า Kudanila Explorer (Kudanila เป็นภาษาอินโด หมายถึงฮิปโปโปแคมปัส) เราได้ไปเกาะที่ไม่ค่อยมีคนไป ชื่อว่า Fak Fak แปลว่า My My ที่นั่นมีต้นปาล์มที่เรียกกันว่า Areca Cathacuc ซึ่งถูกเพนต์อย่างสวยงาม (เหมือนบ้านทุกหลังในหมู่บ้าน) ตอนที่เราไปถึงชายหาดก็มีผู้ชายสองคนยินดีมาเป็นแบบให้ผมสเก็ตช์ภาพ และเพราะผมพูดภาษาอินโดได้ เราเลยคุยกันสนุก 

“ห้องแรกในนิทรรศการมีภาพ Wild Dhole Dogs of the Cardamom Forest ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพโปรดของผม ในกระบวนการทำงานของผม ผมจะเพนต์ตามภาพสเก็ตช์ที่วาดขึ้นในรีสอร์ตเต็นท์แคมป์ของเราที่ชื่อ Shinta Mani Wild ในกัมพูชา ซึ่งมีหน้าที่ช่วยระดมทุนเพื่อใช้ในการอนุรักษ์ธรรมชาติ ผมชอบหมาและรู้สึกตื่นเต้นมากตอนไปที่นั่นแล้วได้รู้ว่า Wild Dhole Dogs (หมาใน) ซึ่งใกล้สูญพันธุ์กลับมายังถิ่นของมันเพราะการอนุรักษ์ของเรา! น่าแปลกใจมากที่มันไม่เห่าเลย แต่มันก็มีหลายบุคลิกต่างๆ กัน เรายังทำพรมขึ้นมาตามภาพวาดแล้วก็กั้นผนังขึ้นมาสามผนังด้วย”

-เพื่อความแน่ใจ Camp ในที่นี้หมายถึงสไตล์ Camp หรือ ‘เล่นใหญ่’ แบบในงาน MET Gala ปี 2019 ใช่ไหม

“ถูกแล้วครับ” 

-เมืองไหน (ในภาพ) ที่คุณได้ออกสำรวจและตราตรึงที่สุด

“ไม่ใช่เมือง แต่เรียกว่าเป็นสถานที่มากกว่า นั่นคือปาปัว ซึ่งเป็นสิ่งที่โฟกัสในส่วน Explore ของนิทรรศการนี้ ผมไปที่นั่นโดยเอาสีน้ำและกระดาษสเก็ตช์ไปด้วย ได้เจอชาวบ้านจากเกาะที่ห่างไกล พวกเขาอยู่กันมาเป็นพันปีแต่ติดต่อกับสังคมสมัยใหม่น้อยมาก เราเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่เข้าไปเยี่ยมเยือนหลังจากไม่มีใครไปมานานแล้ว พวกเขาเลยอยากพูดคุยด้วย! ผมรับฟังเรื่องของพวกเขาและสเก็ตช์พอร์เทรต และบ่อยครั้งที่จะต้องมีใครสักคนมานั่งข้างหน้า หรือไม่ก็มีหลายคนมานั่งและยืนล้อมจ้องมอง มันเป็นประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร และผมก็รู้สึกว่ามันล้ำค่ามากๆ”

-ส่วนใหญ่แล้วภาพของคุณจะเต็มไปด้วยสีสัน แล้วตอนที่สเก็ตช์หรือเพนต์ด้วยสีขาวดำ มันรู้สึกต่างออกไปไหม

“ใช่ครับ ผมเคยลองบ้างบางครั้ง อย่างภาพ Papua in Monochrome ถือเป็นการทดลองที่น่าสนใจเพราะผมใช้แผ่นเงินด้วย แล้วผมก็ลองเน้นสีทูโทนมากขึ้นในโซน Dreams ด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นสีขาวดำ!”

-ในอินสตาแกรมคุณเขียนว่า ‘The Odder, The Better’ คุณเรียนรู้ตอนไหนว่าความแปลกเป็นสิ่งที่ดี

“ผมว่ามันอยู่ในตัวผมอยู่แล้ว ผมชอบที่จะดูแปลกมากกว่าดูเหมือนๆ คนอื่น หรืออยู่ในกรอบแบบที่คนในสังคมต้องมี จริงๆ แล้วคำว่า ‘The Odder, The Better’ มาจากภาษาอินโด ‘Lebih Gila Lebih Baik’ ซึ่งเป็นหนึ่งในคติประจำใจผม” 

-คุณรู้สึกไหมว่าคนหนุ่มสาวทุกวันนี้ให้ความสนใจศิลปะกันมากขึ้น

“ศิลปะมีไว้เพื่อทุกคน ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ผมเองก็ถือเป็นศิลปิน ‘รุ่นเยาว์’ เพราะเพิ่งจะมาวาดรูปก่อนอายุ 60 ในขณะที่เป็นสถาปนิกมานานมากแล้ว อายุไม่สำคัญเลยสำหรับผม! แต่ผมก็รู้สึกดีใจที่ได้เห็นคนรุ่นใหม่มาชมงานและได้พูดคุยกับพวกเขา”

-คุณไม่สามารถเดินทางได้มากเหมือนก่อน แล้วอย่างนี้คุณหาไอเดียและแรงบันดาลใจใหม่ๆ มาจากไหน

“เนื่องจากผมกำลังเรียนรู้ ผมเลยดูศิลปินที่ผมชื่นชอบและพยายามศึกษาสไตล์ของเขา การผจญภัยในโลกศิลปะของผม ณ ตอนนี้ ผมเปลี่ยนแรงบันดาลใจทุกเดือน ผมเคยได้รับอิทธิพลจาก Donald Friend, Diego Rivera, Hernan Bas และ Matisse ลองใช้ดินสอ มาร์กเกอร์ สีน้ำ แท่งถ่าน อะคริลิก สีน้ำมัน และเพนต์ภาพทุกขนาดเท่าที่จะเป็นไปได้! แล้วผมก็สะสมงานศิลปะ ที่บ้านเรามีคอลเลกชั่นของ Rudolph Bonnet (ศิลปินชาวดัตช์ซึ่งใช้ชีวิตที่บาหลีและวาดพอร์เทรตได้งดงามจับใจ) แล้วก็ผลงานของ Donald Friend, Auke Sonnega และ Theo Meir ศิลปินเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจในทุกวัน”

 

รายได้จากการจำหน่ายผลงานทั้งหมดในนิทรรศการ Love-Camp-Explore-Dreams จะมอบให้กับ มูลนิธิชินตา มณี (Shinta Mani Foundation) เพื่อการอนุรักษ์และปกป้องสัตว์ป่าด้วย 

Other Articles