Sunday, July 3, 2022

เยี่ยมโลกธรรมชาติส่วนตัวของ ‘แพรี่พาย’ ณ สวนดาดฟ้ากลางเมือง

แพร-อมตา จิตตะเสนีย์ หรือแพรี่พาย หญิงสาวที่เราต่างคุ้นหน้า คุ้นเคยกับสิ่งที่เธอทำ ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์และถ่ายทอดเรื่องผ้าไทยท้องถิ่น หรือการชวนผู้คนไปทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเดินป่า เก็บเห็ด ย้อมผ้า ฯลฯ ผ่านโครงการ Smiley Camp ด้วยความที่หลงใหลธรรมชาติรอบตัว ตอนนี้แพรต้องย้ายมาอยู่บ้านใหม่กลางใจเมือง เธอถามตัวเองว่า “the rest of my life ฉันต้องตายอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอ” แต่ทังนี้ทั้งนั้นเหตุผลก็คือ “บ้านเก่าคือเก่ามากแล้ว เลยต้องทำใจย้ายออกมา” และนี่คือที่มาของ Pearypie Sky Garden แหล่งวัตถุดิบชั้นดีบนดาดฟ้าคอนโดของเธอในย่านสุขุมวิท

“ด้วยความที่มองไปทางไหนก็มีแต่ตึกๆๆ แล้วคือร้อนมาก ไม่เห็นอะไรเลย เห็นแต่ความท้อแท้ เลยคิดว่าต้องเริ่มสักที่แล้วเพราะว่าเราต้องอยู่ไปตลอด ตอนแรกจะปลูกอะไรที่สวยงามทั่วไป แต่รู้สึกว่ามันควรมีพื้นที่ที่ให้ปล่อยความรู้สึกได้ ยิ่งช่วงล็อกดาวน์ที่ไปไหนไม่ได้ แพรเลยนั่งวาดแปลน เรามีพื้นที่แค่นี้ เราจะปลูกทุกอย่างยังไง ออกแบบยังไงให้คุ้มกับพื้นที่ และการเจริญเติบโตของต้นไม้ที่ไม่เหมือนกัน โซนนี้ปลูกผัก โซนนี้ปลูกดอกไม้โบราณ ปลูกพืชให้สีสำหรับย้อมผ้าและทำน้ำสีธรรมชาติ ตรงนี้เป็นสนามหญ้าที่สามารถเดินถอดรองเท้า หรือหมาวิ่งไปฉี่ได้ แพรก็นั่งเสิร์ชกูเกิลไป อารมณ์เหมือนกลับไปเรียนอีกครั้ง แต่เป็นวิชาพืชศาสตร์ เดือนแรกเป็นอะไรที่ตัวดำเลยนะ เพราะอยู่บนนั้นทั้งวัน

ช่วงแรกที่ปลูกเรายังไม่รู้ว่ามันจะงอกเมื่อไหร่ เลยเพาะเห็ดด้วย ระหว่างรอต้นไม้อีกต้นโต ฉันดูเห็ดเล่นไปแล้วกัน (หัวเราะ) มานั่งเสิร์ชว่ามีเห็ดอะไรบ้าง ก็ลองผิดลองถูกไป ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่แพรรู้สึกว่าสนุกดี โดยเฉพาะความรู้สึกว่าเรามีแหล่งอาหารตัวเองให้กับครอบครัวด้วยค่ะ อย่างตอนเริ่มปลูกบางชนิดมันช้าเนอะ อย่างแครอท 200 วัน บรอกโคลีปลูกมาสามเดือนแล้ว ตอนนี้เพิ่งจะเห็นดอก”

“แพรเลือกปลูกพืชหมุนเวียน อย่างผักที่เอามากิน 3-4 เดือนก็ต้องเปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่น รวมแล้วร้อยกว่าชนิดที่มีโอกาสได้ปลูก ยอมรับว่าต้องใช้ความอดทน พลังต้องเยอะ บางจุดแพรว่าตัวเองขยันมากเลยนะ ทำโน่นทำนี่แล้วก็คลุกคลีกับมันตลอดเวลา ก่อนจะเป็นผลลัพธ์สวยหรูอย่างที่เห็น โปรเซสทั้งหมดที่เกิดขึ้นคือต้องลงมือทำจริง ต้องศึกษา มีอุปสรรคเยอะมาก กำลังใจต้องแน่นนิดนึง ต้องอดทนทุกอย่าง แล้วต้องคล้อยตามธรรมชาติด้วย ถ้าไปฝืนมันก็ไม่ได้ คำว่าความยั่งยืนมันใช้เวลา

สิ่งสำคัญคือแพรรู้สึกว่าพอเราได้อยู่กับเมล็ดพันธุ์กับต้นไม้ ทำให้เราได้เติบโตไปพร้อมกับเขา มันเป็น journey ของต้นนี้ หน้าตาใบ กลีบเลี้ยง กลีบดอก เป็นผล พอฝักแก่แล้วเป็นเมล็ดอีกรอบนึง ได้เห็น circle of life ในพืชผักแต่ละชนิดที่ไม่เหมือนกัน ขณะที่เวลาเราไปซื้อผักตามซูเปอร์มาร์เก็ต เราไม่ได้เห็น journey ของเขา แต่นี่คือเราได้เห็น มันดึงความเป็นคนหรือเป็นมนุษย์กลับมาในตัวเองอีกเลเวลหนึ่ง อาจจะเป็นอะไรที่เล็กๆ เหมือนการเดินถอยหลัง แต่การเดินถอยหลังครั้งนี้แพรรู้สึกว่ามันดีขึ้นจากปีที่แล้ว เหมือนเราสนุกกับตรงนี้ ช่วงล็อกดาวน์ที่ผ่านมาแพรกับแฟนเพจในเฟซบุ๊กจะอวดตะกร้าผักกันเป็นประจำ เวลาแพรอ่านคอมเมนต์แล้วเห็นเขาเฟรชไปกับเรา มันเป็น engagement ที่น่ารักมากเลย”

“พอสนุกสนานกับการปลูกและได้รู้จักการผสมเกสรดอกฟักทอง ได้เก็บฟักทองลูกแรก ได้เก็บน้ำเต้า เหมือนเรามีโอกาสได้ทยอยเก็บวัตถุดิบ พอเก็บไปเก็บมาก็อ้าว! ตูทำอาหารไม่เป็น เพราะตอนเด็กๆ แพรถูกส่งไปอยู่โรงเรียนประจำที่อังกฤษ ไม่ต้องทำอาหารกินเอง หรือไม่ก็ทำกินง่ายๆ อย่างมาม่า เรื่องทำอาหารเลยไม่ได้อยู่ในสารบบของแพรเลย ทีนี้พอวัตถุดิบอาหารมีนเยอะมาก เลยกลายเป็นว่าต้องหาวิธีแปรรูป ฉันต้องฝึกทำอาหารแล้วสินะ! จากที่ทำอาหารไม่เป็นเลย ตอนนี้ก็มีบาดแผลความเป็นแม่ครัวเกิดขึ้นนิดหน่อย จากแกงส้มที่น้ำดูใส ตอนนี้แพรทำอร่อยมากนะ จากไข่เจียวที่เจียวแล้วไหม้ ตอนนี้คือฟลิปขึ้นมา (ทำท่าประกอบ) แล้วสวยงาม พอเราเห็นต้นไม้ที่ปลูกตั้งแต่เดือนแรกก็ชื่นใจ กลายเป็นว่าเจ็ดโมงต้องรีบลุกขึ้นไปเก็บฟักทองกัน เหมือนมีเป้าหมายทุกวันว่าวันนี้จะทำอะไร

มีช่วงหนึ่งที่บ้านแพรจะประท้วงไม่กินผัก (หัวเราะ) ตัวแพรเองก็เบื่อเหมือนกัน อยากกินหมูกระทะบ้าง มันเป็นบรรยากาศที่สนุก ตลกดี คือแพรโรคจิตไงคะ เวลาอินกับอะไรก็จะอินมาก แพรกิน plant base 75% อีก 25% ต้องใช้ชีวิตกับครอบครัวด้วย แบบกินบะหมี่หมูแดงบ้าง แพรว่าพอได้อยู่กับธรรมชาติก็ทำให้เราปรับไลฟ์สไตล์ด้วย อย่างเก็บขยะในครัวเรือนมาทำน้ำหมักและปุ๋ยเอง ไข่ทุกฟองที่กินก็เก็บเปลือกไว้แล้วเอามาตำ โรยใส่ต้นไม้เดือนละครั้ง ช่วงที่แตงกวาเยอะแล้วกินไม่ทันก็เอามาทำโทนเนอร์สำหรับบำรุงผิวหน้า มันดีมากเลย ฉีดหน้าแล้วรู้สึกว่าหน้าตึงขึ้น แพรพยายามเอาศาสตร์ที่ชอบอยู่แล้วมาผสมผสานกับสิ่งที่เราทำอย่างเรื่องของ natural beauty”

“ตอนนี้แพรมองสิ่งที่มันไกลขึ้น ดาดฟ้าของแพรสามารถเป็น green community model ได้ ไม่ว่าจะเป็นแสนสิริ หรือ AP หรือตึกไหนที่กำลังจะขึ้นสามารถมาศึกษางานได้ ที่ฮ่องกงกับนิวยอร์กมีโมเดลเรื่องการปลูกผัก เลี้ยงผึ้ง แพรมองว่าตึกที่สร้างใหม่ถ้าเขามีพื้นที่ตรงนี้ให้กับกลุ่มคนที่อยู่ด้วย อาจจะปลูกพืชง่ายๆ อย่างพืชผักสวนครัวที่ต้องใช้ทุกวัน การปลูกพืชล้มลุกอย่างน้อยก็ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ในบางโซนได้ด้วย เพราะเป็นออร์แกนิก ปุ๋ยก็ใช้จากสิ่งที่เรามีอย่างเปลือกไข่ เปลือกกล้วย แพรว่ามันเป็น circular ที่ดีในระดับหนึ่ง

เราอยู่กรุงเทพฯ เราต้องพึ่งคนอื่นตลอด แม้แต่ขยะของตัวเอง เราก็ทิ้งให้คนอื่นเป็นคนจัดการ แพรว่าอย่างน้อยเราควรเริ่มรู้จักการกำจัดและแยกขยะของใครของมัน แพรคิดว่าจะเริ่มจากคอนโดของแพรก่อน เราจะมีเครื่องกำจัดขยะอินทรีย์แล้วทุกคนเอาขยะมาใส่ ซึ่งมันคงจะดีไม่น้อยถ้าคนที่อยู่ในคอนโดมีเด็กด้วย เราสามารถปลูกฝังให้เขารู้จักหรือเห็นค่าของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเปลือกไข่ หรือเศษอาหารที่น้องกิน เอามาใส่เครื่องนี้แล้ว 24 ชั่วโมงมันก็ออกมา เราก็อาไปทำประโยชน์ต่อได้

เคยมีคนถามว่าแพรใช้ปุ๋ยอะไรคะ ใช้ดินอะไรคะ ซึ่งจริงๆ แพรไม่ได้ใช้ดินใช้ปุ๋ยอะไรที่พิเศษเลย แต่เราเรียนรู้ที่จะเข้าใจต้นไม้ และใช้สารตามธรรมชาติ แพรทั้งเรียนออนไลน์และสะสมจากประสบการณ์ ตอนนี้คือมีโอกาสได้ทดลองของตัวเองแล้ว มันจะดูเหมือนเด็กอนุบาลผึ้งน้อยจิ๋วๆ แต่แพรคิดว่าถ้าพื้นฐานแข็งแรง คุณจะไปต่อยอดทำอะไรก็ได้ ในอนาคตถ้าโควิดซา แพรอาจจะเปิดเป็นเวิร์กช็อปที่ใครสนใจสามารถเข้ามาจอยได้ อย่างเช่น เรียนผสมดิน ทำปุ๋ยจากขยะในบ้าน หรือชุบชีวิตใหม่ให้กับเสื้อผ้าเก่าโดยใช้สีจากพืช ฯลฯ แพรว่ามันมาในทางที่ healing ด้วย”

“ถ้าสถานการณ์ทุกอย่างปกติก็จะลงชุมชนเหมือนเดิมด้วยค่ะ เพราะแพรรู้สึกว่ามันเป็นความสุขที่เราหาไม่ได้เลย การได้แลกเปลี่ยนพลังงาน แลกเปลี่ยนความรู้ มันรู้สึกอิ่มใจ เป็นอะไรที่เราแฮปปี้ ได้ใช้ชีวิตไปในทางที่สุขภาพดี ทั้งสุขภาพจิต สุขภาพร่างกาย แพรรู้สึกสนุกกับสิ่งที่ตัวเองเป็น ในจุดที่เมื่อก่อนที่เรายังอายุ 20 ฉันต้องสวย แต่นี่ฉัน 34 แล้ว เป็นความสุขทางใจที่แพรคิดว่าหาอะไรเทียบไม่ได้ แม้เราจะไม่ได้ทำโปรเจ็กต์ที่ยิ่งใหญ่ แต่แค่เราได้เข้าไป เขาก็ดีใจแล้วที่มีคนมาเยี่ยม มันสร้างครอบครัวใหม่ให้กับแพร สร้าง relationship ที่เรารู้สึกว่าได้บ้านอีกหลังหนึ่งทุกครั้งที่ลงพื้นที่ เพราะเวลาลงพื้นที่เราไปด้วยความสมัครใจ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มีเรื่องธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง”

Photographer: Napat Gunkham

Writer: Angkana Wongwisetpaiboon

Other Articles