Friday, July 1, 2022

ชีวิตคู่ที่น่าอิจฉาของศิลปินสายมู ‘โอ๊ต-มณเฑียร’

ก่อนเดือนแห่งความรักจะผ่านพ้น เรามีโอกาสได้พูดคุยและขุดคุ้ยความรักสุดหวานชื่นของ ‘โอ๊ต-มณเฑียรผู้ศรัทธาในพลังแห่งจักรวาล ชายหนุ่มที่เป็นทั้งศิลปิน นักวาดภาพ ครูสอนวาดภาพนู้ด และแกลเลอริสต์ Bodhisattava Lgbtq+ Gallery ซึ่งเน้นจัดแสดงผลงานศิลปินที่มีความหลากหลายทางเพศสภาพโดยเฉพาะจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จุดเริ่มของความสัมพันธ์มีที่มายังไงคะ

โอ๊ตจะสายมูมาก แล้วก็เชื่อในการจัดสรรของจักรวาล คิดว่าสิ่งที่เราตั้งจิตหรืออธิษฐานจิต ถ้าเราพร้อมเปิดใจ สิ่งที่เราอยากได้หรือคู่ควรกับชีวิตเรา มันก็จะโผล่มา ทีนี้ความรักก็เหมือนกัน จำโมเมนต์นั้นได้เลยว่าเราไปเอกมัยแล้วกำลังจะกลับบ้าน แต่เพื่อนเรียกแท็กซี่จะไปสีลมกันต่อ เพื่อนห้าคนเข้ารถไปแล้ว คนขับก็บอกอย่าขึ้นมาเต็มแล้ว แต่เราก็ก้าวเข้าไป พอไปถึงทุกคนเมาหมด ทั้งร้านมีโอ๊ตนั่งสร่างคนเดียว ตอนตีสามก็มีฝรั่งลากกระเป๋าเดินทางเข้ามา เขาเป็นอีกคนนึงที่สร่าง คือเขามาหาเพื่อนเขา (พี่โน้ต Dudesweet) ซึ่งเป็นเพื่อนเราเหมือนกัน เขาเลยนั่งคุยกับเรา

มันมีความรู้สึกแปลกๆ เราเห็นรอยสักตรงอกซ้ายของเขาเหมือนงานอาจารย์ถวัลย์เลยอะ เป็นเฟิร์นแบบอินฟินิตี้ รูปร่างที่มันโตต่อกันไปเรื่อยๆ เราก็อืม… คนนี้น่าสนใจ ประหลาดดี วันรุ่งขึ้นส่งเมสเสจไป เขาบอกว่าจะไปซื้อมอเตอร์ไซค์ที่อยุธยา เราก็บอกโอเคเดี๋ยวไปด้วย จำได้ว่านั่งรถไฟเที่ยวสุดท้ายจากสถานีดอนเมือง ไปถึงอยุธยาก็ไม่มีแพลนอะไรเลย ต้องเล่าอีกว่าโอ๊ตเป็นคนราศีมังกร นิสัยคือแพลนทุกอย่าง ชีวิตคือเป้าหมายไปให้ถึง ส่วนเขาราศีกุมภ์ คือลอยไปกับลม อะไรก็ได้แล้วแต่ชะตาชีวิต เดินทางไปทั่วโลก เราสองคนต่างกันแบบสุดขั้วมากๆ อันนี้ก็แปลกมากสำหรับโอ๊ต ไปอยุธยาแบบไม่ได้จองโรงแรมเลย เดินหากันตอนห้าทุ่ม แล้ววันรุ่งขึ้นเขาก็ซื้อมอเตอร์ไซค์ เราซ้อนมอเตอร์ไซค์เขาจากอยุธยากลับบ้าน

หลังจากนั้นคิดว่า ‘ตกหลุมรัก’ ก็ถูกต้องค่ะ โอ๊ตเป็นคนตกหลุมรักเรื่อยเปื่อยอยู่แล้วด้วยกมลสันดาน จะเรียกว่าเร็วก็เร็ว สองอาทิตย์ถัดมาเขาก็มาบ้านเรา เราก็ไปบ้านเขา แล้วประมาณเดือนกว่าๆ เขาก็มาอยู่กับเราเลย เดือนนึงต่อมาเราก็ไปหาครอบครัวเขาที่เบลเยียม เขาชื่อโจนัส เดปต์ (Jonas Dept) เป็นนักเปียโน อยู่เมืองไทยมาสิบห้าปีแล้ว ก่อนหน้านี้อยู่เชียงใหม่ วันนั้นที่เจอกันเขาเพิ่งกลับจากทัวร์ต่างประเทศ จริงๆ เป็นจังหวะที่เขาอยากจะออกเมืองไทยพอดี เพราะเบื่อแล้ว สุดท้ายไม่ได้ออกเลยจ้า (หัวเราะ) ตอนนี้อยู่ด้วยกันมาห้าปีแล้ว (น้องแมวเดินโฉบผ่านมุมสนทนาของเราพอดี หลังปลดทุกข์ในกระบะทราย) นี่แบบไม่กล้าเลี้ยงแมว ไม่กล้าทำอะไรหลายอย่างมากในชีวิต แฟนปลดล็อกเรามากตั้งแต่วันนั้น เขาทำให้เราตื่นเต้นอะ ออกจากแผน พังกรอบทุกอย่างที่เรามี

รักกันนานแบบนี้ บอกเคล็ดลับหน่อย

มันมีหลายอย่างมาก เช่น การประนีประนอม เมื่อก่อนเราไม่เคยเชื่อเรื่อง compromise เลย แต่บางครั้งต้องยอมบ้าง สำหรับโอ๊ตนะถ้าจะยอมประนีประนอม เราต้องเห็นอะไรบางอย่างก่อนว่ามันจะทำให้เราดีขึ้น เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา หรือเราจะมีเวอร์ชั่นที่ดีกว่านี้ ต้องลองเปิดใจดูนะ เราถึงจะอยากลองเปิดใจ แต่ถ้ายึดว่าตรรกะเราถูก เราเป็นอย่างนี้ มันก็จะไม่ยอมประนีประนอมหรอก โอ๊ตคิดว่าการอยู่กับใครสักคนที่ทำให้เรามองเห็นชีวิตที่มันสมบูรณ์ มีสิ่งที่เราเรียนรู้ไปได้เรื่อยๆ อันนี้เป็นคีย์สำหรับโอ๊ตนะ

อะไรทำให้เราประทับใจเขา

มีหลายอย่าง โดยเฉพาะความเป็นคน free spirit นี่แหละ โจนัสเป็นคนมีอิสระที่สุดเท่าที่รู้จักมา แล้วในฐานะศิลปินโอ๊ตว่าสิ่งนี้สำคัญสำหรับเราที่ทั้งต้องตั้งคำถาม แหกขนบ หรือทดลองอะไรใหม่ๆ เขาเป็นทั้งมิวส์ เป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต และการทำงานศิลปะด้วย เพราะเขาเป็นนักดนตรี ถือว่าเป็นศิลปินเหมือนกัน โอ๊ตเป็นคนเซนสิทีฟมาก อะไรก็ร้องไห้ได้ ซึ่งเป็นทั้งสิ่งที่เขาชอบและสิ่งที่เขาเอือมระอา เราจะคุยกันเรื่องศิลปะ หรือพูดถึงอะไรที่ละเอียดอ่อนมากๆ โดยเฉพาะความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ได้เยอะ เราจะคุยกันแบบดำดิ่งเลย

เราเคยทำโชว์ด้วยกัน (Concerto for Piano & Charcoal: บทประพันธ์สำหรับเปียโนและแท่งถ่าน) เขาเล่นเปียโน โอ๊ตวาดรูป พอได้ทำงานด้วยกันมันก็พัฒนาความสัมพันธ์อะเนอะ เราเข้าใจจังหวะจะโคนของกันและกัน ต่างคนต่างเซอร์ไพรส์ทุกครั้งที่เราได้สร้างอะไรใหม่ๆ เขาเรียนรู้จากเรา เราเรียนรู้จากเขา แล้วก็ไม่ได้ชอบเหมือนกันด้วยนะ คือต่างความชอบ แต่ว่าได้คุยกัน ได้ต่อยอดแรงบันดาลใจ คิดว่าเป็นไฮไลต์ของความสัมพันธ์นะ

วางแผนในอนาคตกันไหม

เราไม่มีแผน (หัวเราะ) เนี่ยเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้จากเขาว่าอยู่กับปัจจุบันนะ เพราะบางครั้งชีวิตมันยิ่งกว่าสิ่งที่เราแพลนอีก อย่างเรื่องพ่อโอ๊ตเป็นมะเร็ง สุดมาก มันไม่ได้อยู่ในแผนแน่นอนอยู่แล้ว วันนั้นจำได้ว่าพ่อต้องไปสแกนสมอง เขาขับรถไปให้ ขากลับเราก็ร้องไห้ โจนัสพูดว่าคนอื่นในบ้านเราอาจจะดูแลไม่ได้ แต่ไอดูแลยูได้นะ แล้วเขาก็ไม่ทิ้งเราเลยจริงๆ อยู่แบบช่วยซัพพอร์ตทั้งกายและจิตใจตลอดเวลา เราก็เออ ขอบคุณนะ ถามว่าเรื่องแบบนี้พอมันเข้ามาอยู่ในชีวิตเรา มันทำให้เห็นว่าจริงๆ ไดนามิกของความรักมันมีเยอะหลายแบบ เราไม่สามารถคิดถึงมันตั้งแต่แรกด้วยซ้ำว่าอยากให้เขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เราแค่อยู่กับปัจจุบันแล้วก็ let it unfold

เราเป็นเกย์เนี่ย โอ๊ตว่าต่างกับคู่ที่ไม่ใช่ชายจริงหญิงแท้ หรือเพศสภาพที่ตรงกับเพศกำเนิด เรียกว่าคู่ตามขนบละกัน ต่างกันในแง่ที่ว่าเราไม่มีความกดดันของสังคมให้แต่งงาน หรือแต่งงานแล้วก็อาจมีความกดดันของที่บ้าน เช่น คุณแม่และคุณยายอยากอุ้มหลาน มันจะมีสิ่งนี้สำหรับคู่ตามขนบเพศสภาพชาย-หญิง แต่ของเกย์ไม่มี แถมตรงข้ามด้วยซ้ำ พื้นที่สื่อตั้งแต่ยุค ’80s ’90s เป็นต้นมา ไม่เคยเสนอภาพคู่เกย์ที่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขด้วยซ้ำ ดังนั้นภาพการครอบครองคนคนหนึ่ง หรือชีวิตความรักที่ต้องมาแต่งงานไม่ได้อยู่ในหัว เขาเป็นคนที่ไม่ทำให้เรารู้สึกว่าอยู่ในกรอบ เพราะจริงๆ ในความเป็นศิลปินเราจะมีความอยาก explore อยากโน่นนี่ เรื่องเซ็กซ์ก็เหมือนกัน เราค่อยๆ เขียนคู่มือสำหรับการอยู่ด้วยกัน พอห้าปีก็ลงตัว เรารู้จักรสนิยมของกันและกัน แล้วก็เข้าใจว่าสุดท้ายก็คือจะอยู่ด้วยกัน ทั้งหมดทั้งมวลที่พูดมาเนี่ยนะ เขาซื้อแหวนมาขอเราแต่งงานตั้งแต่ปีแรก เราก็เซย์เยสตั้งแต่ตอนนั้นเลย

การปรับตัว? และการเว้นระยะห่าง จำเป็นไหมสำหรับชีวิตคู่

โอ๊ตเชื่อว่าทุกคนตอนเกิดมาเป็นเหมือนภาพถ่าย เหมือนโพลารอยด์ของท้องฟ้าวันนั้น ดาวแต่ละดวงอยู่ตรงไหน ดาวเจ้าเรือนของเราคืออะไร แต่ละคนคือท้องฟ้าของคืนนั้นๆ ที่เราเกิด ดังนั้นในบางเรื่องบางนิสัยเขาก็เป็นคนแบบนี้ ช้อยส์คือจะรับหรือไม่รับ แฟนโอ๊ตเรื่องมากที่หนึ่งคือผ้าต้องพับอย่างนี้ เหมือนคนเป็น OCD ทุกอย่างต้องสะอาด เรารำคาญมาก แต่เพราะรักอะ เข้าใจได้ว่าเขาเป็นคนแบบนี้ ส่วนเราจะชอบตั้งคำถามกับความรักตลอดเวลา เป็นเพราะลัคนากลุ่มดาวของเรา อยู่ดีๆ ก็เอ๊ะ! ใช่ป่าววะ พอรู้ว่าดาวเราเป็นแบบนี้ เราจะไม่ให้มันดึงเราไปในจุดที่แย่ โอเค ฉันคิดเยอะไปแล้ว งั้นไปนอนก่อน หรือพอเขาเริ่มเจ้ากี้เจ้าการ ก็โอเค ห่างกันก่อน ไม่ต้องพยายามไปตีมันว่าทำไมเจ้ากี้เจ้าการอย่างนี้ล่ะ หรือทำไมไม่เป็นแบบนี้ล่ะ ไม่พยายามจะเปลี่ยน คนจะเปลี่ยนเขาเปลี่ยนเอง

เมื่อเราเข้าใจลักษณะของเขา เขาเข้าใจลักษณะของเรา รู้ว่าเราเป็นคนเซนสิทีฟ แต่ดื้อมาก แล้วแพลนทุกอย่าง เขาจะไม่รำคาญเวลาโอ๊ตแพลน อย่างเวลาไปเที่ยวเราจะแพ็กกระเป๋าล่วงหน้าสองอาทิตย์ ต้องรู้ว่าไปที่ไหนใส่ชุดอะไร เป็นคนเอ็นจอยแพ็กกิ้งมาก แต่เขาจะแพ็กประมาณสามชั่วโมงก่อนบินตลอดเวลาทุกครั้ง ถ้าเราไปนอยด์กับเขาว่าทำไมเธอไม่พร้อมเลย หรือถ้าเขามานอยด์กับเราว่าทำไมเธอเรื่องมาก มันก็จะไม่ไหว แต่ถ้าเข้าใจธรรมชาติของกันและกันก็จะอยูู่ด้วยกันได้ โดยที่เรายังเป็นตัวของตัวเอง

พออยู่ด้วยกันไดนามิกก็เป็นแบบนึง แต่พออยู่คนเดียวก็เป็นอีกแบบ อันนี้เป็นสิ่งที่คนไม่อยากจะฟัง แต่โอ๊ตคิดว่าบางเรื่องเราต้องทำคนเดียว บางทีแฟนเราต้องยอมรับว่าทำแทนเราไม่ได้ หรือช่วยไม่ได้ ยกเว้นว่าช่วยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ น่ะได้ คือบางคนอาจมีความรักเพื่อไม่ให้เหงา หรือไม่ต้องตัดสินใจคนเดียว ได้รู้สึกว่ามีคนรักฉัน ชีวิตฉันคอมพลีต แต่จริงๆ แล้วบางเรื่องมนุษย์เราต้องตัดสินใจคนเดียว ต้องเติบโตด้วยตัวเอง บางครั้งเราก็ต้องการที่เงียบๆ เพื่อจะตกตะกอน หรือตัดสินใจบางอย่างด้วยตัวเราเอง เขาเองก็เช่นกัน ดังนั้นการมีระยะห่างให้กันมันก็ดี

นิยามความรักให้ฟังหน่อย 

โอ๊ตว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่เราสร้างสรรค์ด้วยความหลงใหล เป็นแรงขับเคลื่อน เป็นกระบวนการสร้างสรรค์ที่สวยงาม (ถ้าให้วาดออกมาเป็นภาพล่ะ?) เป็นภาพที่มีเสียงเปียโน อันนี้แน่นอน (หัวเราะ) คงเป็นรูปคนสองคนที่ไม่ได้เป็นคนอีกต่อไป เป็นคลื่นพลังงาน เป็นการเข้าหากัน น่าจะแอ็บสแตร็กต์แหละ จริงๆ แก่นของความรักโอ๊ตว่าไม่ได้อยู่ที่รูปร่างว่าจะต้องหน้าตาอย่างนี้ มันเป็นการจูนเข้าหากันของสองสิ่ง แล้วมันก็มีความสวยงามของมันเอง (เฉดสีอะไรดี?) สีรุ้งค่ะ ชัวร์ ความรักไม่ได้มีสีเดียวเนอะ

มีความเป็นศิลปินเหมือนกัน ยังมีอะไรที่คล้ายกันอีกบ้าง

เราเป็นแอ็กติวิสต์เหมือนกันในแง่ของคนทำศิลปะ และเป็นแอ็กติวิสต์เรื่องสมรสเท่าเทียม เราก็สู้กันต่อไป หวังว่าความรักจะเป็นอะไรที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะนิยามยังไง – ถ้าเขาอยากก็ให้เขาไหม คุณไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเขาเลยนะ คุณจะเป็น gatekeeper อยู่ทำไม – นี่เป็นเหตุผลที่ทำแกลเลอรี่ที่โชว์เรื่อง LGBT โดยเฉพาะ เพศสภาพกับชีวิตมันมีผลมากนะ ดังนั้นถ้าศิลปะเป็นภาพสะท้อนของชีวิตคน แล้วคุณไม่พูดเรื่องเพศสภาพ หรือบอกว่ามันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น มันใช่เหรอ เราว่าไม่ใช่นะ เราว่าเป็นเรื่องสำคัญแต่คนไม่พูดกัน เราเลยต้องพูด และหวังว่าวันหนึ่งเราจะไม่ต้องทำ เพราะถ้ามันเท่าเทียมกันไปแล้ว เราจะทำโชว์เก๋ๆ อะไรก็ได้ แต่กว่าจะถึงวันนั้นก็จะทำเรื่องนี้ก่อน

เราเชื่อว่าเราควรจะได้แต่งงานกับแฟนในประเทศนี้ จริงๆ บินไปแต่งที่เบลเยียมก็ได้ แต่เราอยากแต่งที่นี่ เอาสิทธิที่นี่ คือกวนตีนอะ คิดว่าเดี๋ยวก็ต้องได้ ทุกวันนี้เขาต้องทำเอกสารมากมายเพียงเพราะเราไม่ได้เป็นผู้หญิง ถ้าแต่งงานกันปุ๊บเขาอยู่ที่นี่ได้เลย รวมถึงการตัดสินใจทางการแพทย์ ซึ่งเราอยากให้พาร์ตเนอร์เราเป็นคนตัดสินใจ หรืออย่างทรัพย์สมบัติที่เราสร้างมาด้วยกัน เขาควรจะได้ คิดว่าไม่ช้าก็เร็วค่ะ ถ้าจะให้บอกอะไรกับใครตอนนี้ คงอยากพูดกับกลุ่ม LGBTQ+ ว่าอดทนนิดนึง เราต้องไปถึงให้ได้

COURTESY OF OAT MONTIEN

PHOTOGRAPHER: THANUT TREAMCHANCHUCHAI

WRITER: ANGKANA WONGWISETPAIBOON

Other Articles