Saturday, July 2, 2022

In The Spotlight…พรีม-ชนิกานต์ นักแสดงสาวรุ่นใหม่ที่ใครๆ ก็หลงรัก

หากจำไม่ผิด พรีม-ชนิกานต์ ตังกบดี น่าจะเป็นคนในวงการบันเทิงอายุน้อยที่สุดที่ได้ขึ้นปกลอฟฟีเซียล ไทยแลนด์ (ถ้าไม่นับน้องสายฟ้าที่ขึ้นปกคู่กับแม่ชมเมื่อสองปีก่อน) แถมครั้งนี้ยังเป็นการขึ้นปกเดี่ยวครั้งแรกของเธอด้วย ในการถ่ายแฟชั่นเซ็ตปกกับ Onitsuka Tiger แบรนด์แฟชั่นแฝงความสปอร์ตระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น พรีมนำเสนอลุคคอลเลกชั่นต้อนรับปีเสือออกมาด้วยอินเนอร์เฟียร์ซๆ เปี่ยมพลัง สมกับเป็นสาวที่รักในแฟชั่น แต่ถ้าใครได้พูดคุยกับเธอก็จะสัมผัสได้ถึงตัวตนที่เป็นสาวน้อยขี้อาย

“พรีมมีเชื้อจีนนิดหน่อยค่ะ” นักแสดงสาวซึ่งกำลังจะอายุ 18 ปีในเดือนนี้บอกยิ้มๆ ต่อข้อสงสัยว่าเธอเป็นลูกครึ่งหรือเปล่า ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่คนเสิร์ชหาเกี่ยวกับเธอในกูเกิล… หลายคนอาจจะรู้สึกคุ้นหน้าเธอจากงานโฆษณาต่างๆ และบทบาทการแสดงเล็กๆ น้อยๆ เช่น ลูกสาวแม่หญิงจันทร์วาดในละครบุพเพสันนิวาส แต่จากนักแสดงเด็กเมื่อครั้งวันวาน วันนี้เธอได้ก้าวสู่การเป็นนักแสดงสาวรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง

ปัจจุบันพรีมเป็นนักแสดงในสังกัด GMMTV ผลงานเรื่องแรกที่เธอได้โชว์ฝีมือแบบเต็มๆ กับค่ายนี้ก็คือซีรีส์ ‘Blacklist นักเรียนลับบัญชีดำ’ จากนั้นก็ตามมาด้วย ‘The Gifted Graduation’ ซึ่งเป็นซีรีส์ไทยที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามทั่วเอเชีย และล่าสุดที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในตอนนี้คือซีรีส์ ‘F4 Thailand: หัวใจรักสี่ดวงดาว Boys Over Flowers’ ที่เธอรับบท คะนิ้ง และประกบคู่กับหนุ่มวิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร 

-พรีมเริ่มรู้ตัวว่าชอบการแสดงจริงๆ จังๆ ตอนไหน

“น่าจะตั้งแต่ตอนที่ได้เล่นหนังค่ะ (เรื่อง ‘ตุ๊กแกรักแป้งมาก’) จริงๆ พรีมเล่นหนังก่อนที่จะได้แสดงละคร ชอบที่ได้แสดงบทต่างๆ ได้ทำความเข้าใจกับตัวละคร (แล้วการที่มีประสบการณ์มาตั้งแต่เด็ก มันช่วยให้ง่ายขึ้นไหม?) พรีมว่ามันเหมือนการเล่นเกม เหมือนต้องค่อยๆ ผ่านไปทีละด่าน ด่านนี้อาจจะเจอบทแบบนี้ ด่านต่อไปอาจจะเจออีกแบบ ถ้าได้บทที่ยากขึ้น เหมือนเราได้เก็บแต้ม… การได้เล่นบทบาทใหม่ๆ มันท้าทายเรามากๆ พรีมชอบตอนที่ได้ศึกษาและค้นหาตัวตนของตัวละคร มันเหมือนได้ใช้จินตนาการในการสำรวจความเป็นมนุษย์ แล้วพอเรามีผลงานการแสดง มันก็ต่อยอดไปในการทำอย่างอื่น อย่างการถ่ายแบบแฟชั่น ก็เป็นสิ่งที่พรีมชอบมากๆ ด้วยค่ะ”

-ในบรรดาผลงานที่ผ่านมา มีผลงานไหนประทับใจที่สุด

“น่าจะเป็นตอนที่แสดงบทเกรซในเรื่อง The Gifted Graduation ค่ะ คือรู้สึกทึ่งตั้งแต่ตอนอ่านบทแล้ว เกรซเป็นตัวละครที่มีความเป็นอิสระสูง ไม่ขึ้นกับใคร แล้วก็นอกกรอบ รู้สึกว้าวมากในการตัดสินใจของเขา แล้วเราต้องค้นหาและทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ ระหว่างที่แสดง เพราะเป็นตัวละครที่เป็นผู้ใหญ่แต่ต้องมาสิงร่างวัยรุ่นในปัจจุบัน เป็นบทที่พรีมต้องทำการบ้านหนักมาก โดยเฉพาะเรื่องแบ็กกราวด์ตัวละคร ต้องมานั่งคิดเป็นกราฟเลยตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนสุดท้าย ว่าจะออกมาเป็นยังไง เจออะไรบ้าง มีจุดเปลี่ยนอะไร เลยรู้สึกว่าเป็นมาสเตอร์พีซของเราเลย” 

-ในวันนี้ อายุ 17 ตั้งใจกับวงการนี้ไว้ว่าอย่างไร 

“พรีมอยากเล่นได้หลายบทบาทค่ะ มีอีกมากมายที่ยังไม่ได้ลอง บทที่ท้าทายตัวเอง คิดว่าเรายังต้องเรียนรู้อีกเยอะค่ะ”

-เล่าถึงผลงานใหม่ล่าสุด F4 Thailand กับผลงานที่ประกาศออกมาแล้วว่าจะได้ชมปีนี้ อย่าง Good Old Days และ Home School ให้ฟังหน่อย

“เอาจริงๆ เป็นผลงานที่แตกต่างกันมากเลย ถ้าเปรียบเป็นสีก็คนละเฉดเลย F4 Thailand เป็นเฉดฟ้าๆ เรารับบทเป็นเด็กนักเรียนที่เป็นเพื่อนนางเอก ส่วนสองเรื่องยังไม่ได้ถ่ายทำจริงๆ ค่ะ ถ่ายแค่ทีเซอร์ แต่ก็พอจะเห็นภาพคร่าวๆ อย่าง Home School ถ้าเทียบก็ออกสีเขียว มีความตื่นเต้น ส่วน Good Old Days ก็เป็นเฉดสีม่วง ออกแนวอีโมชั่นนอล พรีมเล่นคู่กับพี่คริส (พีรวัส แสงโพธิรัตน์) เป็นเรื่องเกี่ยวกับของเก่าที่มีความหมายในความทรงจำ ลึกซึ้งมากๆ”

-ตอนนี้ F4 Thailand ยังถ่ายทำอยู่ มีอะไรสนุกๆ มาแชร์ให้ฟังไหม 

“ความสนุกก็คือการได้เจอกับพี่ๆ นักแสดงและทีมงานค่ะ รู้สึกสนุกตั้งแต่ตอนที่ได้เวิร์กช็อปแล้ว พรีมจะได้เข้าฉากกับพี่วินและพี่ตู (ต้นตะวัน ตันติเวชกุล นางเอกของเรื่อง) บ่อยที่สุด คือพี่ตูเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนอยู่แล้ว แต่ตอนอยู่โรงเรียนเราไม่ได้คุยกัน พอมาเจอกันก็เซอร์ไพรส์มากที่พี่ตูเป็นนักแสดง เลยสนิทกันมากขึ้น ส่วนพี่วินเจอกันครั้งแรกตอนเวิร์กช็อป ก็มีกิจกรรมที่ทำให้คอนเน็กต์กันมากขึ้น แล้วอีกคนที่เจอบ่อยก็คือพี่ป๋อมแป๋ม (รับบท น้ากา เจ้าของร้านดอกไม้) คือมันยากมากกกก สิ่งที่ยากสุดในการถ่าย F4 คือการกลั้นขำพี่ป๋อมแป๋มนี่ล่ะค่ะ เพราะพี่เขาเป็นคนฮามาก”

-บทคะนิ้ง มีอะไรที่เหมือนตัวพรีมบ้างไหม

“เขาจะเป็นคนที่รับฟัง เรียกว่าอะไรดี ผู้สังเกตการณ์ คอยดูอยู่ห่างๆ ไม่ใช่คนที่พุ่งเข้าใส่ตรงๆ แต่จะค่อยๆ คิดก่อน ซึ่งจุดนี้ก็คล้ายๆ กับพรีมค่ะ” 

-เข้าวงการตั้งแต่เด็ก พรีมมีวิธีจัดการชีวิตตัวเองอย่างไร 

“พรีมจะเป็นคนที่จริงจังกับการทำงานมาก แต่เวลาเล่นก็คือเล่น เป็นคนที่จัดตารางชีวิตตัวเองได้ คิดไว้ว่าจะทำอะไรเป็นสเต็ปๆ ถ้าทำไม่ครบก็จะทบในวันถัดไป (แล้วเพื่อนๆ ว่าไงที่เราเป็นนักแสดง?) เพื่อนๆ ก็ไม่อะไรนะคะ เพราะพรีมอยู่โรงเรียนเดียวมาตั้งแต่เด็ก (โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เพื่อนๆ ก็ไม่ได้ตื่นตาเพราะพรีมไม่ได้เข้ามาใหม่ เขาก็ชินมาเรื่อยๆ แล้วก็ซัพพอร์ตเราดีมาก คอยช่วยเหลือถ้าเราติดถ่ายละครในวันที่เรียนด้วย แต่จริงๆ ทางกองถ่ายพยายามให้คิวไม่ตรงกับตารางเรียนค่ะ จะได้ไม่ต้องกระทบการเรียน” 

-ถ้าตัดพาร์ตที่เป็นนักแสดงออกไป อยากรู้ว่าพรีมเติบโตมาแบบไหน

“จริงๆ พรีมใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วไปค่ะ แค่เอาเวลาว่างมาทำงานตรงนี้ แต่เรายังใช้ชีวิตปกติกับครอบครัว ได้ไปเที่ยวสนุกสนานกับเพื่อนๆ แต่มีช่วงหนึ่งค่ะ สมัยที่ยังถ่ายหนังเรื่อง ‘ตุ๊กแกรักแป้งมาก’ ตอนนั้นต้องลาเรียนเป็นเดือนเลย เพราะต้องไปถ่ายที่เชียงคาน… (แล้วเวลาอยู่กับเพื่อน พรีมเป็นสายไหน?) พรีมก็เป็นได้ทั้งผู้นำและผู้ตามนะ บางอย่างเพื่อนก็นำไป แต่ถ้าเรื่องไหนเรารู้มากกว่า พรีมก็นำเพื่อนได้ ส่วนพ่อแม่ก็สนับสนุนว่าเราอยากทำอะไร เป็นอะไร ให้เราได้ลองถูกลองผิดเอง ไม่ได้กำหนดว่าเราต้องเป็นแบบไหน ค่อนข้างเปิดค่ะ แต่ก็ยังมีกรอบอยู่บ้าง”

-ความฝันตอนเด็กล่ะคะ

“เคยอยากเป็นนางแบบ (หัวเราะ) สมัยเด็กคิดว่าโตขึ้นคงจะสูง 170 แล้วก็ชอบแฟชั่น ชอบดูคนเดินแบบ ชอบดูโชว์วิกตอเรีย ซีเคร็ต เคยอยากเป็นดีไซเนอร์ แล้วก็เคยอยากเป็นผู้กำกับ ชอบงานภาพ (จากความฝัน ดูจะเป็นเด็กสายศิลป์?) แต่ที่เลือกเรียนสายวิทย์เพราะตอนนั้นคิดว่ามันทำให้เราไปต่อได้กว้างกว่า แต่จริงๆ มันอาจจะไม่เกี่ยว ถ้ามีเวลาได้ explore จนรู้ว่าเราชอบอะไร มันน่าจะดีกว่าเลือกอะไรให้กว้างไว้ก่อน”

-แต่ก็เคยเห็นสัมภาษณ์ว่าอยากเป็นหมอผิวหนังใช่ไหม

“ความคิดเริ่มแรกของเด็กส่วนใหญ่คืออยากเป็นหมอ แต่จะหมออะไรดี ตอนนั้นคุณแม่กับพี่สาวชอบไปหาหมอความงาม เราเลยคิดว่าน่าสนใจ แต่ความชอบเราก็เปลี่ยนไปตามช่วงวัยและประสบการณ์ของเรา” 

-อายุ 17 กำลังจะ 18 คิดว่าตัวเองได้ผ่านจุดเปลี่ยนในชีวิตมาหรือยัง

“ตอบยากมากกกกกกกค่ะ คือรู้สึกว่าอายุ 17 ยังไม่ได้ใช้ชีวิตหรือผ่านอะไรมาเยอะจนถึงขนาดเป็นจุดเปลี่ยนจริงๆ”

-แล้วมีใครเป็นแบบอย่างในชีวิตให้พรีมไหม

“ถ้าพูดเฉพาะด้านการแสดงก็คือจ้าวลี่อิงค่ะ เขาเป็นนักแสดงจีนที่เติบโตในด้านการแสดง ไม่ได้เล่นเป็นตัวเองอย่างเดียว เก็บประสบการณ์แล้วค่อยๆ ขึ้นมา ก็เลยชอบเขาเพราะจุดนี้”

-ตอนนี้มีคนติดตามพรีมในอินสตาแกรมเป็นหลักล้านเลย รู้สึกอย่างไร จำได้ไหมว่ามันเกิดขึ้นตอนไหน

“จำแน่ๆ ไม่ได้ค่ะ แต่ถ้าช่วงที่ยอดมันขึ้นเร็วๆ คือตอนที่แสดงเรื่อง The Gifted Graduation รู้สึกขอบคุณทุกคนที่คอยติดตามและสนับสนุนเรา ขอบคุณที่ชอบในความเป็นเรา (แล้วรู้สึกว่าเราต้องเป็นแบบอย่างให้คนที่ติดตามเราไหม?) พรีมยังไม่ได้คิดว่าเราเป็นแบบอย่าง แต่ก็ใช้โซเชียลอย่างระมัดระวังมากขึ้นค่ะ”​

-แรงบันดาลใจในการพัฒนาตัวเอง 

“แรงบันดาลใจก็คือแฟนคลับนี่ล่ะค่ะ เวลาทำงานมาเหนื่อยๆ ได้เห็นฟีดแบ็ก มันก็เหมือนการฮีลตัวเอง เป็นการชาร์จแบต แต่ถ้าด้านการใช้ชีวิต ก็คือตัวเราเองและครอบครัว เราคงต้องเริ่มจากตัวเองก่อน ต้องพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นทั้งด้านอารมณ์และความคิด เป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของเรา” 

-มาเรื่องแฟชั่นบ้าง ได้แรงบันดาลใจจากไหนบ้าง

“พรีมชอบดูหนัง เราจะเห็นคอสตูมตัวละคร เลยได้เรียนรู้แฟชั่นจากหนัง อย่างเรื่อง Mean Girls ก็จะดูเป็นแฟชั่นที่กลับมานิยมตอนนี้ แล้วก็ชอบหนังพีเรียดอย่าง Bridgerton แต่ถ้าในชีวิตจริงก็ชอบแบบเคนดัล เจนเนอร์ และเจนนี่ แบล็กพิงค์” 

-แล้วสไตล์ของพรีมเป็นแบบไหน

“มันมีหลายแบบมาก เป็นกราฟขึ้นลงเลย มีทั้งลุคเท่ๆ สปอร์ตบ้าง และลุคที่เฟมินีนบ้าง แล้วแต่วัน แล้วแต่อารมณ์ อย่างช่วงนี้อินกับสไตล์คาวบอย อย่างคาวบอยบู๊ต รู้สึกว่าใส่แล้วมันดูมีอะไร แล้วก็เป็นคนชอบคิดเรื่องแต่งตัวล่วงหน้า อย่างพรุ่งนี้จะไปไหนก็จะคิดไว้ก่อนเลย เพราะเป็นคนให้ความสำคัญกับเวลามากๆ ค่ะ”

-แล้วถ้าพูดถึงไอเท็มที่เป็นซิกเนเจอร์ของพรีมล่ะ

“จริงๆ ชอบบักเก็ตแฮ็ต (เป็นเอมิลี่ อิน ปารีสเหรอ?) แบบเรียบๆ ก็ได้นะ ไม่ต้องสีสัน แล้วก็ชอบดีเทลอะไรเล็กๆ น้อยๆ อย่างผ้าพันคอ เอามาผูกเพิ่มความวินเทจ ทำให้ดูน่ารักขึ้น”

-ในวันว่างพรีมชอบทำอะไร

“ตอนที่ยังไม่มีโควิด ชอบไปเล่นโยคะฟลาย รู้สึกว่ามันตื่นเต้น ระทึกใจว่าจะตกไหม มันท้าทายตัวเอง แล้วก็ดูหนังฟังเพลงทั่วไปเลยค่ะ แล้วอีกอย่างที่ชอบมากๆ ก็คือการนวด ทั้งนวดอโรม่าและนวดไทย (ทำไมกิจกรรมดูโตจัง?) เหมือนเป็นออฟฟิศซินโดรมค่ะ ปวดหลัง (หัวเราะ)”

-อยากเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบไหนคะ

“ไม่อยากเป็นผู้ใหญ่ที่ตัวเองไม่ชอบในตอนเด็ก ยังเคยคิดเลยว่าจะทำสมุดโน้ตเล็กๆ ไว้จดว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร แล้วพอโตไปสักพักค่อยย้อนกลับมาอ่าน จะได้เตือนใจและสำรวจตัวเองว่าเราเป็นแบบนี้ไหม” 

-ความสำเร็จในแบบของพรีม

“อืมมม… มันไม่ได้มีอะไรตายตัวขนาดนั้น ตอนนี้ก็ดูงานต่องานอยู่ค่ะ พอทำงานนี้เสร็จ เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เห็นผลงานออกมา แค่นี้เราก็ดีใจแล้วค่ะ” 

Photographer: Napat Gunkham

Fashion Editor: Watcharachai Nun-ngam

Writer: Pimpilai Boonjong

Makeup: Tanawat Boonraksa

Hair: Wipaluk Kanda

Photographer Assistants: Phongsak Wethee, Saran Wannaphurk, 

Sanpasiri Chaosaowpa

Stylist Assistants: Thitaree Trisiritanyagorn, Tisakorn Kunchornnok






Other Articles