ในบรรดาภาพยนตร์รักโรแมนติก เรื่องที่ฉันหลงรักและดูซ้ำได้ (ถ้ายังมีให้ดู) ก็คือเรื่อง EVER AFTER ภาพยนตร์สมัยปี 1998 ของผู้กกำกับ แอนดี้ เทนเนน ต์ และนำโครงเรื่องมาจากเทพนิยาย ซินเดอเรลล่า ของสองพี่น้องตระกูลกริมส์
จริงอยู่ที่ว่า ภาพยนตร์แนว ซินเเดอเรลล่า นั้นมีให้ดูหลายเวอร์ชั่น ทั้งแบบเทพนิยายไปจนถึงการปรับโครงเรื่องให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ EVER AFTER ไม่เหมือนเรื่องไหนๆ ก็คือส่วนผสมของความงดงามชวนฝันแต่ไม่แฟนตาซี และการสร้างบุคลิกตัวละครที่สมเหตุผสมผล

ภาพยนตร์ EVER AFTER เปิดฉากด้วยหญิงสูงศักดิ์ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งในช่วงต้นยุค 1800s ได้เชิญให้สองพี่น้องตระกูลกริมส์เข้ามาคุยเรื่องเทพนิยายที่พวกเขาเขียน โดยเฉพาะเรื่องซินเดอเรลล่าที่ดูเทพนิยายเกินไปหน่อย จากนั้นเธอก็ให้พวกเขาได้ชมภาพหญิงสาวปริศนาซึ่งวาดโดยศิลปิน ลีโอนาร์โด ดา วินชี และเล่าเรื่องราวของหญิงในภาพซึ่งเป็นบรรพสตรีของเธอให้ทั้งสองได้รับรู้ เธอคนนี้มีชื่อว่า แดเนียล เดอ บาบารัก ผู้มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 16 หรือยุคเรอเนสซองส์
ดรูว์ แบร์รี่มอร์ นางเอกหน้าหวานขวัญใจหนุ่มสาวยุค 90s รับบท แดเนียล ผู้มีสถานะไม่ต่างจากคนใช้ในบ้านของตัวเอง เนื่องจากพ่อของเธอจากไป และบ้านก็อยู่ภายใต้การดูแลของแม่เลี้ยงซึ่งไม่มีวันรักเธอได้เหมือนลูกจริงๆ… เหมือนประโยคเชือดเฉือนจากแม่เลี้ยงซึ่งนำแสดงโดย แองเจลิกา ฮุสตัน… “ใครจะไปรักกรวดที่อยู่ในรองเท้าไหว”
Ever After ทำให้เราเห็นตัวตนของ แดเนียล ซึ่งไม่เหมือนกับซินเดอเรลล่าในเทพนิยายที่เราคุ้นเคย เธอไม่ได้แค่ทำงานบ้าน โดนกลั่นแกล้ง และรอให้โชคชะตานำพาเจ้าชายให้มาตกหลุมรัก ภาพยนตร์นี้ได้มอบความแกร่งให้เธอซึ่งทำให้ผู้ชมหลงรัก เธอเป็นคนฉลาด ชอบอ่านหนังสือ ขยันขันแข็ง และห่วงใยคนรอบข้าง แม้แต่คนรับใช้ การใส่ความเป็นเฟมินิสต์ลงไปทำให้นางเอกเป็นผู้หญิงที่ดูพึ่งพาตัวเอง แปลกต่างไปจากขนบของยุคนั้น
“ถ้าทรงปล่อยให้คนไร้การศึกษาขาดการขัดเกลาตั้งแต่เกิด แล้วไปลงโทษความผิดที่เกิดจากการไม่ได้รับการศึกษา จะให้สรุปเป็นอื่นได้อย่างไร ถ้ามิใช่ได้สร้างโจรขึ้นมาเสียงเองแล้วจึงลงโทษพวกเขา” คือประโยคในหนังสือ Utopia ของนักคิด เซอร์ โธมัส มอร์ ที่พ่อให้เธอไว้อ่าน และเธอก็ยกมาใช้ตอกหน้าเจ้าชายที่ปล่อยให้มีการซื้อขายแรงงาน จนเจ้าชาย เฮนรี่ (แสดงโดย ดักเรย์ สก็อตต์) คิดว่าเธอไม่เหมือนใครและน่าสนใจ
แถมในเรื่อง เธอไม่ใช้ผู้หญิงอ่อนแอที่ต้องรอให้เจ้าชายมาช่วยเหลือ หากแต่มีความกล้าที่จะปกป้องตัวเอง… เธอไม่หวั่นแม้แต่โจรยิปซี แถมยังกล้าใช้ดาบข่มขู่พ่อค้าที่คิดจะปลุกปล้ำเธอ… ดรูว์ แบร์รี่มอร์ เคยให้สัมภาษณ์ถึงภาพยนตร์นี้ตอนครบรอบ 20 ปีว่า “ผู้หญิงเราเติบโตมากับเรื่องซินเดอเรลล่า ข้อดีคือเธอเป็นคนจิตใจดี เธอเลยชนะในตอนจบ แต่ Ever After สอนฉันเรื่องการช่วยเหลือตัวเอง ไม่ใช่ว่าเธอไม่ต้องการเจ้าชายหรือความรักนะ แต่เมื่อถึงเวลา เราต้องช่วยชีวิตตัวเราเอง ฉันว่ามาเป็นอุปมาที่ดีสำหรับผู้หญิง”
แม่เลี้ยงใจร้ายกับลูกเลี้ยง เจ้าชายผู้ตามหารักแท้ งานเลี้ยงเต้นรำหาคู่ครอง ทั้งหมดนี้ยังมีครบถ้วนในเรื่อง แต่สิ่งที่ไม่มีก็คือเวทมนตร์วิเศษจากนางฟ้าทูลหัว หากแต่เปลี่ยนเป็น ลีโอนาโด ดา วินชี่ ศิลปินและนักประดิษฐ์ยอดอัจฉริยะแห่งยุคกลางที่มองเห็นตัวตนจริงๆ ของแดเนียล และคอยช่วยเหลือเธอในหลายๆ ครั้ง
และแน่นอนว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการแปลงโฉมไปงานเลี้ยงเต้นรำซึ่งงดงามจนกลายเป็นภาพจำ ทั้งชุดกระโปรงสีขาวปักเลื่อมซึ่งเคยเป็นชุดแต่งงานของแม่ของแดเนียล ลุคหน้าผม ปีกขาวใสที่ดา วินชี่สร้างสรรค์ให้เธอ รวมทั้งรองเท้าสีขาวปักเลื่อม สมบัติตกทอดจาผู้เป็นแม่ โดยผู้ที่รับหน้าที่คอสตูม ดีไซเนอร์ของ EVER AFTER คือ เจนนี่ บีแวน (คนเดียวกับที่ออกแบบคอสตูมเรื่อง Cruella) โดยผสมผสานแรงบันดาลใจจากฝรั่งเศสและเวเนเชียน แถมยังมีลุคเด่นๆ เป็นที่จดจำหลายลุค

นอกจากความแข็งแกร่งของจิตใจของนางเอก อีกสิ่งที่ฉันชอบในเรื่องนี้ก็คือความรักของแดเนียลกับเจ้าชายที่ค่อยๆ พัฒนา ไม่ใช่การได้รักเพราะได้เต้นรำกันแค่คืนเดียวแบบในเทพนิยาย และก็เช่นเดียวกับฉากสวมรองเท้าแก้ว ว่ากันตามตรงนะ ใครจะจำผู้หญิงที่ตนรักมากๆ ไม่ได้จนต้องเกณฑ์ผู้หญิงทั้งเมืองมาสวมรองเท้าเพื่อพิสูจน์แบบในเทพนิยาย
รองเท้าในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ ดังเช่น ฉากที่แดเนียลปลอมตัวเป็นหญิงสูงศักดิ์ไปช่วยเหลือคนรับใช้ที่ถูกขาย แม้ว่าชุดจะสวยงามเพียงใด แต่ที่ซ่อนอยู่ใต้กระโปรงและไม่มีใครสังเกตุเห็น ก็คือ รองเท้าเก่าๆ ที่เธอใส่ประจำซึ่งบ่งบอกความเป็นตัวเธอ (แต่ในเรื่องมีผู้สังเกตเห็น)
แต่ในวันที่เจ้าชายได้สวมรองเท้าแก้วให้เธอ มันเหมือนกับการยอมรับ ไม่ว่าเธอจะเป็นใคร แต่ตัวตนของเธอคู่ควรกับรองเท้าที่สวยงามนี้
ใครคิดถึงเรื่องนี้ ดูได้ที่ Disney+Hotstar นะคะ













