Wednesday, January 26, 2022

เมื่อเราได้พูดคุยกับผู้อยู่เบื้องหลัง N°1 de CHANEL ขุมพลังแห่งการดูแลผิวจากดอกคามีเลียสีแดง

อีกครั้งกับการดึงเอาความมหัศจรรย์ของดอกคามีเลีย มาสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามที่ดูแลในรูปแบบองค์รวมครั้งแรกของ CHANEL

ความสัมพันธ์ของชาเนลกับดอกคามีเลียนั้นเรียกได้ว่าแน่นแฟ้นอย่างหาที่สุดไม่ได้ หากจะเจาะจงลงไปในด้านความงาม ดอกไม้พันธุ์โปรดของมาดมัวแซลชาเนลชนิดนี้เป็นหัวใจของกลุ่มสกินแคร์ Hydra Beauty ที่เราคุ้นเคยกันดี โดยมาพร้อมกับดอกคามีเลียสีขาวสะอาดอย่าง Camellia Japonica ‘Alba Plena’ ในปีนี้ชาเนลขอเผยความมหัศจรรย์ในการบำรุงผิวของดอกคามีเลียอีกครั้ง หากแต่เป็นดอกสีแดงสดน่าหลงใหล 

ชื่อผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่นี้คือ N°1 de CHANEL โดยส่วนผสมหลักมาจาก Camellia Japonica ‘The Czar’ ดอกคามีเลียสีแดงสด อีกหนึ่งพันธุ์บุปผชาติที่โดดเด่นของชาเนล สำหรับการมาถึงของผลิตภัณฑ์ดูแลความงามอันสดใหม่นี้ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญจากชาเนล Armelle Souraud ผู้อำนวยการด้านการสื่อสารฝ่ายวิทยาศาสตร์นานาชาติ และ Nathalie Volpe หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนานวัตกรรมนานาชาติ เกี่ยวกับเบื้องหลังและความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์ความงามกลุ่มล่าสุดนี้  

แรงบันดาลใจเบื้องหลังN°1 de CHANEL มีที่มาอย่างไร

Nathalie: “ในการวิจัยของชาเนล เราจะคำนึงถึงเทรนด์วิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับไลฟ์สไตล์และความเป็นไปของสังคม ซึ่งเราได้พบว่าปัจจุบันคนส่วนมากใช้ชีวิตในเมืองมากขึ้น ทำให้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยปัจจัยทำร้ายตัวเราอย่างรุนแรงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะ อากาศ ความเร่งรีบ ความเครียด รวมไปถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ เราจึงต้องการจะเสนอกิจวัตรการดูแลความงามรูปแบบใหม่ที่ดูแลผู้ใช้ในแบบองค์รวม ตั้งแต่ผิวหน้าไปจนถึงจิตใจ” 

Armelle: “ถือเป็นครั้งแรกที่ชาเนลผนวกศาสตร์แห่งความงามทั้งหมดเอาไว้ใน N°1 de CHANEL ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์สกินแคร์ เมกอัพ หรือสเปรย์น้ำหอม จึงเรียกได้ว่าเป็นการดูแลคุณแบบองค์รวมอย่างแท้จริง โดยครอบคลุมตั้งแต่ความกังวลเรื่องความร่วงโรยของผิว ไปจนถึงความเหนื่อยล้าที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ซึ่งเราตั้งใจจะขยายขอบเขตในการดูแลตนเองให้กว้างขึ้น โดยการเชื่อมการบำรุงให้เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งร่างกาย”

ความแตกต่างระหว่างดอกคามีเลียสายพันธุ์ Japonica ‘Alba Plena’ และส่วนผสมหลักในครั้งนี้อย่างสายพันธุ์ Japonica ‘The Czar’ คืออะไรบ้าง 

Nathalie: “การเพาะพันธุ์ดอกคามีเลียของชาเนลเป็นโครงการที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 1998 ณ Open Sky Lab เมืองโกฌักค์ ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส โดยชาเนลได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยอย่างละเอียด ตลอดจนดูแลและพัฒนาประสิทธิภาพของดอกคามีเลียเพื่อการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ความงาม เรียกว่าเป็นก้าวแรกของโครงการนี้เลยก็ว่าได้ เมื่อเราค้นพบโมเลกุลที่ช่วยเสริมสร้างความชุ่มชื้นได้ดีจากดอกคามีเลียสีขาวสายพันธุ์ Japonica ‘Alba Plena’ หลังจากนั้นเราก็ได้ทำการวิจัยอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงดอกคามีเลียสายพันธุ์ Japonica ‘The Czar’ ที่มีสีแดงสดที่เพาะพันธุ์อยู่บนเกาะเจจู ซึ่งมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับสายพันธุ์นี้ จนได้พบกับสารบำรุงเข้มข้นที่สกัดจากกลีบดอกซึ่งโดดเด่นกว่าสายพันธุ์อื่น 

“เราได้ศึกษาสารสกัดชนิดนี้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นกับเซลล์ผิวของมนุษย์ จนกระทั่งค้นพบว่าสารสกัดนี้มีคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยฟื้นการทำงานของเซลล์ผิว โดยปกติแล้วความร่วงโรยและริ้วรอยแห่งวัยจะเกิดขึ้นเมื่อเซลล์ผิวทำงานช้าลงและไม่แบ่งตัวเพื่อเสริมส่วนที่สึกหรอหรือโดนทำลาย ซึ่งสภาวะแห่งความร่วงโรยหรือที่เรียกกันว่า Senescence จะส่งต่อกันไปอย่างต่อเนื่องจากเซลล์สู่เซลล์ สารสกัดจากกลีบดอกคามีเลียสีแดงนี้จะช่วยยับยั้งสภาวะนี้ และเสริมพลังให้เซลล์ผิวกลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” 

การเก็บเกี่ยวและดูแลพันธุ์พืชในฟาร์มของ CHANEL มีผลต่อคุณภาพของดอกคามีเลียอย่างไรบ้าง

Nathalie: “ในการเพาะพันธุ์คามีเลียของชาเนล เรามุ่งเน้นเรื่องของความยั่งยืนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญเมื่อเราทำงานกับธรรมชาติ ในการวิจัยและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ เราคำนึงถึงหลายๆ ปัจจัยในเวลาเดียวกัน ทั้งการคิดค้นสูตรโดยคำนึงถึงธรรมชาติ การใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า และการทำการเกษตรที่รักษาระบบนิเวศ อาทิ การไม่ใช้ยาฆ่าแมลงและการปลูกพืชชนิดอื่นปะปนกันเข้าไปในแปลง เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศมากยิ่งขึ้น ทำให้ต้นคามีเลียอันล้ำค่าเหล่านี้เติบโตอย่างสมบูรณ์ในสภาพแวดล้อมที่ควรจะเป็น และส่งผลให้สารสกัดจากต้นคามีเลียนั้นเข้มข้นและมีประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม”

ส่วนใดของดอกคามีเลียพันธุ์ Japonica ‘The Czar’ มีความสำคัญที่สุดในการสกัดสารบำรุงในสกินแคร์ตระกูล N°1 de CHANEL

Nathalie: “สารสกัดเข้มข้นที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ N°1 de CHANEL มาจากกลีบของดอกคามีเลียสีแดงสด โดยเราได้นำกลีบดอกมาสกัดอย่างเบามือ เป็นการร่วมมือกันระหว่างทีมนักวิทยาศาสตร์ของชาเนลและผู้เชี่ยวชาญด้านดอกคามีเลีย จาก Open Sky Lab ที่เมืองโกฌักค์ จนได้สารสกัดชั้นเลิศที่นำมาผสมในผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่นี้”

CHANEL ถ่ายทอดคุณสมบัติในการรักษาและฟื้นบำรุงจากดอกคามีเลียสีแดงมาสู่ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ได้อย่างไรและจัดสรรให้คุณสมบัตินี้เข้ากับผิวของมนุษย์ได้อย่างไร

Armelle: “อย่างที่รู้กันดีว่าดอกคามีเลียสามารถเบ่งบานได้ยาวนานแม้ในสภาพอากาศอย่างฤดูหนาว เราจึงได้นำกลไลนี้มาเป็นแรงบันดาลใจ และศึกษาวิจัยเพื่อส่งต่อประสิทธิภาพของความแข็งแรงนี้สู่ผิวมนุษย์ โดยเราได้สกัดสารบำรุงนี้มาเป็นอย่างดี และทดลองอย่างถี่ถ้วนเพื่อให้เหมาะสมเข้ากันได้ดีกับเซลล์ผิวมนุษย์มากที่สุด และตรงเข้าเสริมความแข็งแรงพร้อมยืดอายุให้กับเซลล์ผิว ช่วยให้เซลล์ผิวทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อผิวที่อ่อนเยาว์และแข็งแรง” 

ผลิตภัณฑ์ใน N°1 de CHANEL เหมาะกับคนอายุเท่าไรและมีไลฟ์สไตล์แบบไหน 

Armelle: “ เราตั้งใจจะสร้างกิจวัตรการดูแลตัวเองแบบองค์รวมให้เหมาะกับคนหลากหลายกลุ่มมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ต้องการเสริมเกราะป้องกันการร่วงโรยของผิวหรือต้องผจญภัยใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ โดยเราได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นในกลุ่ม N°1 de CHANEL ให้ครอบคลุมความกังวลหลักเกี่ยวกับผิวหน้าไม่ว่าจะเป็นริ้วรอย ความยืดหยุ่น ความกระจ่างใส และรูขุมขน รวมไปถึงส่งเสริมสภาวะด้านจิตใจ ที่มีอิทธิพลต่อการทำงานของระบบร่างกายในองค์รวมเช่นเดียวกัน” 

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มใหม่นี้สามารถใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกลุ่มอื่นๆของ CHANEL ได้หรือไม่

Armelle: “เราพัฒนา N°1 de CHANEL ให้เป็นกิจวัตรที่สมบูรณ์ในหนึ่งเดียว โดยแต่ละผลิตภัณฑ์นั้นทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว ทั้งในเรื่องของประสิทธิภาพที่เข้มข้นและเนื้อสัมผัสที่เรียบง่าย ซึมซาบรวดเร็วพร้อมยังให้ความรื่นรมย์ ครบองค์ประกอบในการดูแลตัวเองทั้งด้านกายภาพและจิตใจ เริ่มตั้งแต่การทำความสะอาดผิวด้วย Red Camellia Powder-To-Foam Cleanser ในรูปแบบแป้ง ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นโฟมเมื่อสัมผัสกับน้ำ เป็นประเภทของเคลนเซอร์ที่ใหม่มากๆ สำหรับชาเนลเอง พร้อมขั้นตอนสกินแคร์อย่าง Red Camellia Revitalizing Serum ที่เป็นตัวเด่นของกลุ่ม รวมไปถึงผลิตภัณฑ์โลชั่น อายครีม ครีมสำหรับผิวหน้า และเซรั่มในรูปแบบสเปรย์ ก่อนจะเสริมความมีชีวิตชีวาด้วยรองพื้นและบาล์มสีแดงระเรื่อสำหรับแก้มและริมฝีปาก และปิดท้ายด้วยสเปรย์น้ำหอม” 

หนึ่งในผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม N°1 de CHANEL ถูกคิดค้นออกมาในรูปแบบสเปรย์น้ำหอมซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆทางแบรนด์ถ่ายทอดส่วนผสมหลักของสกินแคร์กลุ่มนี้ออกมาผ่านสเปรย์น้ำหอมนี้อย่างไรบ้าง

Armelle: “สเปรย์น้ำหอมถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอกย้ำการดูแลตัวเองในรูปแบบองค์รวมของ N°1 de CHANEL อย่างแท้จริง ถึงแม้ดอกคามีเลียจะเป็นดอกไม้ที่ไร้กลิ่น แต่เราได้ถ่ายทอดพลังแห่งการดูแลผิวของดอกคามีเลียสีแดงออกมาในรูปแบบกลิ่นหอมในโทนฟลอรัลเจือฟรุตตี้บางๆ ที่ช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับคุณได้อย่างดี เป็นการร่วมมือกันกับผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำหอมของชาเนล ไม่ว่าจะใช้เดี่ยวๆ หรือผสมกับน้ำหอมกลิ่นโปรดของคุณก็ได้เช่นกัน นี่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เราตั้งใจจะสร้างความรู้สึกดีในระดับจิตใจให้กับผู้ใช้ กลิ่นหอมที่ช่วยทำให้คุณสงบ ตื่นตัว และมั่นใจ ช่วยให้อารมณ์คงที่ซึ่งส่งผลดีต่อการทำงานของร่างกาย”

อีกหนึ่งจุดเด่นของ N°1 de CHANEL คือเรื่องของความยั่งยืนโดยเฉพาะในเรื่องบรรจุภัณฑ์ CHANEL ผสมผสานความหรูหราของแบรนด์กับแนวคิดที่มิตรต่อธรรมชาติอย่างไร

Armelle: “เรื่องของความยั่งยืนหรือเป็นมิตรต่อธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่ชาเนลคำนึงถึงและให้ความสำคัญเสมอมา สำหรับ N°1 de CHANEL เราได้ทำให้ประเด็นนี้เด่นชัดขึ้น ตั้งแต่ขั้นตอนการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ การพัฒนาสูตร จนถึงเรื่องของบรรจุภัณฑ์ซึ่งเน้นไปที่วัสดุรีไซเคิล อย่างเช่น กระปุกครีมสำหรับผิวหน้าที่ทำขึ้นจากแก้ว และสามารถถอดรีฟิลได้ พร้อมลวดลายสลักของดอกคามีเลียที่ให้ความรู้สึกหรูหราตามสไตล์ของชาเนล นอกจากนี้เรายังได้นำพลาสติกที่ห่อผลิตภัณฑ์รวมไปถึงแผ่นพับออกจากกล่อง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เราแสดงจุดยืนในเรื่องความยั่งยืนอย่างชัดเจนที่สุด” 

สำหรับเรา N°1 de CHANEL สะท้อนแนวคิดที่เหนือกาลเวลาของชาเนลออกมาได้อย่างดี ผลิตภัณฑ์ที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมานี้สามารถตอบรับความต้องการของผู้คนไปจนถึงอนาคตได้อย่างไม่ต้องสงสัย การนำเลข 1 มาตั้งเป็นชื่อบอกเล่าคาแร็กเตอร์ของชาเนลได้อย่างเหมาะเจาะ ทั้งเรื่องของศาสตร์ตัวเลขที่โคโค่ ชาเนลชื่นชอบ หรือการนำดอกไม้อันดับหนึ่งของแบรนด์อย่างดอกคามีเลียมาเป็นส่วนผสม อันนำไปสู่การดูแลความงามแบบองค์รวมของอีกหนึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่ตอกย้ำความโดดเด่นเป็นหนึ่งเดียวของชาเนลในวงการความงามได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Photos courtesy of CHANEL

Other Articles