Wednesday, June 29, 2022

MOONFALL กับมหันตภัยครั้งยิ่งใหญ่ กับภารกิจกอบกู้มวลมนุษยชาติ

MOONFALL  เป็นรื่องราวของทีมมนุษย์อวกาศที่ถูกส่งไปกู้วิกฤติหลังจากที่ดวงจันทร์โดยดาวเคราะห์น้อยชนจนวิถีโคจรมุ่งตรงมายังโลกและทำลายล้างทุกชีวิต มีเพียงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ NASA และอดีตมนุษย์อวกาศจำนวนหนึ่งที่อาจช่วยกู้วิกฤตนี้ได้ 

MOONFALL เป็นผลงานการกับกำของ โรแลนด์ เอ็มเมอริช ผู้กำกับเรื่องนี้ หลายคนอาจคุ้นชื่อเพราะเป็นผู้กำกับเดียวกับ Independence Day, 2012 และ The Day After Tomorrow รวมถึงมหากาพย์ย้อนยุค เช่น The Patriot และ Midway  และยังเป็นอีกหนึ่งผลงานสุดท้าทายสำหรับนักแสดงสาวเจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง ฮัลลี เบอร์รี่ เมื่อเธอต้องรับบทสาวแกร่งเป็นตัวแทนของมนุษยชาตินำทีมปฎิบัติภารกิจกอบกู้โลกครั้งใหญ่ พร้อมด้วยแพทริก วิลสัน (The Conjuring, Aquaman) และจอห์น แบรดลีย์ (Game of Thrones) นอกจากนี้ยังได้นักแสดงมาร่วมทีมอย่างคับคั่งไม่ว่าจะเป็น  โดนัลด์ ซูเธอร์แลนด์ (The Hunger Games) , ไมเคิล เพ็นย่า (Ant-Man) และ ชาร์ลี พลัมเมอร์ (All the Money in the World)

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 7 ปีก่อน เอมเมอริชได้อ่านเกี่ยวกับทฤษฏี Hollow Moon ว่าด้วยแท้จริงแล้วดวงจันทร์ เป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดยักษ์ ภายในกลวง  ทำให้เขาจินตนาการออกว่า “ทฤษฏีนี้มันอาจต่อยอดไปเป็นสิ่งที่อาจจะทำลายเผ่าพันธ์มนุษย์เลยก็เป็นได้ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าดวงจันทร์หลุดวงโคจรและตรงมาที่โลก ในขณะเดียวกันมันเปิดด้านที่เราไม่เคยรู้เกียวกับดวงจันทร์ด้วย ผมคิดว่านั่นเป็นไอเดียที่น่าสนใจ เหมาะกับการเอามาทำหนัง” และมันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าจู่ๆ มันหล่นลงมาใส่โลก? “แน่นอนเราย่อมต้องหาทางหยุดมัน แต่ผมยังตื่นเต้นที่จะได้สร้างตัวละครผู้กล้าที่พร้อมตะลุยไปดวงจันทร์เพื่อปกป้องโลกของเรา เช่นเดียวกับบรรดาสมาชิกครอบครัวของพวกเขาที่ต้องหาทางเอาชีวิตรอดจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากดวงจันทร์ที่โคจรมาชนโลก” ส่วนฮาราลด์ โคลเซอร์ โปรดิวเซอร์ของเรื่องนี้กล่าวว่า “เราได้ไอเดียที่พระจันทร์กำลังจะหล่นใส่โลกแต่จิตใจมนุษย์ไม่ขอยอมแพ้ เราชอบเล่าเรื่องของคนที่เอาชนะขีดจำกัดของตัวเอง สร้างปาฏิหาริย์ในเวลาขับขัน” 

 

นับเป็นอีกครั้งที่เอ็มเมอริชยกระดับหนังแนวไซไฟภัยพิบัติโดยหยิบเอาทฤษฏีที่ว่าด้วยภายในดวงจันทร์มีโครงสร้างขนาดยักษ์ซ่อนอยู่มาเล่า “เราปรึกษากับนักวิทยาศาสตร์ว่าอะไรจะเกิดขึ้น” เอ็มเมอริชกล่าว “เราเคยคุยกับคนที่ทำงานที่ Jet Propulsion Laboratory ในพาซาดีน่า สิ่งที่เขาบอกเรามันค่อนข้างน่าสนใจ คือถ้าดวงจันทร์หลุดคงโคจรมันจะค่อยๆ เปลี่ยนวิถีโคจรจากวงกลมเป็นวงรี และค่อยๆ แคบลงเรื่อยๆ จนกระทั่งปะทะ นั่นทำให้เราขนลุกเลยทีเดียว.. จากนั้นเราได้รู้ว่าไม่ว่าดวงจันทร์จะใกล้กับโลกเท่าไหร่ แรงดึงดูดที่กระทำจะเท่าเดิมเสมอ  แต่ถึงอย่างนั้น พระจันทร์ในเรื่องไม่ใช่พระจันทร์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างที่เรารู้จัก มันเลยเปิดช่องให้เราเล่นได้ตามใจ” 

ร็อบบี้ บอมการ์ตเนอร์ ผู้กำกับภาพ เล่าว่า “โรแลนด์กับผมต้องการให้ความเป็นไซไฟในเรื่องออกมาสมจริง เป็นธรรมชาติ ต่างกับที่คุณเคยเห็นในหนังไซไฟทั่วไป ผมไม่อยากใช้แสงปรุงแต่งเกินไป หรือถ่ายย้อนแสงโดยไร้เหตุผล เพราะมันมีโอกาสให้เราได้ปล่อยของอยู่แล้วในฉากอวกาศและบนดวงจันทร์  เราตั้งใจถ่ายทำให้มันดูมืดกว่าปกติในบางซีน เหมือนเป็นการวัดขีดจำกัดของไฟล์ดิตอลเลยล่ะ”

ฉากบนโลกของ MOONFALL เกิดขึ้นในรัฐโคโลราโด ซึ่งทีมงานจำลองขึ้นในสตูดิโอ  Grande Studios ที่มอน ทรีออล  และ NASA ยังให้ความช่วยเหลือโปรเจ็กต์นี้ตั้งแต่ขั้นแรกๆ ทำให้แม้แต่ตัวเอ็มเมอริชเองยังแปลกใจ “พวกเขาสนใจไอเดียที่เราต้องการนำเสนอมนุษย์อวกาศเป็นฮีโร่ พวกเขาชอบวิธีที่เรานำเสนอเกี่ยวกับอวกาศและการเดินทางนอกอวกาศ พวกเขายินดีให้เราถ่ายทำในกระสวยอวกาศของจริง เราได้รับอนุญาตให้ใช้โลโก้ NASA นั่นยกระดับความสมจริงให้หนังขึ้นไปอีก พวกเขายังมอบถ่ายดวงจันทร์ความละเอียดสูง กล้องนาซ่าบนนั้นคุณภาพระดับท็อป”

ในภาพยนตร์เต็มไปด้วยฉากใหญ่ที่น่าตื่นเต้น เช่น ฉากโกลาหลของผู้คนกว่าพันคน แย่งกันตุนอาการ, เชื้อเพลิง, น้ำ ,อ็อกซิเจน และนำเสนอฉากภัยธรรมชาติอย่าง แผ่นดินไหว ที่รุนแรงขนาดส่งให้รถบรรทุกขนาด 18 ล้อ ปลิวเหมือนขนนก, แผ่นดินแยก, คลื่นยักษ์สูงเท่าตึกระฟ้า และพายุหิมะเยือกแข็ง เหมือนนำทุกเรื่องในจักรวาลโลกาวินาศของเอ็มเมอริช มายกระดับความมันส์ขึ้นอีกขั้น

เตรียมนับถอยหลังสู่ด้านมืดของดวงจันทร์กับหายนะที่โลกต้องเผชิญ ใน “Moonfall วันวิบัติจันทร์ถล่มโลก” พร้อมกัน 3 กุมภาพันธ์ นี้ในรงภาพยนตร์

Other Articles