Thursday, June 30, 2022

ออร่าแห่งความสดใสของนักร้องสาว ‘โมนิก้า’

โมนิก้าวีดา ปุณณะหิตานนท์ สาวน้อยวัยใสจากค่ายไวท์มิวสิก เครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ โมนิก้าผ่านการออดิชั่นมาแบบสวยๆ ด้วยสไตล์ที่เป็นตัวเอง พ่วงความสามารถพิเศษทั้งแต่งเพลงได้ เล่นกีตาร์เป็น เธอเปิดตัวด้วยซิงเกิลแรกในชีวิตอยากจะรู้ (Wonder)’ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากคนรอบตัว โมนิก้าบอกว่าเพลงนี้แต่งไว้นานแล้ว ตั้งใจว่าจะร้องให้ตัวเองฟัง แต่ชะตากลับพาให้เพลงนี้มีคนมากมายมาร่วมฟังไปพร้อมกับเธอ

แพสชั่นที่อยากเป็นนักร้องเริ่มจากตอนไหน

“นานมากแล้วค่ะ โมชอบดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ที่บ้านค่อนข้างบิลด์อัพให้เป็นครอบครัวนักดนตรี พี่สาวโมก็เป็นคุณครูสอนร้องเพลง เหมือนเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนด้วย ตอนเด็กเราอยากจะเป็น somebody แหละ ให้คนเห็นเราทำในสิ่งที่เป็นตัวเราจริงๆ แต่โมจะชอบคิดว่า ‘ฉันเกิดมาเตี้ยนะ หน้าตาก็ธรรมดา จะเป็นได้เหรอ…’ เราบอกตัวเองมาแบบนี้ แล้วก็ปล่อยมันไป จนถึงวันนี้ก็เอ้ย! เราเป็นได้จริงๆ นะเนี่ย เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญด้วยเพราะว่าก่อนหน้านี้โมเคย give up ไปแล้ว โมรู้สึกว่าการเป็นนักร้องเป็นทางเลือกที่เรามั่นใจ คิดว่าตัวเองเลือกได้ถูกต้องค่ะ ต้องทุ่มเทและใช้ความพยายามมากที่จะมาอยู่ตรงนี้

ฟีดแบ็กเพลงแรกค่อนข้างเกินความคาดหมายมาก จำได้ว่าปล่อยไม่ถึงอาทิตย์เลยก็เจ็ดแสน (ยิ้มกริ่ม) มีแฟนๆ จากต่างชาติด้วย มีทั้งส่งกำลังใจและให้คำแนะนำในแบบของเขาด้วย บางคนส่งเมสเสจส่วนตัวมาบอกว่า I like your song so much. โมคอยอ่านทุกคอมเมนต์ ทุกช่องทางเลย”

คาดหวังอะไรในวันที่มีซิงเกิลของตัวเอง

“อย่างแรกคือคาดหวังกับสิ่งที่ตัวเองทำออกมาก่อน โมต้องชอบ ต้องเป็นเพลงที่เรารู้สึกว่าเพอร์เฟ็กต์ อนาคตคือใครไม่ชอบ แต่ถ้าเราชอบมันก็จบ เราพอใจกับสิ่งที่เราทำได้ กับสิ่งที่เรามีก็คือพอแล้ว โมไม่ได้คาดหวังอะไรเยอะ อย่างเพลงที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ โมรู้สึกว่าพอใจมาก เพลงแรกที่ปล่อยไปบอกตรงๆ ว่ายังไปได้ไกลกว่านี้อีกเยอะ คงเพราะเป็นเพลงแรกที่เราแต่ง เหมือนเป็น first try โมเลยมองว่าอนาคตอยากให้ผลงานของเราทุกอย่างดีขึ้นไปเรื่อยๆ อันนั้นคือความคาดหวังค่ะ อยากให้เราเป็น better version ของตัวเราเอง”

พอได้เป็นศิลปินแล้ว โมเตรียมรับมือกับสิ่งที่ตามมาแค่ไหน

“อย่างแรกคือเตรียมใจ พยายามทำตัวให้พร้อมที่สุดค่ะ เพราะยังไม่รู้ว่าสิ่งที่จะเจอในอนาคตมีอะไรบ้าง ทำได้แค่ดูแลตัวเองมากขึ้น พยายามใส่ใจรายละเอียดตรงนั้นมากขึ้น แต่งเพลงบ่อยขึ้น ที่เหลือเป็นเรื่องกำลังใจมากกว่า จากพี่ๆ ที่ทำงาน และคนในครอบครัวด้วย ถ้าเป็นเรื่องฟีดแบ็กจากคนอื่น โมแค่พูดกับตัวเองว่า สิ่งที่เราทำเนี่ย ถ้าเราชอบก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้คนทั้งโลกมารักเรา มีเรากับครอบครัวของเราก็ถือว่าที่สุดแล้ว สำหรับโมแค่นี้ก็พอค่ะ

ที่สุดแล้วก็ภูมิใจที่เราสามารถทำให้มันเกิดขึ้นมาได้ โดยที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน เหมือนอยู่ดีๆ แบบว่าทำได้แล้ว อย่างการแต่งเพลง เล่นกีตาร์ก็ฝึกเอง เราภูมิใจกับการทำให้ออกมาเป็นผลงานได้ และทำได้ถึงขั้นที่มาทำกับค่ายเพลง แต่ไม่ได้เหลิงนะคะ แค่รู้สึกภูมิใจกับตัวเองเฉยๆ”

อะไรคือสิ่งสำคัญที่พาเรามาถึงจุดนี้ได้

“โมมองว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือตัวเองค่ะ เพราะถึงแม้ว่ากำลังใจเราดี แต่ถ้าเราไม่เริ่มทำ มันก็ไม่เกิดขึ้น ความพยายามและความกล้าทำเป็นเรื่องสำคัญที่สุด”

จะมีอะไรใหม่ๆ ให้วงการเพลงตื่นเต้นบ้าง

“โมชอบฟังเพลงที่คนไม่ค่อยฟัง อย่างเพลงเก่าๆ จะชอบมาก เลยรู้สึกว่าอยากนำกลับมาในอีกรูปแบบหนึ่ง คือความจริงมันมีแหละ แต่คิดว่าถ้าเราเป็นอีกคนหนึ่งที่เอากลับมาในรูปแบบที่ใหม่กว่านี้ก็จะดีมาก ต้องศึกษาก่อน โมมองว่าถ้าพี่อาม (รัฐการ น้อยประสิทธิ์-ผู้บริหารค่าย) ยอมนะ ถ้าพี่อามยอม (ย้ำมาก) โมจะพยายามทำไปให้ไกลแบบอินเตอร์เนชั่นแนล ทำให้คนเห็นศักยภาพของไทยแลนด์เราด้วย”

ความสามารถพิเศษ

“อาจจะไม่มีอะไรพิเศษค่ะ แต่โมทำได้หลายอย่างมาก โยนอะไรให้ก็คือทำได้ แต่ทำได้แค่แบบเตาะแตะนะ เป็นเป็ด ทำได้ทุกอย่าง ไม่ได้เป็น expert โมทำกับข้าวก็ได้ วาดรูปก็ได้ ร้องเพลงก็ได้ ใช่มะ (มีการหันไปถามพี่ๆ แกรมมี่) ทำอะไรก็ได้เลยจริงๆ ทำได้ทุกอย่าง แต่เราก็ยังมีความเป็นตัวเองในทุกอย่างที่เราทำ ไม่สามารถบอกได้เลยว่าตัวเองเก่งอะไรมากที่สุดจริงๆ”

สัญญาอะไรไว้กับตัวเองบ้าง

“มีนิดนึงค่ะ อยากบอกตัวเองว่าตอนนี้เราเริ่มทำด้านนี้แล้วนะ การดูแลร่างกายเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ปกติโมนอนดึกมาก กินแบบเยอะมาก ทำอะไรไม่ดูแลตัวเองเลย ตอนนี้เลยแบบว่า เฮ้ย! เราต้องนอนเร็วขึ้นนะ ต้องบำรุงร่างกาย ทาครีม โมไม่เคยบำรุงหน้าเลย พี่สาวโมบอกว่าต้องซื้อครีมมาทาหน้าแล้วนะ (ยิ้ม)”

คิดว่าอะไรคือจุดเด่นของเรา

“ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นสีผม (หัวเราะ) แต่ถ้าเป็นจุดเด่นที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว นอกจากสีผมแล้ว ขอดูกระจกอีกทีนะคะ โมว่าโมเป็นคนตลกนะ แค่นั้นเลย”

ณ วันนี้ อะไรคือความท้าทายของโม

“โมว่าเป็นเรื่องของการโฟกัส เพราะวัยโมเป็นวัยที่อยากรู้อยากลอง เหมือนว่าอันนี้ก็อยากทำ อันนี้ก็อยากไป เราก็จะหลุดโฟกัสในเรื่องจำเป็นที่จะต้องอยู่กับมัน อย่างเรื่องเรียนบางทีโมก็หลุดนะคะ แบบเราทำอย่างอื่นมากเกินไป ลดความสำคัญของมันลงมา ความจริงเราควรไล่ความสำคัญให้ถูกต้อง บางอย่างควรจะเท่ากัน บางอย่างควรจะมากกว่า คือต้องบาลานซ์ให้ดี”

แล้วตอนนี้อะไรสำคัญที่สุด

“สำคัญที่สุดน่าจะเป็นเรื่องครอบครัว เราห้ามขาดตกบกพร่อง อย่างเช่นถามไถ่ดูแล ‘แม่…กินข้าวหรือยัง’ แต่ถ้าเป็นเรื่องเรียนกับเรื่องทำงาน โมว่าควรจะอยู่ในเลเวลเดียวกัน เพราะถือว่าเป็นอนาคตของเราทั้งสองอย่าง”

ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย รู้สึกเหนื่อยไหม

“ไม่เหนื่อยเท่าไรค่ะ จริงๆ ต้องบอกว่าไม่เหนื่อยเลย อะไรที่โมอยากทำ โมจะไม่รู้สึกเหนื่อยกับมัน แค่นั้นแหละ แต่ก็มีบางเวลาที่เราอยากกลับไปชาร์จพลังบ้าง เพื่อที่จะทำให้รอบต่อไปที่จะมาทำงานมันดีขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนกลับไปรักษาแผลตัวเอง”

วิธีชาร์จพลัง

“เล่นกับแมว อยู่กับครอบครัวค่ะ แค่นี้เอง บางทีก็อยู่กับเพื่อนบ้าง แต่น้อยหน่อย”

ตั้งเป้าหมายเรื่องงานไว้แค่ไหน

“เอาจริงๆ คือไม่ได้คิดไกล คิดว่าจะอยู่ทำงานตรงนี้ให้ได้ดีที่สุด และนานที่สุดจนกว่าจะไม่ไหวแล้ว โมไม่ได้อยากจะอยู่ดีๆ ก็รีไทร์ออกจากวงการนี้ไปเพราะว่าเหตุผลบางอย่าง คิดว่าถ้าอยู่จนแก่ แบบอยู่ได้ยาวๆ ก็ดีเหมือนกัน อยากเห็นสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในแวดวงนี้ไปเรื่อยๆ” 

Photographer: Adison Rutsameeronchai






Other Articles