Wednesday, January 26, 2022

บาส สุรเดช และดุล ร่มจำปา สองหนุ่มนักฝัน

พบกับบาส-สุรเดช  พิพิวัตร์ และ ดุล ร่มจำปา สองนักแสดงหนุ่มวัย 23 ในสังกัด Star Hunter Entertainment กับการโคจรกลับมาเจอกันในในซีซั่น 2 ของซีรีส์ยอดนิยม ‘Gen Y The Series’ รวมทั้งอีกหนึ่งผลงานใหม่ที่มีกำหนดถ่ายทำปีหน้าเรื่อง ‘My Lucky Cat อาการจะรัก’ แต่นอกเหนือจากบทบาทการแสดง เรื่องราวในชีวิตของเขาทั้งคู่ก็มีแง่มุมที่น่าสนใจชวนขบคิดไม่น้อย ซึ่งถ้าได้เข้าใจ ก็คงไม่แปลกเลยหากจะทำให้คุณเผลอใจรักพวกเขามากขึ้นกว่าเดิม

Get To Know Bas

ถ้าพูดถึงบาส หลายคนคงคุ้นหน้าค่าตามาตั้งแต่รับบทเด่นในซีรีส์วายยุคแรกๆ อย่าง ‘Two Moon The Series เดือนเกี้ยวเดือน’ รวมทั้งการเป็นศิลปินสังกัดวง SBFIVE ซึ่งทั้งสองสร้างชื่อให้หนุ่มหน้าหวานคนนี้เป็นที่รู้จักตั้งแต่อายุ 17 ล่าสุดบาสกำลังจะมีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต ‘Tell The World I Love You บอกโลกให้รู้ว่ากูรักมึง’ ของผู้กำกับพจน์ อานนท์ ซึ่งจะเข้าฉายต้นปีหน้า และเป็นการพลิกคาแร็กเตอร์ของเขาแบบสุดๆ รวมทั้งการกลับมารับบทเป็นวายุ ใน ‘Gen Y The Series Season 2’ ซึ่งจะฉายในเดือนธันวาคมนี้ “ครั้งนี้ผมมีคู่ใหม่ จากเดิมที่ไม่มีคู่มาหลายปี แล้วพอมีคู่ มันจะมีปมหลายๆ อย่างตามมา แล้วคนเก่ายังกลับมาอีก ก็วางไว้เป็นปริศนาหลายๆ อย่างให้ผู้ชมได้ติดตามว่าสุดท้ายแล้วจะจบยังไง”  

-จนถึงวันนี้ รู้สึกอย่างไรกับโลกของการแสดงคะ 

“มันเป็นศิลปะนะครับ แล้วก็เป็นอาชีพที่ทำให้ผมดูแลครอบครัวได้ มันมีความท้าทายหลายอย่าง คือผมไม่เคยเรียนการแสดง อย่างตัวบท ถ้าผมเข้าใจมันจริงๆ ผมรู้สึกว่าผมทำได้ แต่ถ้าอ่านย้ำๆ กลายเป็นว่าผมเล่นไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกพะวง แต่ผมจะพูดในแบบของตัวเอง เป็นในแบบของตัวเอง นำเสนอในมุมของตัวเองมากกว่า” 

-เล่นเป็นตัวประกอบมาก่อนจะได้บทนำ รู้สึกอย่างไรกับเส้นทางของตัวเองจนถึงตอนนี้

“เมื่อก่อนผมคิดเยอะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้คิดอะไรแล้วครับ จากเด็กต่างจังหวัดที่ไม่มีอะไร โอกาสก็หายาก แต่ทุกวันนี้คือเรายืนอยู่ในจุดที่โอเคแล้ว เมื่อก่อนเงินซื้อข้าวยังไม่มีเลย ตอนนี้เราดูแลครอบครัวได้ ดูแลตัวเองได้ ก็โอเคแล้ว เราก้าวไปเรื่อยๆ ตามทางของเรา ถ้าประสบความสำเร็จอีกครั้งก็ถือว่าเป็นผลจากการที่เราพัฒนาตัวเองเสมอ เพราะผมเป็นคนที่ไม่หยุดพัฒนาอยู่แล้ว อย่างเมื่อก่อนผมร้องเพลงไม่เป็น เกลียดการเต้น ตอนนี้ผมพยายามพัฒนาตัวเองให้ร้อง-เต้นได้ เลยทำให้เรามีตรงนี้”

-ตอนออกจากบ้านที่เชียงใหม่มากรุงเทพฯ บาสอายุแค่ 15-16 คิดอะไรอยู่ตอนนั้น

“ผมแค่อยากหาเงิน ไม่อยากรบกวนพ่อแม่ เมื่อก่อนบ้านเราไม่ได้มีเงิน ผมเป็นนักกีฬาปิงปอง ต้องเปลี่ยนยางราคาพันสองพัน พอขอที่บ้านเขาก็รู้สึกสิ้นเปลือง เลยคิดว่าถ้าเราไม่ขอแล้วหาเองล่ะ หาเงินให้เขาเองด้วยก็น่าจะดี เลยออกมาหาเงิน คือเวลาผมทำอะไรก็จะโฟกัสจริงๆ อย่างตอนเป็นนักกีฬาก็เต็มที่ ฝึกซ้อมลงแข่งจนได้เหรียญ แต่ตอนที่โฟกัสปิงปองก็ไม่ค่อยได้เรียน ตอนนั้นคิดว่าเราอยากหาเงินแล้ว ถ้าเรียนก็อีกนานกว่าจะจบ คิดว่าออกมาหาเงินเลยแล้วกัน เป็นความคิดที่สุดโต่งของผมเองแหละครับ”

-แล้วทำไมต้องเป็นวงการบันเทิง

“ผมอยากเห็นตัวเองอยู่ในจอทีวีสักครั้งหนึ่ง แล้วก็รู้สึกว่าน่าจะหาเงินได้ดี เป็นอาชีพที่ท้าทายด้วย เพราะจริงๆ ผมเป็นคนขี้อายมาก เวลาเรียนผมก็นั่งหลังห้อง ไม่กล้าออกไปพรีเซนต์หรือไปเต้น เลยลองเอาชนะตัวเองดู เหมือนเราได้ก้าวข้ามข้อจำกัด ทุกวันนี้ยังขี้อายอยู่ลึกๆ นะ ผมสบตาคนได้ไม่นาน”

-ตอนเข้าวงการเคยมีคนวิจารณ์เราต่างๆ นานา แต่วันนี้เราประสบความสำเร็จ พอมองกลับไปโมเมนต์นั้นรู้สึกอย่างไร

“ผมขอบคุณที่มีดราม่านะ เพราะมันเป็นอีกแรงที่ผลักดันเราเหมือนกัน ขอบคุณทุกคนที่พูดถึงผม ทำให้เรารู้จุดบกพร่องของตัวเอง แรกๆ ผมเครียดนะ แต่พี่โอ๋ ผู้บริหารสตาร์ ฮันเตอร์ บอกว่าเก็บเอามาพัฒนาดีกว่า จะเครียดทำไม ยิ้มให้มันเถอะ ทุกวันนี้ใครจะดราม่าอะไร ผมพยายามมองว่ามันเป็นการตักเตือน แล้วใช้วิจารณญาณตัวเองกลั่นกรองว่าที่เขาพูดน่ะดีจริงหรือเปล่า บางทีคำชมถ้าได้รับแล้วเราเหลิงจนหยุดพัฒนาตัวเอง มันก็เหมือนฆ่าตัวตายนะ ถ้าใครบอกว่าเราเก่ง เราก็จะต้องเก่งขึ้นอีก”

-ได้เรียนรู้อะไรจากวงการนี้คะ

“วงการนี้ทำให้ผมโตขึ้น ความคิดเราพัฒนาจากการได้ทำงาน เพราะปกติคนวัย 21-22 ก็ยังเรียน ยังสนุกกันอยู่ แต่ผมเหมือนคนแก่แล้ว อยากไปนั่งอยู่บ้านพักตากอากาศ ลมพัดเย็นๆ แล้ว คิดแค่นั้นเลย เป้าหมายผมคืออยากเกษียณตอนที่มีแรงแล้วไปเที่ยว ยังมีแรงเดินได้อยู่ เลยขอเหนื่อยตอนนี้ แล้วก็อยากมีบ้านที่กรุงเทพฯ ผมไปซื้อบ้านที่เชียงใหม่ไว้ เพราะตอนนั้นไม่คิดว่าจะอยู่วงการนาน ก็อยากใช้ชีวิตสงบสุข ได้ไปเที่ยว ดูแลครอบครัว”

-แล้วเรื่องงาน มีอะไรที่อยากลองทำอีกไหม

“ผมอยากทำวงครับ แต่ว่ามันยากมาก ผมชอบฟังเพลงร็อก เพลงเก่า ชอบเพลง 80s -90s เดอะบีทเทิลส์ อีริค แคลปตัน ยุคแกลมร็อกด้วย รู้สึกว่าดนตรีมันออกมาจากอินเนอร์เขาล้วนๆ ผมเลยอยากทำอะไรที่เน้นความรู้สึกของเราล้วนๆ บ้าง อยากลองทำด้วยตัวเอง เอาความรู้สึกตัวเองมาเล่า แทนที่จะใช้ความรู้สึกคนอื่นมาเล่า ตอนนี้ก็หาสมาชิก ศึกษา และลองทำครับ ผมว่าการพัฒนาตัวเองตลอดเป็นเรื่องสำคัญมาก 

“ถ้าถามถึงความฝัน คือผมเกิดมากับการแสดงเนอะ แต่ความฝันอีกอย่างของผมคือการเป็นศิลปิน ผมชอบร้องเพลง อยากให้คนหลับตาแล้วตัดพาร์ตที่เป็นนักแสดงออกไป แล้วมองในพาร์ตที่เราเป็นศิลปินจริงๆ เวลาที่ร้องเพลง อยากให้คนเชื่อแบบนั้น ไม่อยากให้มองว่าเป็นนักแสดงที่ร้องเพลงได้”

-คิดถึงการไปทัวร์คอนเสิร์ตสมัย SBFive ไหม

“มากครับ เมื่อก่อนเดินทางเดือนหนึ่งไม่ต่ำกว่าสองครั้ง คิดถึงแฟนๆ ด้วย แต่ละที่มีวัฒนธรรมของเขา เราก็ได้เรียนรู้ ตอนนั้นคือไปทัวร์ทั่วเอเชียเลย จนน่าจะได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ของสายการบินแล้ว (หัวเราะ) สนุกมากครับ อยากมีโอกาสแบบนั้นอีก” 

-ตอนนี้ยังเป็นหนุ่มสายแฟชั่นหรือเปล่า

“เมื่อก่อนจะชอบแต่งตัวเยอะครับ (ถึงขนาดเช่าห้องไว้เก็บของแฟชั่น) เดี๋ยวนี้ทำแบรนด์ของตัวเองก็เอาความชอบนั้นมาใส่ไว้ในเสื้อเรามากกว่า แต่ถ้าวันไหนไม่ได้ทำ ผมจะใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะไปสยามเลย ที่เปลี่ยนไปก็เพราะโตขึ้น เห็นอะไรมาเยอะ ตอนทำงานใหม่ๆ เราสนุก ถ่ายแฟชั่น ทำงานกับแบรนด์ เป็นงานอีกอย่างที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ เป็นตุ๊กตาแต่งตัวอะไรก็ได้ ทุกวันนี้ยังเอ็นจอยกับแฟชั่นนะครับ แต่ไม่หนักเท่าเดิม เมื่อก่อนคือต้องมีทุกอย่าง บ้าคลั่ง น่ากลัวเลยแหละ”

-ถ้าสามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้

“เมื่อก่อนตอนที่เราไม่มีอะไรเลย จนวันที่มี เราตื่นเต้นกับการมี รู้สึกว่าอยากได้อะไรเราก็ประเคนให้ตัวเอง ถ้าเปลี่ยนได้ ผมจะใช้เงินอย่างมีสติกว่านี้ มันเหมือนว่าเราได้มาง่าย เราก็จะใช้ง่าย แล้วมันเอาไปทำอะไรได้หลายอย่างมากกว่าสิ่งของที่เราซื้อมา ดูแลครอบครัวได้ เพราะอะไรก็เกิดขึ้นกับชีวิตเราได้ เหมือนอย่างโควิดที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น” 

-ภูมิใจอะไรที่สุดในวันนี้

“ทุกอย่างเลยครับ แต่ที่สุดๆ ก็คือการที่มีคนมารักเรานี่แหละ ใครเดินอยู่ข้างถนน ใครจะมารักเรา วันนี้มีคนมารักมาซัพพอร์ตเราเต็มไปหมด สิ่งที่หยุดคิดไม่ได้เลยก็คือการที่เราต้องพัฒนาตัวเองเพื่อสิ่งที่เขาทุ่มเทให้เรา ให้เขาเห็นว่าเราพยายาม ผมว่าทุกวันนี้คนที่อยู่ก็คือคนที่รักในการพัฒนาตัวเองของผมนี่แหละ”

Get To Know Dul 

อะไรคือเสน่ห์ของนักแสดงหนุ่มที่ถือว่าหน้าใหม่คนนี้ (เพิ่งผ่านการแสดงมาแค่เรื่องเดียว) ความคิดตอนแรกของเราคือดุลเป็นหนุ่มมาดเข้มพูดน้อย แต่พอได้คุยด้วย เขาก็เป็นคนที่มีมุกแพรวพราวใช้ได้เลยล่ะ และยังมีความคิดความอ่านจริงจัง ซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง ก็ไม่แปลกใจนะถ้าเขาจะได้รับเลือกให้รับบทเป็นธนู ใน Gen Y The Series ซึ่งเขาบอกว่า “เป็นคนที่เป็นสุภาพบุรุษ และเป็นคนนิ่งๆ… ทางแอ็กติ้งโค้ชเขาบอกว่าตั้งใจเขียนบทนี้เพราะคิดว่ามันจะง่ายกับผม คือผมเป็นคนนิ่งจริงเพราะผมมาใหม่ แต่กับคนที่สนิทหรือรู้จัก ผมจะพูดเยอะมาก บทนี้มันเลยยากสำหรับผม”

-การกลับมารับบทนี้มีความท้าทายอย่างไรบ้าง 

“สำหรับผม มันท้าทายทุกอย่างเลย เพราะผมเป็นคนโมโนโทน ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกเท่าไหร่ เวลาต้องมาแสดงก็เลยยากกว่าคนอื่น เวลาคนอื่นเข้าฉากพูดคุยจะดูเป็นปกติธรรมชาติ แต่ธรรมชาติของผมเป็นแบบนี้ ไม่เหมือนที่ทุกคนเป็น เลยต้องมาทำความเข้าใจว่าซีนนี้เป็นยังไง รู้สึกยังไง จะแสดงออกมายังไง เพราะถ้าแสดงออกในแบบของเรา บางทีมันอาจไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ”

-ได้กลับมาทำงานกับบาสเป็นอย่างไรบ้างคะ 

“การที่เรารู้จักและสนิทกันแล้วมันช่วยเรื่องการแสดงได้เยอะเลย เวลาแสดงจะไม่เกร็ง เพราะเราช่วยเหลือกัน ไม่ต้องกดดันว่าเราจะเป็นภาระเขาไหม บาสเป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีมาก คอยแนะนำตลอด ดีใจที่ได้แสดงด้วยกันครับ” 

-ทราบมาว่าพี่พจน์ อานนท์เป็นคนชวนดุลเข้าวงการ 

“คือพี่พจน์ไปเห็นผมตรงสะพานลอยตอนกำลังซื้อไก่ทอด พี่พจน์มาซื้อไก่ทอดร้านเดียวกับผมนั่นแหละ… อันนี้หยอกครับ จริงๆ พี่พจน์ส่งไดเร็กต์เมสเสจมาในไอจี เขารู้จักกับพี่โอ๋ สตาร์ฮันเตอร์ ซึ่งกำลังแคสต์นักแสดงหน้าใหม่มาเล่นซีรีส์วายพอดี ผมเลยคิดว่าลองไปดูก็ได้ ไม่มีอะไรเสียหาย คิดว่าถ้าไม่ทำตอนนี้ก็ไม่รู้จะทำตอนไหน ก็ได้แสดงเลย เรียกว่าเป็นการเข้ามาแบบงงๆ ครับ ตอนนี้ก็ยังงงอยู่”

-จริงๆ อาชีพนี้เป็นความบังเอิญหรือตั้งใจ

“เป็นความบังเอิญมากกว่าครับ คือผมไม่มีทักษะการแสดงอะไรมาเลย เมื่อก่อนแค่ยืนถ่ายรูป ปกติผมยังยิ้มไม่เป็นเลย เรียกว่าบังเอิญก็ได้ที่มาเจอกับพี่โอ๋ เราเลยได้มาเป็นอย่างทุกวันนี้ ผมว่าตอนเด็กๆ ใครๆ ก็อยากเป็นดารา แต่มันไม่รู้จะเป็นยังไง แล้วผมก็ไม่ได้ถูกวางให้เป็นดาราตั้งแต่เด็ก อย่างตอนเด็กเวลาไปเที่ยวทะเล แม่ไม่ได้สอนให้ทาครีมกันแดดเลย เพราะไม่อยากให้ลูกกลายเป็นคนสำอาง ผมเพิ่งจะมารู้จักคอนแท็กต์เลนส์ตอนเข้ามหา’ลัย คือโตมาแบบแมนๆ เรียกว่าโตมากับหินเลยดีกว่า เพราะกิจการที่บ้านคือโรงโม่หิน เหมือนที่บ้านตีเส้นทางให้ผมแล้วว่าต้องไปทางไหน” 

-วัยเด็กเป็นแบบไหนคะ เนิร์ดหรือซน 

“ผมเป็นเด็กเนิร์ดเลยล่ะ เพราะเป้าหมายวัยเรียนคือการสอบเข้ามหา’ลัยดีๆ เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นว่าชีวิตเราจะเป็นไปยังไง เหมือนเรียนเพื่อไปทำอาชีพในอนาคต แต่ความจริงเราไม่จำเป็นต้องทำงานตามที่เรียนมาเสมอไป สมัยเด็กผมเรียนได้เกรด 3.9-4 ตลอดทุกเทอม คือตั้งใจเรียนจริงๆ คิดว่าถ้าเราทำเกรดเฉลี่ยดีก็จะมีทุนให้ อย่างที่ผมเรียนวิศวกรรมศาสตร์ที่ลาดกระบังก็เพราะได้ทุนด้วย แล้วการเข้ามหา’ลัยถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต แรกๆ รู้สึกว่าชีวิตไม่มีสีสันเลย ก็พยายามปรับตัวเอง ไม่ได้จริงจังกับเกรดมาก แต่หันมาเน้นสังคม ใช้ชีวิตมากขึ้น”

-เป็นคนกล้าแสดงออกแต่แรกเลยไหม

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนคือไม่เลยครับ ถ้าต้องทำอะไรจะเป็นคนท้ายๆ ที่จะทำ เพราะไม่มั่นใจในตัวเอง ยิ่งการแสดงออกต่อหน้าคนเยอะๆ คือไม่เลย แต่ทุกวันนี้มันทำให้ผมปลดล็อกนะ จากคนเดิมกลายเป็นคนใหม่ที่กล้าแสดงออกมากขึ้น ด้วยสโคปของงานทำให้เราได้พบเจอคนมากมาย ทำให้เห็นความสำคัญของการเรียนบุคลิกภาพ ต้องเรียนเกี่ยวกับการพูดต่อหน้าผู้คนเยอะๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทุกคนต้องมี เป็นสิ่งที่เราควรจะพัฒนามานานแล้ว แต่เราก็เพิ่งได้มารู้” 

-พอเข้ามาวงการบันเทิง มองวงการนี้เปลี่ยนไปจากสมัยก่อนเข้าวงการไหม

“ผมเคยคิดว่านักแสดงน่าจะเป็นอาชีพที่สบายกว่างานปกติ ชิลล์ อาจจะต้องใช้หน้าตาบวกความสามารถ แต่พอมาทำจริงๆ ผมว่ามันไม่ต่างกันเลย เป็นงานที่หนักงานหนึ่งเลย ต้องโฟกัสกับคนหลายคน เพราะเวลาออกกล้องจะมีทีมงานหลากหลายมาก ต้องมากองตั้งแต่ตีห้า กว่าจะถ่ายเสร็จก็สี่ทุ่ม เสาร์อาทิตย์อีก หนักกว่างานประจำที่บวกการทำโอทีอีก ไม่ใช่งานสบายแน่นอน ผมกล้ารับประกัน แต่เป็นอาชีพที่ดีที่ทำให้เรามีความสุขครับ”

-ก่อนหน้านี้ดุลบอกว่าอยากเรียนบริหาร อยากมีธุรกิจ 

“ตอบตรงๆ เลยครับ อยากรวย (หัวเราะ) เป็นเหมือนความฝันตอนเด็กที่เห็นภาพตัวเองใส่สูทและมีธุรกิจอะไรสักอย่าง มันเท่ แต่พอโตมากลับไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของชีวิต คิดว่าระหว่างทางเราควรมีความสุขกับทุกสิ่งที่ทำมากกว่า เลยเลือกที่จะเทรดหุ้น คือที่บ้านมีธุรกิจที่คุณพ่อสร้างไว้ แต่ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องทำธุรกิจก็ได้ แต่ลงทุนกับหุ้นแทน แล้วผมก็ทำควบคู่ไปกับการเป็นนักแสดงได้ด้วย คือจะรวยหรือไม่รวยก็ไม่รู้ แต่ผมมีความสุขที่ได้ทำ เพราะผมรักทั้งสองอย่างมาก แล้วก็อยากจะพามันไปด้วยกัน”

-ในวันว่างที่ไม่ค่อยจะมี ดุลชอบทำอะไรคะ

“ถ้าชอบจริงๆ คือดูหนังครับ ชอบพวกหนังฝรั่งแนวแอ็กชั่น หรือหนังซูเปอร์ฮีโร่ ไม่ค่อยชอบดูหนังรักเท่าไหร่ อีกอย่างที่ชอบคือการออกกำลังกายครับ เสพติดมาก อาทิตย์ละ 5-6 วัน เวลาผมไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส มันยิ่งทำให้เรามีแพสชั่นเพราะรายล้อมด้วยคนที่ชอบออกกำลังกายเหมือนกัน คือเราอยากมีร่างกายที่ดี อยากทำให้สุขภาพตัวเองดีขึ้น พอยิมปิด แพสชั่นหายไปเยอะมาก ไม่มีอะไรมากระตุ้น ต้องวิดพื้นในห้องสี่เหลี่ยม ซีรีส์ก็ไม่รู้ว่าจะได้ถ่ายเมื่อไหร่ เลยมีช่วงที่ไม่อยากออกกำลังไปพักนึง แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับมาปกติ ได้กลับมาโฟกัสกับตัวเองครับ” 

-มีอะไรที่ชอบและไม่ชอบในตัวเอง

“ผมชอบที่ตัวเองมีความฝัน และความฝันโคตรใหญ่เลย ตั้งแต่เด็กแล้ว อยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และมีแพสชั่นในชีวิต แต่สิ่งที่ไม่ชอบคือบางทีความฝันที่เราตั้งมันใหญ่เกินไป มันควรจะเป็นทีละสเต็ป การที่เราฝันร้อยแล้วจะไปให้ถึงเลย มันอาจจะทำให้เราไม่มีความสุขไปบ้าง” 

-บอกได้ไหมว่าความฝันอะไร

“มีหลายพาร์ตครับ อย่างเรื่องอยากมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อยากเห็นชื่อตัวเองอยู่ใน SET แล้วก็อยากจะเป็นนักแสดงที่ดี ทำผลงานออกมาให้คนประทับใจ ไม่ได้อยากเป็นพระเอกแต่แสดงได้ไม่ดี อยากให้ทุกคนเห็นว่าผมสามารถทำได้ เพราะทุกคนเห็นตั้งแต่ไม่มีอะไร ได้มาเล่นตั้งแต่ไม่มีสกิลทางการแสดงเลย อยากให้คนเห็นว่าผมพยายามมาตั้งแต่แรก เฮ้ย! หนังเรื่องนี้มันดีว่ะ พระเอกแสดงดีมากเลย หรือคนนี้แสดงดี ไม่ต้องเป็นพระเอกก็ได้ เล่นให้มันสมกับสิ่งที่ทุกคนรอคอย”

-รู้สึกกลัวอะไรบ้างไหม

“กลัวตัวเองจะไม่ประสบความสำเร็จ ผมว่าทุกอย่างมันจำกัดด้วยเวลา มันต้องสำเร็จไม่ใช่ตอนไหนก็ได้ แต่ต้องสำเร็จตอนที่พ่อแม่เรายังอยู่ เพราะผมอยากให้เขาภูมิใจ การเป็นนักแสดงไม่ได้ทำให้เขาภูมิใจ เพราะเขาไม่ได้อยากให้เราเป็น แต่เพราะมันเป็นความฝันของเราเอง แต่เราอยากให้เขามีความสุข เราทำความฝันของเราแล้ว เราก็อยากให้ฝันของเขาเป็นจริงตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ แต่เขาซัพพอร์ตทุกอย่างที่ผมทำนะ อาจจะมีบ่นตอนแรกๆ เพราะไม่ได้อยากให้ผมเป็นนักแสดงเลย เขาอยากให้ผมไปยืนที่โรงโม่ แล้วก็ขนหิน (หัวเราะ) แต่ตอนแรกผมไม่ได้บอกคุณพ่อหรอก บอกแค่คุณแม่ มาบอกตอนเซ็นสัญญาไปแล้ว พ่อห้ามไม่ได้แล้วเพราะผมเซ็นไปแล้ว”

-มีคนบอกว่าเป็นมนุษย์คำคม

“ผมว่าผมก็ไม่คมนะ (ในอินสตาแกรมไง) น่าจะเพราะเป้าหมายในชีวิตผมคือความสำเร็จ คำพูดพวกนั้นช่วยทำให้เรามีความมุ่งมั่น มีแพสชั่น อย่างเวลาที่เราอยู่แต่ในห้องคนเดียวช่วงโควิดเป็นเดือนๆ โดยไม่มีใคร เรายังมีมายด์เซ็ตของเราที่ทำให้เราลุกขึ้นสู้หรือเดินหน้าต่อไปได้”

-ถ้ามีอะไรที่ย้อนกลับไปเปลี่ยนได้

“ถ้าผมรู้ว่าจะได้มาเป็นนักแสดง ผมคงเรียนการแสดงตั้งแต่เด็กๆ เลย มันจะได้ออกมาดี พอเรามาเริ่มช้า เหมือนเรามาเริ่มบวกเลขตอนอายุ 23 มันไม่เหมือนคนที่บวกเลขมาตั้งแต่เด็ก มันใช้เวลา” 

-สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตยามนี้

“ครอบครัวผมเลยครับ ถ้าไม่มีครอบครัวก็คงไม่มีผมในวันนี้ ถ้าผมอยากทำอะไรจริงๆ เขาก็พร้อมสนับสนุน ผมเลยอยากทำให้เขาภูมิใจ”

Photographer: Narin Lourujiraku

Stylist: Piphacha Vonpiankul

Writer: Pimpilai Boonjong

Makeup: Satanun Graisorn

Hair: Phoonthas Lertmanorat 

Photographer Assistant: Komgrit Ninchai

Stylist Assistant: Naruamol Namkaew






Other Articles