เมื่อไม่นานมานี้ Lotus Arts de Vivre แบรนด์เครื่องประดับและของตกแต่งชั้นนำระดับโลกได้จัดงาน Lotus Arts de Vivre x Obsidian Objets d’Art : WOMEN are FOREVER – A vintage Cartier Collection ซึ่งนำนาฬิกาวินเทจเปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์กว่า 30 เรือนมาให้คนรักคาร์เทียร์และผลงานวินเทจได้ชมกันอย่างใกล้ชิด
เราจึงคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ย้อนรำลึกและลงลึกถึงเรื่องราวเบื้องหลังของผลงานในประวัติศาสตร์นาฬิกาข้อมือสำหรับผู้หญิงของคาร์เทียร์ แบรนด์นาฬิกาและจิวเวลรี่เก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1847 โดยเราได้มีโอกาสพูดคุยผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกทั้ง 2 ท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดงานในครั้งนี้

Harry Fane 
Francesca Cartier Brickell
คนแรกคือ มร. แฮร์รี่ เฟน ผู้ก่อตั้ง Obsidian Objets d’ Art แห่งกรุงลอนดอน ซึ่งเคยร่วมงานกับทาง Lotus Arts de Vivre ในการนำผลงานประวัติศาสตร์มาจัดแสดงที่กรุงทเพหลายครั้ง และตัวเขายังเป็นนักสะสมตัวยงและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผลงานของคาร์เทียร์ จนได้รับการเรียกขานว่าเป็นบุคคลที่ “รอบรู้เรื่องของคาร์เทียร์มากกว่าคาร์เทียร์เสียอีก”
และอีกคนมีความเกี่ยวข้อกับตระกูลคาร์เทียร์ผ่านทางสายเลือด เธอคือ ฟรานเชสกา คาร์เทียร์ บริคเคล (Francesca ) ทายาทคาร์เทียร์รุ่นที่ 6 (เธอเป็นเหลนของฌากส์ คาร์เทียร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามพี่น้อง หลุยส์-ปิแอร์-ฌากส์ ซึ่งนำพาให้คาร์เทียร์เป็นที่รู้จักในระดับโลกตั้งแต่ยุคก่อนสงครามโลก) และนักเขียนเจ้าของผลงาน The Cartiers: The Untold Story of the Family Behind the Jewelry Empire ที่มาเผยเบื้องหลังเกี่ยวกับ คาร์เทียร์ แฟมิลี่ และถ่ายทอดเรื่องราวของคาร์เทียร์วินเทจในแง่มุมของผู้หญิงที่คุณอาจไม่เคยสัมผัสมาก่อน

Francesca Cartier Brickell กำลังศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของต้นตระกูลของเธอ
ขอเริ่มที่ฟรานเชสก้าก่อนแล้วกัน ฉันได้อ่านเรื่องราวของ Louis Cartier ในหนังสือ The Cartiers ที่ฟรานเชสก้าเขียน ทำให้เห็นความเป็นมนุษย์ของเขามากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้เราไม่ค่อยได้รับรู้ข้อมูลของเขาในแง่นี้ ส่วนใหญ่จะได้รับรู้แต่ความเป็นอัจฉริยะของเขา ตอนที่คุณเขียนหนังสือเล่มนี้ ตอนที่คุณค้นคว้าเพื่อเขียน มีเรื่องไหนที่คุณรู้สึกเซอร์ไพรส์ที่สุดคะ
ฟรานเชสก้า: “ก็อย่างที่คุณบอกค่ะว่าคนไม่ค่อยรู้จักตัวตนของเขาสักเท่าไหร่ ตอนที่ฉันค้นเจอหีบใส่จดหมายในห้องเก็บไวน์ของปู่ฉัน จดหมายเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นการเขียนติดต่อกันระหว่างสามพี่น้องคาร์เทียร์ ถ้าได้อ่านจดหมาย ก็จะได้ยินน้ำเสียงของพวกเขา และทำให้เราเห็นภาพว่พวกเขาเป็นคนอย่างไร ทั้งอารมณ์ขัน อะไรทำให้พวกเขาโกรธ ใครที่พวกเขารัก อะไรที่เป็นแรงบันดาลใจ มันเหมือนเราได้เข้าไปอยู่ในจิตใจพวกเขา การติดต่อกันผ่านจดหมายเหล่านั้นมีแต่ความซื่อตรงจริงใจ เห็นได้ว่าพวกเขาสนิทกันแค่ไหน และได้เห็นด้วยว่าพวกเขาแตกต่างกันอย่างไร
“อย่างหลุยส์เป็นคนฉลาดล้ำมาก ฉันยกให้เขาเป็นสตีฟ จ็อบส์ในยุคนั้น แต่ก็เข้าใจยากด้วยในบางเวลา เขาเป็นอัจฉริยะ แต่ก็ไม่อาจวางใจได้ตลอดเวลา บางทีออกไปจากออฟฟิศไป หายไปเป็นเดือนก็มี ก็ทำให้เห็นอีกด้านของความเป็นอัจฉริยะของเขา ระหว่างที่ค้นคว้า ฉันย้อนกลับไปศึกษาเรื่องโรงเรียนที่เขาเคยเรียน เห็นใบเกรดในยุค 1900s เขาทำคะแนนวาดรูปได้ดีมาก แต่ก็ได้คะแนนไม่ดีในวิชาอื่น เขาเป็นคนฉลาดมาก ปู่ฉันก็บอกอย่างนั้น เขาเป็นคนสงสัยใคร่รู้ แต่มักจะฝันเฟื่องอยู่ตลอดเวลา แต่ก็เพราะการที่เขาชอบฝันเฟื่องนี่แหละที่ทำให้ Cartier ไม่เหมือนใคร เขาไม่มีลิมิต ชอบคิดหาแนวทางใหม่ๆ ตื่นเต้นในการทำสิ่งต่างๆ ทั้งในเรื่องของจิวเวลรี่ รวมถึงการผลิตนาฬิกาด้วย โดยเฉพาะนาฬิกาสำหรับผู้ชาย ถ้าลองไปหาอ่านในนิวยอร์กไทม์นะคะ จะเห็นว่าผลงานของคาร์เทียร์เป็นที่นิยมมาตั้งแต่ยุค 1920s แล้ว การผลิตนาฬิกาก็เช่นกัน สำหรับฉันมองว่าเป็นก้าวที่กล้า เพราะมันต้องเปลี่ยนมุมมองที่ผู้ชายมีต่อนาฬิกาข้อมือด้วย (ซึ่งยุคนั้นมองว่านาฬิกาเป็นจิวเวลรี่ของผู้หญิง) เขาต้องนำเสนอดีไซน์ที่มันมีความมัสคิวลีนด้วย เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าแฟชั่นของโลกไปเลย”
แฮร์รี่: “ผมเองมีอะไรที่อยากจะเสริมสิ่งที่ฟรานเชสกาพูดสักเล็กน้อยครับ คือการที่เขาเปลี่ยนแฟชั่นของผู้ชาย ก่อนหน้านั้น ผู้ชายใช้นาฬิกาพก สิ่งที่คาร์เทียร์ทำก็คือการเปลี่ยนนาฬิกาพกให้มาอยู่บนข้อมือ แต่มันก็ไม่ได้ง่ายๆ ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนเอาหนังมาพันข้อมือมาก่อน ก็เลยเป็นไอเดียที่ค่อนข้างแหวกแนวและน่าทึ่งมาก แล้วก็ไม่น่าเชื่อมากด้วยที่ผู้ชายทั้งหลายจะยอมรับและใช้ผลงานที่ทำจากทองและหนังมาไว้บนข้อมือ แล้วที่สำคัญอีกอย่างคือ เป้าหมายของหลุยส์ คาร์เทียร์ก็คือสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามและสง่างาม ซึ่งเกิดขึ้นในยุคแรกเริ่มของนาฬิกาข้อมือด้วย ไม่มีโรงงานที่จะเคยผลิตกลไกขนาดเล็กเพื่อให้มาอยู่บนข้อมือ แต่เขาก็ติดต่อกับเอ็ดมอนด์ เจเกอร์ วอทช์เมกเกอร์ชื่อดัง (หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ เจเกอร์-เลอกูลทร์) เขาก็เลยเอาชนะประเด็นเรื่องแฟชั่นและกลไกขนาดเล็กมาได้
“อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ นาฬิกาพกจะพกอยู่ในกระเป๋า ก็เลยจะไม่ได้รับผลกระทบเรื่องอุณหภูมิ แต่เมื่อนาฬิกาอยู่บนข้อมือ ส่วนนอกจะสัมผัสอากาศซึ่งมีความเย็น ส่วนกลไกข้างในอยู่ใกล้ข้อมือซึ่งจะมีความอุ่นของอุณหภูมิร่างกายด้วย ก็เป็นความท้าทายยิ่งใหญ่ที่เขาต้องเผชิญเมื่อนำนาฬิกามาไว้บนข้อมือ เราถึงบอกว่าเขาเป็นเหมือนสตีฟ จ็อบส์ เพราะหลังจากที่เขาประดิษฐ์นาฬิกาข้อมือให้ผู้ชาย นาฬิกานั้นก็กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการแต่งกายของผู้ชายนับตั้งแต่ยุคนั้น”
หลุยส์ คาร์เทียร์ออกแบบนาฬิกาข้อมือ Santos ซึ่งถือเป็นนาฬิกาข้อมือรุ่นแรกสำหรับผู้ชาย แล้วเขายังออกแบบนาฬิกา Tank ยอดนิยมมาจนถึงปัจจุบันด้วย แล้วนาฬิกาผู้หญิงสำหรับ Cartier ล่ะคะ อย่างผลงานที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการนี้ทำให้เราเห็นอะไร
ฟรานเชสกา: “ฉันว่าสิ่งที่น่าทึ่งสำหรับการจัดแสดงนาฬิกาครั้งนี้การนำเสนอตามลำดับเวลา อันที่จริงนาฬิกาไม่ใช่สิ่งใหม่สำหรับผู้หญิง เพราะในควีนเอลิซาเบธเองก็ใส่มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 แล้ว มันเริ่มจากการเป็น decorative items ส่วนในยุคของหลุยส์ คาร์เทียร์ กับ ฌากส์ คาร์เทียร์ ปู่ทวดของฉัน พวกเขาสร้างสรรค์นาฬิกาข้อมือสำหรับผู้หญิงมานาน ที่เรียกกันว่า montre bracelet (watch bracelet) เป็นจิวเวลรี่ที่มีฟังก์ชั่นบอกเวลาได้ สำหรับหลุยส์ คาร์เทียร์ ไม่ว่าจะสร้างสรรค์อะไร เขาตั้งใจว่าฟอร์มและฟังก์ชั่นต้องไปด้วยกัน ต้องงดงามแต่ก็ต้องทำงานได้ดีเยี่ยม แม้ว่าเขาจะไม่ใช่วอทช์เมกเกอร์ แต่เขารู้ว่าจะต้องจ้างใคร อย่างการที่เขาจ้างฌากโก (Jacqueau ซึ่งเดิมเป็นช่างผลิตเหล็กดัด) มาช่วยสร้าง Cartier Style หรืออย่างที่เฮนรี่บอกว่าเขาทำงานเอ็ดมอนด์ เจเกอร์ ที่ทำให้นาฬิกาของเขาทำงานได้ดี อย่างผลงานหลายชิ้นที่นำมาจัดแสดงมีอายุเป็นร้อยปีแล้ว แต่ก็ยังทำงานได้ดีมาจนถึงปัจจุบันนี้
“ถ้ามองดูผลงานเหล่านี้ผ่านกาลเวลา ยุคแรกจะเป็นนาฬิกาในแนวเฟมินีน ประดับเพชร ดูโรแมนติก นึกภาพออกเลยว่าสวมใส่กับชุดกระโปรงพองๆ ในช่วงยุคก่อนสงครามโลก จนมาถึงยุค 1920 แฟชั่นเปลี่ยนไป ผู้หญิงต้องการใส่อะไรที่เฟมินีนน้อยลง แล้วก็ตรงกับยุคอาร์ตเดโค ก็เลยทำให้เราเห็นผลงานที่เป็นทรงเรขาคณิต มีทั้งคู่สีขาวดำ เมื่อผ่านยุคสงครามมา ทุกอย่างจำกัดไปหมด ทุกคนต้องเสียภาษีกันแพงมาก ตอนที่ปู่ทวดฉันเข้าร่วมงานกับคาร์เทียร์ ตอนนั้นอัตราภาษีสูงถึง 125 เปอร์เซ็นต์สำหรับจิวเวลรี่ นาฬิกาในยุคนั้นก็เลยจะเป็นทอง ดูเรียบง่าย ไม่ค่อยประดับอัญมณี แล้วก็เป็นยุคที่ผู้หญิงสวมใส่อะไรที่ผู้ชายใส่ อย่างนาฬิกา Tank ที่สวมใส่ทั้งชายและหญิง ดูอย่างแจ๊กกี้ เคนเนดี้ที่ก็สวมใส่นาฬิหา Tank ฉันเลยคิดว่านิทรรศการนี้น่าสนใจเพราะมันไม่ได้แค่โชว์ว่าศิลปะการสร้างสรรค์เปลี่ยนไปในแต่ละยุคอย่างไร แต่มันยังทำให้เรามองเห็นสังคมในแต่ละยุคด้วย”
เฮนรี่: “ผมของเสริมเล็กน้อยแล้วกัน คือในยุคหลังๆช่วง 1940s-1960s ต้องบอกว่าเป็นนาฬิกาคาร์เทียร์ถือเป็นหนึ่งในยูนิฟอร์มของผู้หญิง พวกเธอใส่แจ๊กเก็ตชาเนล ผูกผ้าพันคอแอร์เมส สวมรองเท้าเฟอร์รากาโม และสวมนาฬิกาคาร์เทียร์ มันเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงในยุค cafe society ครับ”
ฉันมีคำถามเกี่ยวกับ ฌาน ตุสแซงต์ (Jeanne Tousaaint) ในยุคนั้นเราเห็นดีไซเนอร์หญิงมาแรง ทั้งชาเนล ลองแวง สเคียปาเรลลี่ แล้วการที่หลุยส์ คาร์เทียร์แต่งตั้งฌาน ตุสแซงต์ให้ดูแลการสร้างสรรค์ในยุคนั้น มันถือเป็นเรื่องที่แปลกมากไหมในยุคที่โลกจิวเวลรี่ยังเป็นโลกที่ปกครองโดยผู้ชาย
ฟรานเชสกา: “หลังจากสงคราม บทบาทของผู้หญิงเปลี่ยนไป พวกเธอตัดผมสั้น ใส่เสื้อผ้าที่คล่องตัว ออกไปทำงาน แม้จะยังยังเป็นโลกของผู้ชายอยู่ดี แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง อย่างคาร์เทียร์ที่ลอนดอน ฌากส์เป็นคนแรกที่จ้างดีไซเนอร์ผู้หญิง และหลุยส์ คาร์เทียร์ ก็เช่นกัน แม้ว่าฌาน ตุสแซงต์จะเป็นคนรักของเขามาก่อน แต่ก็มีความสามารถ เธอเริ่มจากดูแลแผนกกระเป๋า แต่ด้วยความมีสไตล์และมุมมองโดดเด่น เขาก็โปรโมทเธอให้อยู่ในแผนกครีเอทีฟ เธออาจจะไม่ได้ออกแบบเอง แต่เธอเลือกว่าแบบไหนจากทีมออกแบบที่จะนำมาทำเป็นจิวเวลรี่ และหลุยส์ก็บอกเองว่าเธอมีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่มี นั่นคือสายตาแบบผู้หญิง เธอรู้ว่าผู้หญิงต้องการออะไร ก็อย่างที่คุณพูดด้วย เป็นยุคที่มีดีไซเนอร์หญิงเก่งๆ อย่างหลุยส์ คาร์เทียร์เองก็รู้จักกับฌาน ลองแวง (Jeanne Lanvin) เคยจัดแสดงจิวเวลรี่กับเสื้อผ้าของเธอในงานแสดงนิทรรศการที่ปารีส”
แฮร์รี่: “ผมว่าที่น่าทึ่งมากๆ ก็คือผู้ชายมีบทบาทในการออกแบบเสื้อผ้าและจิวเวลรี่ทั้งที่พวกเขาเองไม่ได้เป็นคนใส่ แม้กระทั้งทุกวันนี้ แต่ยุคนั้นก็เป็นยุคที่มีผู้หญิงมีความคิดสร้างสรรค์เก่งหลายๆคนจริง นอกจาที่กล่าวมา ก็ยังมีมาดาม เกรส์ (Madame Grès) ซูซาน เบลเปอรง (Suzanne Belperron) สเคียปาเรลลี (Schiaparelli) มีผู้หญิงเก่งในสายครีเอทีฟเยอะ โดยเฉพาะแฟชั่นและจิวเวลรี่ ในยุค 1920 ผมว่าจิวเวลเลอร์ยุคปัจจุบันก็ลืมไปนะว่าเครื่องประดับเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่น เพียงแต่ทำงานกันด้วยแมททีเรียลที่แตกต่ากัน ผมว่าการที่หลุยส์ คาร์เทียร์แต่งตั้ง ฌาน ตุสแซงต์ นั้นถูกต้องมาก เพราะเธอมีสายตาและมุมมอง และยังมีอิทธิพลในยุคนั้นด้วย ผู้หญิงต่างเชื่อคำแนะนำของเธอ ไม่แปลกใจที่เขาให้เธอเป็นมือขวา ให้มาเป็นตาให้เขา ให้ดูให้ว่าผู้หญิงควรใส่อะไร”
เรามักได้ยินคนกล่าวถึงยุคอาร์ตเดโคบ่อยมาก ผลงานของคาร์เทียร์เองก็ได้รับอิทธิพลจากยุคนี้เหมือนกัน ส่วนตัวคุณคิดว่าทำไมอาร์ตเดโคถึงมีสเน่ห์ดึงดูดใจมาจนถึงยุคปัจจุบัน
แฮร์รี่: “ผมว่าน่าสนใจที่คุณหยิบประเด็นนี้ขึ้นมา สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับหลุยส์ คาร์เทียร์ก็คือเขาไม่ใช่คนตามเทรนด์ เขาเองไม่ได้ตามเทรนด์อาร์ตนูโวซึ่งเฟื่องฟูอย่างอย่างในช่วงต้นยุค 1920 แต่เขากลับนำเสนอสไตล์อาร์ตเดโคซึ่งทำให้เห็นว่าเขาเป็นผู้นำเทรนด์ อาร์ตเดโคทรงอิทธิพลอย่างมาก มันเปลี่ยนแฟชั่นและสถาปัตยกรรม คาร์เทียร์ก็นำแรงบันดาลใจมาจากจุดนี้ อย่างนาฬิกาเพชรเหล่านี้มาจากอาร์ตเดโคซึ่งจริงๆ แล้วเริ่มขึ้นในยุคหลังสงคราม อย่างการจับคู่เพชรกับออนิกซ์เป็นสไตล์อาร์ตเดโคอย่างมาก หรือเส้นสายเรขาคณิตต่างๆ คือถ้าพูดถึงในยุคนั้น หลุยส์ คาร์เทียร์นำแรงบันดาลใจมาจากอาร์ตเดโค และสไตล์โมกุลซึ่งเป็นสองอิทธิพลหลักๆ ผมว่ามันน่าสนใจที่เราได้เห็นว่าเขานำทั้งสองมาสังเคราะห์ผสมผสานจนออกมาเป็น Cartier Style ได้อย่างไร ซึ่งมันเป็นเอกลักษณ์อย่างมาก มองไกลๆ ก็ยังรู้ว่านี่คือ ผลงานของคาร์เทียร์ แม้แต่แบรนด์อื่นๆ ก็ยังไม่มีสไตล์ที่ชัดเจนขนาดนี้”
ในผลงานเหล่านี้ คุณชอบผลงานไหนที่สุดคะ
ฟรานเชสกา: “ฉันชอบ Cartier London ค่ะ (บนหน้าปัดนาฬิกาจะปรากฏคำว่า London) เพราะปู่ของฉันได้ไปดูแลสาขาลอนดอนหลังจากสงครามโลก จริงๆ ท่านก็อยากมีโอกาสทำงานกับพ่อนะคะ แต่ท่านได้เสียไปก่อนตอนที่ปู่ฉันยังเด็ก ตอนที่ท่านยังหนุ่มแล้วต้องดูแลกิจการถือว่าไม่ง่ายเลย เพราะเป็นยุคหลังสงครามด้วย อย่างที่บอกเรื่องภาษีไปก่อนหน้านี้ แล้วพนักงานสมัยพ่อก็ออกไปแล้ว ก็เลยเหมือนว่าปู่ฉันต้องฟื้นธุรกิจขึ้นมาใหม่ ต้องคิดว่าจะวางโปรดักต์อะไร คือก่อนที่จะเกิดสงคราม ต้องบอกว่าเป็นยุครุ่งเรืองของ คาร์เทียร์ ลอนดอนเป็นอย่างมาก พอมาสมัยท่าน ก็ไม่สามารถจำหน่ายเทียร่าหรือสร้อยคอเพชรแบบยุคเดิมได้ แล้วจะขายอะไรล่ะ? น่าจะต้องไปทางผลงานที่ใช้งานได้เข้ากับยุคสมัยกระมัง ปู่ฉันก็เลยตั้งแผนกนาฬิกาขึ้นมาใหม่ มีเวิร์กช็อปทำตัวเรือนทองอยู่ในอีสต์ลอนดอน และมีดีไซเนอร์ที่เก่งมากชื่อเอเมอร์สัน ทั้งสองเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกัน ทำงานด้วยกันเหมือนสมัยหลุยส์ คาร์เทียร์กับฌาโกช่วยกันสร้าง Cartier Style ขึ้นมา ซึ่งการตั้งแผนกนาฬิกาก็ได้นำไปสู่ผลงานที่น่าทึ่ง อย่างนาฬิกา Pebble และนาฬิกา Crash ซึ่งกลายเป็นที่ต้องการอย่างมากจนต้องลงชื่อจองคิวเป็นเจ้าของเลยค่ะ”
แฮร์รี่: “ฟรานเชสกา คุณโชคดีมากที่มีความผูกพันส่วนตัวในแบบที่คนอื่นมีไม่ได้ ซึ่งน่าทึ่งมาก ส่วนผมคงเลือกไม่ได้เพราะผลงานที่นำมาจัดแสดงผมเลือกซื้อมากับมือตัวเองทุกเรือน พอมันมาวางอยู่บนโต๊ะ มันต้องก่อให้เกิดรู้สึกบางอย่างผมถึงจะซื้อมัน แล้วผลงานวินเทจตเหล่านี้ยากที่จะหาเรือนที่เหมือนกัน มันจะมีรายละเอียดที่ทำให้ผลงานเหล่านี้เป็นเอกลักษณ์ สำหรับผม มันจึงเป็นโมเมนต์ที่เข้มข้นมากเมื่อได้เห็นผลงานเหล่านี้ที่เปี่ยมด้วยความงามและประวัติศาสตร์ ผมเลยขอไม่เลือกผลงานที่เป็นที่สุดแล้วกัน คนที่จะซื้อผลงานเหล่านี้ก็คงรู้สึกยากเหมือนผมที่จะตัดสินใจว่าอันไหนเป็นที่สุด”



















