Wednesday, January 26, 2022

Anchilee Scott Kemmis ผู้จุดประกายให้เราเชื่อใน Real Size Beauty

‘แอน-แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส’ ชื่อของหญิงสาววัย 22 คนนี้น่าจะได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุดในประเทศไทยช่วงนี้กระมัง รวมทั้งได้รับความสนใจจากแฟนนางงามในประเทศต่างๆ เพราะตั้งแต่คว้ามงกุฎ Miss Universe Thailand 2021 แอนชิลีก็กลายเป็นขวัญใจและความหวังของคนไทยทั้งประเทศ ด้วยความมาดมั่นไม่หวาดหวั่น ไหวพริบความฉลาดเฉลียว และพลังจากคำพูดของเธอซึ่งใครๆ ก็สัมผัสได้ว่าเธอเชื่อมั่นในสิ่งที่เอ่ยออกมาจริงๆ ไม่เพียงเท่านั้น แอนยังเป็นผู้ทลายมาตรฐานความงามแบบเดิมๆ ที่เกาะกินสังคมมานานด้วยการตอกย้ำประเด็น real size beauty ผู้หญิงมีความงามตามแบบฉบับของตนเอง ไม่ว่าจะรูปร่าง สีผิว หรือเชื้อชาติใดก็ตาม 

สาวลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลียคนนี้เกิดและเติบโตในเมืองไทย แต่ไปเรียนต่อระดับปริญญาด้านสังคมวิทยาที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย หลังจากนั้นเธอก็เดินทางกลับเมืองไทย เริ่มต้นทำงานเป็นนางแบบ ก่อนจะตัดสินใจสมัครเข้าประกวด Miss Universe Thailand หากดูจากวันก่อนประกวดจนถึงวันนี้ที่ครองตำแหน่ง มีผู้ติดตามเธอในโลกโซเชียลเพิ่มขึ้นจากหลักพันขึ้นเป็นหลักสี่แสนแล้ว “ตอนนี้ตารางชีวิตยุ่งขึ้นเยอะมากเลยค่ะ แล้วที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือเรื่องความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มาก” 

ระหว่างที่แฟชั่นเซ็ตและบทสัมภาษณ์นี้ถูกตีพิมพ์ แอนคงจะขึ้นเครื่องไปเก็บตัวเพื่อเข้าประกวด Miss Universe 2021 ที่ประเทศอิสราเอลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ระยะเวลาในการเตรียมตัวเพียงไม่ถึงเดือนหลังจากคว้ามงกุฎนั้นท้าทายยิ่งนัก แต่เธอบอกกับเราว่า “พร้อมค่ะ” ด้วยความมั่นใจแบบเดียวกับตอนที่เธอตัดสินใจเข้าประกวดทั้งที่ไม่เคยประกวดบนเวทีไหนมาก่อน 

ตอนนี้เราคิดว่าถึงเวลาที่จะไปทำความรู้จักกับเธอคนนี้แล้วล่ะ ‘แอน-แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส ไทยแลนด์’ (โปรดอ่านชื่อด้วยน้ำเสียงทรงพลังแบบเธอ)

-วัยเด็กของแอนเป็นอย่างไร 

“เป็นเด็กซนค่ะ ชอบวิ่งไปนั่นไปนี่ ได้แผลมาเต็มขาเลย เรียกว่าเป็นเด็กลุยเลยดีกว่า แต่ถ้าถามว่าเป็นเด็กเรียนไหม ก็ไม่ได้เรียนจนเนิร์ดค่ะ แต่เป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน สนใจด้านอาร์ตนิดหน่อย แล้วก็ชอบเล่นกีฬามาก”

-อะไรหล่อหลอมให้แอนเป็นนักกีฬา และเรียนรู้อะไรจากกีฬาบ้าง

“เพราะที่บ้านชอบดูกีฬา โดยเฉพาะคุณพ่อ เลยเติบโตมากับกีฬา พอมาลองเล่นเองก็เลยรักค่ะ แอนเป็นตัวตบของทีมวอลเลย์บอล ซึ่งก็เก่งอยู่นะ (หัวเราะ) ชอบกีฬาเพราะมันต้องผลักดันร่างกายให้เต็มที่ตลอด รักตรงที่ทำให้เราได้พัฒนาอยู่ตลอด แล้วก็รักในทีมเวิร์กค่ะ แอนได้เรียนรู้อะไรจากการเล่นกีฬาเยอะ อย่างตอนที่เป็นกัปตันวอลเลย์บอล เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่งที่สุดในทีม คิดว่าเป็นคนที่ฟังได้ดีที่สุด”

-มีความฝันวัยเด็กไหม

“ตอนแรกอยากเป็นนักกีฬาทีมชาติวอลเลย์บอล แต่พอโตมาก็ไม่อยากแล้วค่ะ คือเรารักมันนะ แต่ยังไม่รักมากพอที่จะใช้ชีวิตเพื่อทุ่มเทกับการเล่นกีฬานี้ค่ะ มันไม่ถึงกับอยากทำเป็นอาชีพ เพราะเราเล่นเพื่อการปล่อยวาง ถ้ามันกลายเป็นอาชีพ เราคงปล่อยวางไม่ได้” 

-ทราบมาว่าฝันอยากทำงานที่เกี่ยวกับสังคม

“อยากทำงานใน NGO งานที่เกี่ยวกับสังคมและการผลักดันสังคม เพราะชอบแนวนี้อยู่แล้วค่ะ แต่ตอนที่เรียนสังคมวิทยายังไม่ได้คิดถึงอาชีพด้านนี้นะคะ ที่เรียนเพราะคิดว่ามันมีความสำคัญสำหรับโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเยอะ สังคมที่เราต้องอยู่ด้วยกัน ต้องพูดคุยกัน มันทำให้เรียนรู้ว่าทุกอย่างเชื่อมโยงกัน ซึ่งมันจริง สิ่งที่เราทำส่งผลถึงคนอื่น ส่งผลถึงโลก เพราะฉะนั้นมันเป็นความรับผิดชอบของเราร่วมกันในสังคมค่ะ” 

-ในวันนี้แอนกลายเป็นคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น แต่ตอนที่แอนโตมา แอนมีใครเป็นแบบอย่างไหม 

“คุณพ่อค่ะ เพราะคุณพ่อเป็นคนนิ่ง รับฟัง ฉลาด และใจเย็นมาก มุมมองความคิดต่างๆ ของแอนทุกวันนี้ก็ได้อิทธิพลมาจากคุณพ่อเยอะมาก ช่วยให้แอนเป็นคนที่แอนเป็นอยู่ในวันนี้ ทั้งการเปิดกว้างทางความคิด การรับฟังทุกฝ่ายก่อนจะหาบทสรุปของเราเอง และการเป็นคนเรียบง่าย” 

-คนมักเห็นภาพแอนเป็นผู้หญิงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ แต่เคยอยู่ในสภาวะที่ low self-esteem บ้างไหม

“แอนเคยมีช่วงเวลาแบบนั้นนะคะ และเพราะเราได้เจอกับมัน เลยทำให้เราเป็นคนมุ่งมั่น และสร้างความมั่นใจขึ้นมาจากจุดนั้น คือเราต้องพยายามเพราะถ้าไม่พยายามก็ไม่ได้ มันไม่มีทางออกนอกจากพยายามทำให้มันดีขึ้น”

-การเป็นตัวของตัวเองนั้นยากไหม 

“ถ้าพูดถึงตอนนี้ก็ไม่ยากนะคะ เพราะแอนได้ทำงานกับคนที่เข้าใจว่าแอนเป็นคนอย่างไร เข้าใจความคิดและยอมรับเรา แต่กว่าจะหาตัวตนของตัวเองเจอ มันต้องผ่านประสบการณ์แย่ๆ มาด้วยค่ะ” 

-หลังเรียนจบกลับมา แอนมาเป็นนางแบบเลย อะไรดลใจ 

“ตอนแรกก็แค่เล่นๆ แบบว่าลองดู จนเริ่มชอบ เพราะได้ร่วมงานกับแบรนด์ที่เปิดใจเรื่องบอดี้ แล้วมันสนุกค่ะ เหมือนไม่ได้ทำงาน ได้พบเจอคนหลากหลาย แอนทำงานเป็นนางแบบอยู่เกือบปี สังกัดเอเจนซี่ฟีไลน์ (โมเดลเอเจนซี่ที่เน้นความหลากหลายทั้งเรื่องเพศ รูปร่าง เชื้อชาติ หรือสีผิว) ก่อนจะหันเข้ามาสายนางงาม”

-แล้วคิดอย่างไรกับคำว่า plus size model หรือ curve model

“จริงๆ มันก็เป็นนางแบบเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องจัดประเภทแยกออกมาก็ได้ เพราะในความคิดของแอน ก็เป็นนางแบบคนหนึ่ง จุดหนึ่งก็เข้าใจนะว่าทำไมต้องจัดประเภท แต่มันก็ไม่ควรมี แล้วพอยต์คืออะไร เพราะสุดท้ายเราก็เป็นโมเดล ทำหน้าที่เหมือนกัน อาชีพเดียวกัน ความรับผิดชอบเดียวกัน” 

-ทำงานเป็นนางแบบได้ไม่นาน แล้วอะไรทำให้แอนเบนเข็มมาประกวดนางงาม 

“เพราะในใจคิดว่าอยากเปลี่ยนแปลงสังคม จริงๆ เราเห็นว่าสังคมเริ่มเปลี่ยนไปบ้างแล้ว อย่างนิตยสารใหญ่ๆ แบรนด์ต่างๆ ก็เริ่มเปิดใจยอมรับมาตรฐานความงามใหม่ๆ ไม่ยึดติดความงามแบบเดิม เลยคิดว่าเราอยากจะมีส่วนตรงนี้” 

-ถือว่าเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่มากนะสำหรับคนที่ประกวดครั้งแรก

“ใช่ค่ะ (หัวเราะ) ตั้งใจเลยว่ามงต้องลงตั้งแต่เปิดตัวเลย คือแอนเชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำมากๆ ค่ะ มันจะไม่ประสบความสำเร็จถ้ามงไม่ลง เราต้องมุ่งมั่นเนอะ”

-อะไรคือคุณสมบัติของการเป็นนางงามยุคใหม่

“ความคิดค่ะ ความคิดที่หลากหลาย ความเชื่อที่มากกว่าความสวยภายนอกแล้วค่ะ สังคมเปลี่ยนไปเยอะ ความ real ความ authentic ก็มีมากขึ้น ซึ่งแอนก็ชอบในสิ่งนั้นมากเพราะมันเข้าถึงได้” 

-จากประสบการณ์การประกวดที่ผ่านมา ช่วงไหนตื่นเต้นที่สุด

“น่าจะวันออดิชั่นนี่ล่ะค่ะ ตอนที่ได้คีย์เวิร์ดคือขาสั่น (หัวเราะ) ตื่นเต้นมาก แต่หลังจากนั้นก็ปล่อยวางได้ คือจริงๆ มันเตรียมตัวล่วงหน้าได้นิดหน่อย ติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมก็จะช่วยได้ แล้วส่วนใหญ่ที่บ้านจะคุยกันเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เป็นคอนเวอร์เซชั่นประจำวัน แต่ตอนที่ได้คีย์เวิร์ดคำว่า ‘สติ’ เอาจริงๆ คือเราไม่เคยได้คิดถึงเรื่องนี้ (แต่เพราะคำตอบนี้ก็เลยได้ Golden Tiara) แต่เราก็มีสติค่ะตอนตอบ (หัวเราะ)”

-ได้เรียนรู้อะไรจากการประกวดครั้งนี้

“การเป็นตัวเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุด คือตอนที่เข้าประกวดเราไม่ได้พยายามที่จะเป็นนางงามแบบที่เราเห็นหรือเคยชิน เชื่อว่าคนสัมผัสความจริงใจของเราได้ เพราะความตั้งใจเป็นตัวเองทุกอย่างโดยไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ซึ่งสุดท้ายมันก็ช่วยให้เราไปถึงจุดนั้นได้จริงๆ” 

-ทำไมถึงเชื่อมั่นในแนวคิดเรื่อง real size beauty 

“เพราะว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก โลกมันเปลี่ยนไป เราจะยึดติดกับความคิดสมัยเก่าไม่ได้แล้ว มันทำให้เกิดการแบ่งแยกหากคนไม่ยอมเปลี่ยน จริงๆ ตัวแอนเคยผ่านประสบการณ์แคสติ้งตอนอายุ 13 แล้วโดนบอกให้ไปลดน้ำหนัก 10 กิโล ก็เป็นเรื่องที่จำขึ้นใจมาจนถึงวันนี้” 

-คิดว่าคนยุคนี้ลุ่มหลงหรือเสพติดกับความงามมากไปไหม

“นิดหน่อยนะคะ แต่ว่าเริ่มเปลี่ยนไปแล้วเหมือนกัน เพราะคนยุคใหม่เริ่มหันมาให้คุณค่ากับความคิดมากกว่า มีทั้งการคิดวิเคราะห์ เน้นความเป็นตัวเอง มากกว่าความสวยตามมาตรฐาน”

-ในฐานะตัวแทนของเจนซี คิดว่าคนเจนนี้มีคุณสมบัติเด่นอะไร

“ความกล้าหาญค่ะ ความกล้าที่จะพูด กล้าที่จะไม่ยอมให้กับอะไรที่ไม่ถูกต้อง อย่างเกรตา ธันเบิร์ก ที่ต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมโลก” 

-ถ้าเรามองในปัจจุบันจะเห็นความแตกต่างทางความคิดของคนในเจเนอเรชั่นที่ต่างกันอย่างมาก ในมุมของแอนคิดว่าอะไรจะทำให้คนต่างความคิดอยู่ร่วมกันได้

“เปิดใจรับฟังค่ะ ยังมีหลายอย่างที่เราต้องเรียนรู้จากคนเจเนอเรชั่นก่อนที่ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มา ส่วนคนเจเนอเรชั่นก่อนๆ ก็มีสิ่งที่ต้องเรียนรู้จากคนเจเนอเรชั่นใหม่เพราะมันช่วยสร้างมุมมองความคิดที่กว้างขึ้นได้ค่ะ ก็เหมือนแอนกับคุณพ่อไงคะ เราต่างเจนกัน แต่เรารับฟังกัน ทำความเข้าใจความคิดที่แตกต่างกันแล้วนำมาต่อยอดเป็นความคิดใหม่” 

-แอนมอง cancel culture ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในยุคนี้อย่างไร 

“คิดว่าทุกคนควรได้รับโอกาสที่สองนะคะ แต่ในยุคโซเชียลมีเดีย ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เราตัดสินกันเร็วเกินไป แต่เพราะเรากลายเป็นผู้ที่ได้รับความสนใจได้ง่ายๆ เราก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้ที่ติดตามเราด้วย ถ้าเราทำผิดมากกว่าหนึ่งครั้ง คงไม่ใช่ความบังเอิญหรือไม่ตั้งใจแล้วล่ะ จริงๆ คำว่า cancel culture อาจเป็นคำที่รุนแรงไปหน่อย แล้วก็อาจจะใช้ไปในทางที่ไม่เหมาะ แต่ยังไงเราก็ต้องมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ทำด้วย” 

-แล้วมีประเด็นทางสังคมอะไรไหมที่แอนเห็นว่าควรได้รับความสนใจเป็นพิเศษ

“คิดว่าเรื่องระบบทุนนิยมค่ะ มันทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมอยู่แล้วโดยธรรมชาติของระบบ มันตอบแทนให้กับคนที่พัฒนาไปข้างหน้า แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือมันมีความไม่ยุติธรรมในเรื่องของความเท่าเทียม นับวันช่องว่างทางสังคมก็ยิ่งห่าง แอนคิดว่านี่ล่ะเป็นปัญหาที่ต้องจัดการ เพราะมันเชื่อมโยงต่อไปอีกหลายๆ เรื่อง ทั้งการศึกษา การเข้าถึงสาธารณสุขและการมีบ้าน รวมไปถึงมีผลต่อความคิดทางการเมืองแบบสุดโต่ง เพราะสุดท้ายเราก็ต้องมีสิ่งที่ยึดถือด้วย” 

-เป้าหมายของแอนในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

“รับผิดชอบต่อสังคม ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่มากไป ไม่น้อยไป และแสวงหาสิ่งที่เราเชื่อมั่น” 

-อะไรทำให้แอนมีความหวัง

“คนเจเนอเรชั่นแอนค่ะ เพราะเรามีความกล้า เชื่อว่าเราจะสร้างแรงกระเพื่อมให้กับสิ่งต่างๆ ได้” 

Photographer: Napat Gunkham

Fashion Editor: Watcharachai Nun-ngam

Writer: Pimpilai Boonjong  

Makeup: Rattanachote Pokham

Hair: Banjaporn Kampab

Stylist Assistant: Tisakorn Kunchornnok






Other Articles