Monday, December 6, 2021

การพลิกคาแร็กเตอร์ครั้งใหม่ของหนุ่มมาดนุ่ม ‘ตี๋-ธนพล’

ตี๋-ธนพล จารุจิตรานนท์ นักแสดงหนุ่มที่เรารู้จักกันดีจากบทบาทหมอบีมจากเรื่องเดือนเกี้ยวเดือน ก่อนชมผลงานละครเรื่องต่อไปของเขาอย่าง ‘บุพเพร้อยร้าย’ และ ‘คุณหมีปาฏิหาริย์’ ทางช่อง 3 ที่เจ้าตัวเผยว่าปีหน้าได้ชมกันแน่นอน เราอยากชวนคุณมาตีสนิทกับผู้ชายคนนี้ให้มากขึ้นอีกนิด พร้อมกับพูดคุยถึงการพลิกคาแร็กเตอร์ในภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดี้เรื่อง ‘ส้มป่อย’ ซึ่งจะฉายในโรงวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ พอให้หายคิดถึงเขาไปก่อน

เรื่องนี้คุณรับบท ‘แซ้ป’ ถือว่าฉีกแนวเลยเพราะเล่นเป็นร่างทรง

“ต้องเรียกว่าพลิกคาแร็กเตอร์สุดๆ เลยครับ เพราะที่ผ่านมาตี๋ได้รับบทที่ใกล้เคียงกับตัวเอง แต่เรื่องนี้เป็นบทบาทที่ท้าทายสำหรับเรา เพราะบุคลิกเราไม่ได้เป็นเหมือนนายแซ้ปทุกอย่างอะครับ มันมีทั้งความเหมือนและความต่าง ความเหมือนแซ้ปในที่นี้อาจจะมีเรื่องความขี้เล่น ความขี้แกล้ง ความสนุกสนาน แต่สิ่งที่ไม่เหมือนคือความโผงผาง หรือการสบถคำต่างๆ โดยไม่แคร์ใคร ไม่ห่วงหล่อเลย

ปกติตี๋เป็นคนนิ่งๆ พอรับบทร่างทรงเราต้องมีคาแร็กเตอร์ที่สุดโต่งมากๆ ต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อจะได้ทำคาแร็กเตอร์นี้ออกมาให้ดีที่สุด ตี๋ได้ไปเจอร่างทรงจริงๆ 2-3 ครั้ง ไปดูว่าเขามีการแสดงออกยังไง รู้สึกยังไง และเสิร์ชกูเกิลดูว่าพิธีกรรมต่างๆ เขาทำยังไง เวลาวิญญาณเข้าร่างเขารู้สึกแบบไหน ตี๋ก็จับตรงนั้นมาเรียนรู้กับตัวละครนี้ แล้วไปปรึกษากับผู้กำกับว่าเขาอยากได้แนวไหน ตี๋ทำมา 2-3 คาแร็กเตอร์แล้วไปให้ผู้กำกับดู เราก็ปรับกัน สุดท้ายเขาก็บอกว่าชอบน้ำเสียงโทนนี้ การแสดงออกไม่เยอะไม่น้อยประมาณนี้นะ สุดท้ายพอตี๋ได้คาแร็กเตอร์นี้มาชัดเจน เราก็ยึดอันนี้แล้วทำตัวละครให้เข้มข้นขึ้นจนแสดงได้ทั้งเรื่อง”

ต้องอู้คำเมืองทั้งเรื่อง ยังต้องทำการบ้านอีกไหม เพราะตี๋เป็นคนเหนืออยู่แล้ว

“คนอาจจะคิดว่าตี๋เป็นหนุ่มเหนือ น่าจะเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ไม่ยาก แต่บอกเลยว่ายาก เพราะว่าตี๋เป็นคนเหนือรุ่นใหม่ที่ไม่ได้พูดภาษาเหนือแข็งแรง แบบว่าพูดกลางคำเหนือคำ มันเลยทำให้ยากเพราะว่าหนังเรื่องนี้ใช้ภาษาที่เป็นภาษาเหนือเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แทบไม่มีภาษาไทยกลางหลุดออกมาเลย เพราะฉะนั้นต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อฝึกให้เรารู้สึกว่าเป็นคนเหนือแท้ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์”

ประกบคู่กับนักแสดงรุ่นพี่อย่างน้ำตาล-พิจักขณา เป็นไงบ้าง

“ครั้งแรกที่รู้ว่าต้องแสดงกับพี่น้ำตาล เรารู้สึกเกร็งมาก พี่เขามากฝีมืออยู่แล้วก็ยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ว่าเราจะทำได้ดีไหม เราเล่นละครสายวายมาด้วย ยังไม่เคยได้เข้าคู่กับผู้หญิงเลยไม่รู้ว่ายังไง มันสลับกันนะ อย่างบางคนเล่นละครชายหญิงมาตลอด พอเล่นวายอาจจะรู้สึกแปลกๆ ที่ต้องมาเล่นกับผู้ชาย เหมือนที่เราเล่นวาย แล้วจู่ๆ มาเล่นกับผู้หญิง มันก็เลยแปลก เพราะเราเล่นวายเหมือนเล่นกับเพื่อนน่ะ แบบสนิทใจกันเพราะผู้ชายเหมือนกัน แล้วก็เล่นกันได้ แต่คราวนี้เป็นเพศตรงข้าม เราก็เกร็งว่า เอ้ย! จะจับเนื้อต้องตัวเขา เราจะไอ้นี่เขาไหม พี่น้ำตาลก็บอกว่ามันเป็นการแสดง เล่นมาเลยเต็มที่

แล้วพี่น้ำตาลก็คือเก่งมากๆ ในด้านการแสดง ไม่ว่าจะเป็นซีนดราม่า ซีนคอเมดี้ หรือว่าซีนโรแมนติก ต้องบอกว่าดีใจมากๆ ที่ได้พี่น้ำตาลมาเป็นคู่ดีกว่า เลยทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น บางอย่างที่เราไม่ถนัดหรือติดขัด พี่น้ำตาลจะคอยแนะนำหรือคอยช่วยเหลือทางด้านการแสดง พี่น้ำตาลส่งอารมณ์ให้เราแบบเต็มๆ ทำให้เราไม่เคอะเขินกับการที่เราจะต้องส่งอารมณ์กลับ เพราะเขามาเต็มขนาดนี้แล้วอะ เรียกว่าส่งมาเกินร้อยอะ ทำให้เราได้รีแล็กซ์ และแสดงออกมาได้ดีครับ”

ซีนไหนที่รู้สึกว่าเล่นยาก

“ฉากที่ต้องแยกจากกันครับ เราต้องร้องไห้ดราม่ากับพี่น้ำตาล ส่วนหนึ่งที่ยากเพราะว่าเปิดกองมาปุ๊บคิวแรกๆ ก็คือแยกจากกันเลย ทำให้ยากสำหรับเราเพราะเราเป็นนักแสดงใหม่ ยังไม่เชี่ยวชาญพออะครับ ยังไม่ได้รู้สึกว่าเสียใจ เขาเรียกว่ายังรักกันไม่พออะครับ แล้วจู่ๆ ต้องมา 1 2 3 ถ่ายแยกจากกัน ดราม่าหนักๆ ทำให้เรายังทำไม่ได้ ใช้เวลากับฉากนั้นประมาณ 2-3 ชั่วโมงกว่าจะได้ ต้องขอบคุณทุกคนที่พยายามช่วยตี๋เต็มที่ ทั้งผู้กำกับ นักแสดงร่วม และพี่น้ำตาลเอง เขาบอกว่า ‘ตี๋ต้องรักพี่เยอะๆ รักมากๆ และการที่เรารักใครมากๆ แล้ววันนึงเราแยกจากกันมันจะรู้สึกเองโดยที่ไม่ต้องคิดว่าจะเสียใจยังไง’ ทำให้เราผ่อนคลายและเข้าใจถึงอารมณ์ เลยแสดงออกมาได้ครับ”

จากที่เคยเล่นซีรีส์วาย แล้วมาเล่นหญิงชาย มีความต่างกันไหม

“ตี๋ไม่แน่ใจว่ามุมมองคนอื่นเป็นยังไงนะครับ แต่ในมุมมองของตี๋ ตี๋ว่าเหมือนกัน เหมือนกันตรงที่ว่ารู้สึกเหมือนกัน อย่างถ้าผู้ชายรักกัน เขาก็รักกันแบบนี้ แล้วถ้าเป็นผู้หญิง ความรักก็เป็นแบบนี้ คือความรู้สึกมันไม่เคยหลอกใคร มันตรงไปตรงมา แต่อยู่ที่ว่าเราจะปิดบังเองหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเหมือนผู้ชายคนนึงที่รักผู้หญิงคนนี้ รักคนคนนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเขาแค่เปลี่ยนเพศ เปลี่ยนอายุ ตี๋มองว่าไม่ว่าเขาจะเป็นในรูปแบบไหน ถ้าเรารักเขา มันก็คือความรักครับ อย่างเช่น ถ้าเขาอายุ 20 ปี 40 ปี หรือ 80 ปี คนคนนี้ก็ยังเป็นคนคนนี้ เขานิสัยแบบนี้ ตัวตนเขาเป็นแบบนี้ แล้วเราก็ชอบที่ตัวตนเขาเป็นแบบนี้ ไม่ว่าเขาจะเป็นเพศไหน อายุเท่าไร มันก็คือความรู้สึกเดียวกัน”

มีใครเคยบอกไหมว่า คุณเป็นคนสุภาพเรียบร้อยมาก

“ต้องบอกว่าตี๋เป็นคนสองบุคลิก คือถ้าเราไม่รู้จักกัน ตี๋จะเรียบร้อย นิ่งๆ ไม่ค่อยพูด แต่พอได้รู้จักกันแล้ว ถ้าพวกเพื่อนๆ จะบอกว่าไม่อยากรู้จักเลย เพราะเป็นคนที่พูดมาก ขี้แกล้ง ขี้แหย่ คือไม่หยุดพูดอะ จนเพื่อนบอกว่าหยุดพูดได้ไหม เหนื่อยแล้ว อยากกลับไปรู้จักเหมือนตอนแรกๆ ที่เราเจอกัน แบบว่าดูนิ่งๆ เรียบร้อย ดูเท่ๆ แต่พอรู้จักแล้ว โอ้โห บ้าๆ บอๆ ติงต๊อง”

คุณเริ่มทำงานมาตั้งแต่เด็ก จนถึงตอนนี้อายุ 26 ตัวเลขนี้ทำให้คุณนึกถึงอะไรบ้าง

“ตี๋มองว่าเป็นวัยที่เหมือนหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตเลยก็ว่าได้ ถ้าเราตั้งใจและมั่นคงกับการทำงานตรงนี้ไปเรื่อยๆ มันก็จะดี แต่ถ้าเรายอมแพ้ซะก่อน หรือเบนเข็มว่าไม่อยากทำงานแล้วนะ อยากใช้ชีวิตส่วนตัวมากกว่า หรือว่าอยากทำอะไรที่ไม่ใช่วงการบันเทิงหรือสิ่งที่เราทำมาตลอด ไปทำอย่างอื่นที่เราชอบ มันก็เหมือนเริ่มต้นใหม่อะครับ เพราะการทำงานด้านวงการบันเทิง ตี๋ไม่ได้เริ่มมาวันสองวันแต่เริ่มมาเป็นสิบปีแล้ว ตี๋เริ่มประกวดตั้งแต่อายุ 14-15 ตอนอยู่ ม.4 ครับ ที่เชียงใหม่ จนกระทั่งเส้นทางการแข่งขันรู้สึกว่าถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เราก็มาสายแคสต์โฆษณา เดินแบบ ถ่ายแบบ พอผ่านจุดนั้นมาได้ เราก็ได้เล่นซีรีส์ ไปแคสต์ละคร ทำให้มาถึงทุกวันนี้อะครับ

ต้องบอกก่อนว่าแรกๆ ไม่ได้ชอบการแสดงเลย เพราะเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าที่จะแสดงหรือคุยกับใคร เป็นเด็กเก็บตัว เรารู้สึกว่าอยากจะออกจากตัวเอง อยากหลุดจากสิ่งที่ตัวเองทำไว้ มีคนเคยบอกผมว่าจะอายทำไมในเมื่อเราทำสิ่งดีๆ เราควรอายตอนที่เราทำสิ่งไม่ดีดีกว่า ผมเลยตั้งใจอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง จากเป็นเด็กที่ไม่กล้าทำโน่นทำนี่ การที่เราไม่กล้าและไม่มีความมั่นใจ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ แต่ถ้าเรามั่นใจและกล้าที่จะทำอะไรที่เป็นสิ่งที่ดี สิ่งเหล่านั้นมันก็จะมาตอบแทนชีวิตเราเอง

ตี๋ว่าการจะ maintain ให้อยู่ได้ยาวๆ เราต้องมีทัศนคติที่ดีก่อน คือเราต้องไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร หรือว่าใครจะเปรียบเทียบกับเรา อันนั้นก็เรื่องของเขา แต่ตัวเองต้องตั้งมั่น คิดว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ต้องทำให้ดีที่สุด ไม่ต้องเอาตัวเองไปแข่งกับใคร แต่แข่งกับตัวเอง พัฒนาตัวเองยังไงก็ได้ให้งานที่เราได้รับทำออกมาให้ดีที่สุด ต่อให้เราจะไปจุดไหน นั่นคือกำไรของชีวิตแล้ว เราจะไปได้ดีหรือได้ไกลกว่านี้ นั่นก็เป็นกำไรในชีวิตเรา แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะทำให้ได้ดีคืออาชีพของเรา คือนักแสดง เราต้องทำการแสดงให้ได้ดี ถ้าเราทำอาชีพของเราให้ดีแล้ว เราก็จะมีงานอยู่ตลอด จะดังหรือไม่ดัง เราก็จะมีงานที่ผู้ใหญ่เรียกใช้เราตลอด เพราะว่าเราเล่นดี แต่ถ้าเราเล่นไม่ไดี ให้ตายยังไง เขาก็จะไม่เลือกเรา”

แล้วรับมือกับความผิดหวังยังไงถ้ามันเกิดขึ้น

“เมื่อก่อนตอนเป็นเด็กๆ จะรับมือกับความผิดหวังได้ยาก ก็จะเสียใจไม่อยากทำ แต่พอโตมาเราได้เรียนรู้ว่าการผิดพลาดเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจอ ในเมื่อทุกคนต้องเจอแล้วเราจะซีเรียสตรงนั้นทำไม เราเอาเวลาที่เสียใจหรือเวลาผิดหวังตรงนั้นไปพัฒนาตัวเองดีกว่า จากที่เราจะไปเสียใจ 18 ชั่วโมง หรือสองวันสองปี เราเอาเวลาเหล่านั้นมาพัฒนาตัวเอง แล้วทำตัวเองให้ดีขึ้นดีกว่า เพราะชีวิตคนเราเดินหน้า อย่าอยู่กับที่หรือถอยหลังเลย”

ช่วงเวลาที่อยากจดจดมากที่สุด

“น่าจะเป็นช่วงวัยเด็กครับ น่าจดจำตรงที่ว่าหล่อหลอมให้เราเป็นเราทุกวันนี้ครับ การมีครอบครัวที่ดี การมีคนที่เรารักในครอบครัว มันเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เรามีความสุขที่ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ทุกคนเลี้ยงดูเรา เลยทำให้เรามีความสุขในช่วงนั้นมากๆ ครับ”

คุณวางเป้าหมายในการแสดงไว้อย่างไร

“น่าจะเป็นเรื่องการเป็นนักแสดงที่ให้คนอื่นยอมรับได้ว่าเราเล่นบทบาทนั้นแล้วเหมาะสมที่เลือกเรามาแสดงบทนี้ นี่เป็นเหตุผลสูงสุด เพราะว่าการเป็นนักแสดง บางทีเราอาจจะไม่ได้เข้าถึง ไม่ได้เข้าใจตัวละครร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเราจะทำยังไงให้ตัวละครนั้น และคนดูเชื่อว่าเราเป็นคนนั้นได้จริงๆ มันเหมือนพิสูจน์ฝีมือตัวเอง เพราะว่าปกติเราก็เป็นคนแบบนี้ ตัวตนเราเป็นแบบนี้ แต่การที่เราสามารถเป็นคนอื่นได้ แสดงว่าเราสามารถเข้าใจคนอื่นได้ เรายอมรับคนอื่นเข้ามาในหัวใจเรา เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เลย ตี๋เชื่อว่าการที่เรายอมรับคนอื่นเข้ามาในใจตัวเองได้ มันเป็นเรื่องยากของคนในยุคนี้ แต่ถ้าเราทำได้มันคือการพิสูจน์หัวใจตัวเองเหมือนกัน”

Photographer: Adison Rutsameeronchai

Writer: Angkana Wongwisetpaiboon

Makeup: @jimmakeup @liang_makeupartist

Hair: @powerthanat @555555by_k

Clothes: @sarit_ig

Style by: @allybunnyruth @alruthgallery

Other Articles