Monday, December 6, 2021

ในความอ่อนหวานที่ไม่อ่อนไหวของนักแสดงมากความสามารถ ‘น้ำตาล-พิจักขณา’

น้ำตาล-พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ สาวหน้าหวานที่ใครๆ ต่างชื่นชมความสามารถทางการแสดงอันหลากหลายของเธอ ไม่ว่าจะเป็นบทดราม่า คอเมดี้ หรือแอ็กชั่น น้ำตาลจัดเต็มกับทุกบท ล่าสุดสาวเหนือโดยกำเนิดคนนี้มีผลงานภาพยนตร์แนวโรแมนติกคอเมดี้ฉบับล้านนาแท้ๆ ‘ส้มป่อย’ ที่เธอสลัดลุคนางเอกที่เราเคยชินไปจนแทบไม่เหลือ

เป็นครั้งแรกที่เล่นภาพยนตร์คอเมดี้ใช่ไหมคะ

“ใช่ค่ะ หลุดไปเลย (หัวเราะ) สุดๆ มากๆ ค่ะกับตัวละครนี้ น่าจะฉีกภาพทุกอย่างเหมือนกันสำหรับหลายๆ คนที่เห็นตาลมา ส้มป่อยจะเติบโตมาเป็นผู้หญิงเฮ้ว ก๋ากั่น อารมณ์ขาใหญ่ประจำหมู่บ้าน เป็นผู้หญิงที่เวลาอยู่กับเพื่อนจะสนุกสนานเฮฮาบ้าบอเต็มที่ กินทั้งเหล้าขาว ลาบดิบ ซึ่งเราต้องไปซ้อมทำมา คือเราอยากรู้ว่าคนที่กินเหล้าแบบฟีลสาโทจริงๆ แล้วเป็นยังไง เพราะเขาจะกินแล้วขาก ตอนแรกไม่เข้าใจฟีลว่าทำไมเป็นแบบนั้น แต่พอลองจริงๆ เหมือนจะพ่นไฟได้นะคะ แรงมาก เหล้าไปอยู่ไส้ขดไหนรู้หมดเลย มันร้อนวูบๆๆ แล้วก็กินเนื้อดิบ ลาบดิบ

ตาลอ่านบทเรื่องนี้แล้วคิดถึงบ้าน คิดว่าหนังเรื่องนี้อาจจะทำให้หลายๆ คนอยากกลับบ้าน บางทีทำให้เราฉุกคิดว่าการไขว่คว้าหรือพยายามจะเป็นคนอื่นมากเกินไป จนบางทีเราหลงลืมบางอย่าง ลืมถามไถ่พ่อแม่ มันทำให้ตาลกลับมานึกคิดว่าเราอยากจะทำอะไร เราลืมคนที่บ้านไปแล้วหรือเปล่า หมายถึงว่าลืมสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไปไหมน่ะค่ะ”

เล่าถึงการร่วมงานกับตี๋-ธนพล ในเรื่องนี้ให้ฟังหน่อย

“ตอนแรกที่เจอตี๋ ตาลมีความรู้สึกว่าจะทำยังไงให้น้องหายเกร็งกับเรา โชคดีที่ตาลมีประสบการณ์การทำงานกับพระเอกที่เป็นรุ่นน้องผู้ชายค่อนข้างเยอะ เราจูนกันง่ายด้วยเพราะเป็นคนเหนือเหมือนกัน ตี๋เองก็มีพี่สาว เลยทำให้เข้ากันง่าย จากวันแรกที่คิดว่าตี๋จะเล่นได้ไหมกับบทบาทนี้ที่ค่อนข้างยากเหมือนกันนะคะ ต้องเป็นร่างทรงด้วย ปรากฏว่าเวิร์กช็อปวันแรกที่จะทำท่าผีเข้า ตาลแบบว่า มาว่ะ ไอ้เด็กคนนี้ เขากล้าเล่น กล้าทำ ขายไว้ก่อน ซื้อหรือไม่ซื้อเดี๋ยวว่ากันอีกที รู้สึกว่านี่แหละเด็กรุ่นใหม่ ชอบๆ”

ระหว่างเล่นบทดราม่ากับคอเมดี้ ชอบเล่นบทไหนมากกว่า

“มันท้าทายทั้งสองแบบ แต่ตาลชอบคอเมดี้ เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะเล่นคอเมดี้ได้ถึงขนาดนี้ จำได้ว่าละครเรื่องแรก ‘ดาวเคียงเดือน’ ผู้กำกับให้กลับบ้านเลยอะ คือเล่นซีนเดียวทั้งวันก็ยังเล่นไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าที่เขาสนุกต่อมุกกันมันเป็นยังไง จนผู้กำกับบอกว่าครั้งหน้ามานั่งดูว่าเขาเล่นยังไง พอเรามานั่งมองก็เริ่มเข้าใจแล้วว่ามันมีจังหวะในตัวมันเอง มีความตลกในแบบที่ไม่ได้ตลกกันเอง เลยรู้สึกว่ายากและท้าทาย เพราะดราม่าเรายังบิลด์อารมณ์กันได้ ยังมีนักแสดงช่วย มีอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้เราอินกับตัวละครได้ แต่ถ้าถามว่ายากไหมก็ยากเหมือนกัน”

ในการทำงานน้ำตาลมีกฎเหล็กของตัวเองหรือเปล่า

“มีค่ะ เราต้องรับผิดชอบในงานที่ตัวเองทำ รับผิดชอบต่อบทบาทที่เราเป็น ตาลเป็นคนที่ค่อนข้างจริงจังกับการทำงานมากจนบางทีก็คิดว่าเราจริงจังเกินไปหรือเปล่า ตาลแค่มีความรู้สึกว่าถ้าเราเล่นละครกับใครแล้วเขาทำงานการบ้านมา เราจะรู้ว่าคนนี้ไม่ได้สายตาว่างเปล่า เข้ามาคือใช่ คนนี้คือตัวละครเลย เลยรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นกฎสำหรับนักแสดง คุณต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่คุณทำ

เอาจริงอย่างตาลเองก็ไม่เคยเป็นผี แถมเป็นคนกลัวผีมาก ยิ่งไปทำเลสิก ยิ่งกลัวผีเข้าไปใหญ่ ตาลสายตาสั้นเกือบ 700 มาตั้งแต่ ม. 4 คือกลางคืนถ้าถอดคอนแท็กเลนส์ปุ๊บ ถ้าผีไม่ได้เข้ามาใกล้ ตาลก็จะไม่เห็น แต่พอทำเลสิก ตาลเห็นผ้าม่านกลางคืน เห็นทุกสิ่งทุกอย่างหมดเลย กลายเป็นว่าต้องเปิดไฟนอนมาตลอด แล้วทีนี้พอเราเป็นคนกลัวผี พอเล่นเป็นผี ตาลต้องมานั่งดูหนังผีหมดเลย เริ่มจากการดูโดยไม่เปิดเสียงก่อน เพราะบางทีเสียงทำให้เรากลัว ต้องยอมทนดู ต้องดูว่าผีมีท่าทางยังไง แล้วก็ไปเรียนพิลาทิสเพื่อที่จะต้องเหมือนจูออนให้ได้”

แล้วถ้าเป็นการใช้ชีวิตทั่วไปล่ะ

“สำหรับตาลก็คือไม่ประมาทในการใช้ชีวิต คือตั้งแต่โควิดทำให้ตาลรู้ว่าใครประมาทคนนั้นเกมเลยอะ มันทำให้ตาลตระหนัก มีเวลานึกคิดอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมของเรา เพราะตาลอยู่คอนโดไงคะ สามก้าวไปห้องน้ำ ห้าก้าวไปห้องครัว สุดท้ายแล้วก็ทำให้เรามาอยู่กับตัวเอง เราไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งมันจะทำให้ทั้งโลกหยุดหมุนไปเลย แม้แต่เครื่องบินก็บินไม่ได้ เรือก็ไปไม่ได้ เลยทำให้รู้สึกว่าเราต้องใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท จะทำอะไรก็ต้องมีแบบแผน มีการวางแผนในอนาคตมากขึ้น และใช้ชีวิตทุกวันให้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น”

การเป็นนักแสดงอาจจะต้องแลกมากับบางอย่างเหมือนกัน สำหรับน้ำตาล สิ่งนั้นคืออะไร

“ตาลมองว่ามันมีหลายๆ โอกาสที่เข้ามาในชีวิตเรา แบบว่าทำให้เราได้เป็นอะไรก็ได้อย่างที่ชีวิตจริงๆ ของน้ำตาลคงไม่ได้เป็น เช่น ได้เป็นผี (หัวเราะ) ได้เป็นคนรวยบ้าง คนจนบ้าง ได้เป็นทุกอย่างที่รู้สึกว่าชีวิตนี้เราคุ้มแล้วล่ะ และในแต่ละบทบาทที่เราได้รับมันทำให้ได้เห็นแง่มุมของชีวิตหลายๆ คน เลยทำให้เรามองโลกเปลี่ยนไป อย่างเมื่อก่อนตาลมีความซึมเศร้าเล็กๆ เพราะเราจากบ้านมาเป็นนักแสดง ทุกอย่างถาโถมมาหาเราแบบไวมาก การเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ของน้ำตาลมันไม่เคยมีเข้ามาในหัวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว การเป็นนักแสดงไม่เคยอยู่ในแพลนชีวิตเลย

ตอนนั้นตาลรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่รับราชการ เราก็อยากรับราชการ ตาลชอบการสอนหนังสือเด็ก เลยอยากเป็นคุณครู ชอบอ่านนิยายก็จะเป็นครูภาษาไทยอะไรทำนองนั้น ชีวิตเราพุ่งตรงมาแบบนี้ตลอด พออยู่ดีๆ ได้มาเป็นนักแสดง ทุกอย่างใหม่หมดเลย แล้วเรื่องแรกก็ได้เล่นกับพี่เคน-ธีรเดช มีคนพูดว่าเด็กเส้นแน่เลย ไอ้คนนี้มันเป็นใครวะ โน่นนี่นั่น ตอนนั้นเป็นช่วงที่โซเชียลกำลังเข้ามา เราเห็นแต่คอมเมนต์ด่าเต็มไปหมด รู้สึกว่าทำไมเราต้องมาอยู่ตรงนี้ เราเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จักตั้งแต่แรกก็ดีอยู่แล้ว มาอยู่ตรงนี้เหมือนไม่มีใครรักเราเลย เริ่มดาวน์ๆๆ ไปเรื่อยๆ เคยโทรไปร้องไห้กับแม่บ่อยมาก จนแม่ก็ดาวน์ไปด้วย ตาลก็เอ้ย! ครอบครัวเรากำลังจะพังเพราะเราหรือเปล่า เลยฮึบตั้งสติใหม่ แล้วก็โชคดีช่วงนั้นไปพึ่งธรรมะด้วย ได้เจอพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ท่านแนะนำหลายอย่าง ก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง เริ่มปรับมายด์เซ็ตตัวเองเรื่อยๆ เลยดีขึ้น

เมื่อก่อนตาลจะเป็นคนที่เก็บทุกอย่าง ด้วยความที่เราเป็นพี่คนโต ตอนเด็กๆ ถ้าน้องโดนรังแก เรารู้สึกว่าจะต้องปกป้อง แล้วพอมาทำงานเราก็กลายเป็นเสาหลักของครอบครัว มันเหมือนความเข้มแข็งทำให้เรากลายเป็นคนสร้างเกราะหนาๆ ขึ้นมาว่า ‘ฉันไม่เป็นไรเลย เธอมีปัญหาให้บอกฉัน ฉันช่วยเธอได้’ แล้วเพื่อนทุกคนจะชอบมาปรึกษาปัญหา เพราะเราเก็บความลับเก่งมาก แล้วจะช่วยทุกคนแบบสุดตัว เหมือนกับว่าเราไปแก้ปัญหาให้ทุกคนจนลืมมองจิตใจตัวเอง พระอาจารย์บอกว่าตอนนี้ตาลกำลังเป็นเหมือนส้วมที่เต็ม ลองปิดปรับปรุงตัวเองดูบ้าง เพราะห้องน้ำก็ยังมีปิดปรับปรุง ลองไม่รับรู้เรื่องราวของคนอื่น และชำระล้างจิตใจตัวเองบ้าง ตาลเลยเริ่มไปดำน้ำเพื่อที่จะได้อยู่กับตัวเอง ได้ตัดขาดจากโลกภายนอก ไปอยู่กลางทะเลห้าวันคือไม่มีสัญญาณเลย รู้สึกว่าดีจัง ได้จัดระบบความคิดมากขึ้น เมื่อก่อนตาลจะชอบคิดในแง่ลบไว้ก่อนว่าจะต้องไม่ดีแน่เลย เหมือนกับเราคาดหวังกับตัวเองจนเกินไป ตอนนี้เลยเริ่มรู้สึกว่าดีก็ดี ไม่ดีก็ไม่เป็นไร เราทำเต็มที่ เราทำดีที่สุดแล้ว”

ความรู้สึกเมื่อเข้าสู่เลข 3

“(หัวเราะ) เศร้ามาก เพราะว่าสองปีของตาลมันหายไป ตาลคิดว่า 28 29 ฉันจะสนุกสนาน แต่มาเจอช่วงโควิด ตาลยังเคยแซวเล่นๆ กับเพื่อนตอนไปเที่ยวเชียงใหม่ คือมีบางร้านไม่ให้คนอายุสามสิบเข้า ณ เวลานี้เราคิดว่า เออ ฉันคงเข้าไม่ได้แล้วล่ะ (หัวเราะ) สามสิบของเราตอนที่เป็นเด็ก เรามองว่าคุณพ่อคุณแม่ success เร็วมาก เขามีลูกตั้งแต่เรียนจบ เริ่มทำงานก็ 24-25 มีน้องชายตาลตอนอายุ 31 ตอนนั้นชีวิตคุณพ่อคุณแม่ดูดีจังเลย เรากลับมามองเปรียบเทียบในแง่ของตัวเรา ตาลเพิ่งคุยกับเพื่อนๆ ที่อายุเท่ากัน บางคนพูดว่าชีวิตพวกเราประสบความสำเร็จช้าเนอะ ณ เวลานี้่เรายังต้องรับผิดชอบตัวเราเอง ยังไม่พร้อมมีครอบครัวเลย ก็คิดว่าจะทำชีวิตให้ประสบความสำเร็จแบบเร็วๆ เพื่อที่เราก็คงต้องมีครอบครัว มีอนาคตต่อไป แต่มีความรู้สึกว่า 30 เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้แก่นะ เลยไม่ซีเรียสเหมือนเมื่อก่อน”

‘รักแท้’ ในความหมายของน้ำตาล

“ตาลรู้สึกว่าบางทีคนเราอาจจะหาคนที่ดีพร้อม หรือดีไปหมดซะทุกเรื่องจนมากเกินไป จริงๆ แล้วตาลว่าความขาดๆ เกินๆ ถ้าเรารับได้ เราจะสามารถอยู่กับคนคนนั้นไปได้ยาว บางคนมองหาคู่ที่ต้องเหมือนกันไปซะทุกอย่าง แต่คนที่เหมือนกันอาจไม่สามารถเติมเต็มเราได้ ตาลว่ารักแท้คือการเติมเต็มซึ่งกันและกัน เติมในส่วนที่ขาด เติมเต็มกันไปเรื่อยๆ ตลอดไปจนแก่ แบบอยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ”

ในอนาคตอยากใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด

“ตาลเข้าใจแล้วที่ทุกคนบอกว่าบั้นปลายชีวิตอยากจะเป็นยังไง เมื่อก่อนเราก็พยายามไขว่คว้าหาแสงสีอะไรแบบนี้ คือแต่ก่อนตาลเรียนที่แพร่ แล้วรู้สึกว่าจะต้องไปเรียนที่เชียงใหม่ให้ได้ เพราะตอนนั้นคิดว่าแค่เชียงใหม่ก็ไกลบ้านละ อยากไปไหนสักที่เพื่อให้เจอเมืองใหญ่ รู้สึกว่า โห! ว้าวมาก จนกระทั่งได้มาทำงานที่กรุงเทพฯ แต่สุดท้ายตาลวางแพลนชีวิตว่าถ้าไม่กลับไปอยู่แพร่ก็ต้องไปอยู่ไหนสักที่ที่เป็นธรรมชาติ เรารู้สึกว่าเหนื่อยกับคน ความวุ่นวาย คนในที่นี้หมายถึง คือมีคนที่เข้ามาหาเราหลากหลายรูปแบบมากๆ แล้วปัจจุบันหาคนที่จริงใจยากมากๆ ตาลรู้สึกว่าเราเสียใจกับผู้คนค่อนข้างเยอะ เราเริ่มมองหาธรรมชาติมากยิ่งขึ้นละ เริ่มมองหาสิ่งที่มีความสุข อยากปลีกวิเวกมากขึ้น (หัวเราะ)”

หมดคำถามแล้ว อยากพูดอะไรไหมคะ

“ในยุคสมัยนี้มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย มีโรคระบาด สักพักมีภัยธรรมชาติตามมา มีอะไรที่เราไม่คาดฝันเยอะแยะมากมาย จนอาจทำให้หลายคนอ่อนแอและอ่อนไหว ล่าสุดไม่นานนี้มีคนที่ตาลรู้จักเขาตัดสินใจที่จะไป เนื่องจากเขาอาจจะเจอเรื่องราวเยอะแยะมากมาย ตาลอยากให้กำลังใจทุกคน อยากให้ทุกคนกอดตัวเองแน่นๆ รักตัวเองให้มากๆ คือปัญหาที่เราเจอทุกวันนี้ ตาลเชื่อว่ามีหลายคนที่เขากำลังลำบากและมีปัญหาในชีวิตเยอะแยะมากมายเหมือนกัน ดังนั้นรักตัวเองให้มากๆ เพื่อที่เราจะได้มีแรงไปช่วยคนอื่นได้ ไปเป็นกำลังใจให้คนอื่นด้วย บางทีคุณกำลังหมดหวังหมดกำลังใจ แต่จริงๆ คุณอาจจะเป็นความหวังหนึ่งของคุณพ่อคุณแม่ เป็นกำลังใจของคุณพ่อคุณแม่ก็ได้ อย่าหมดหวัง อย่าหมดรักตัวเอง รักตัวเองให้มากๆ ค่ะ”

Photographer: Adison Rutsameeronchai

Writer: Angkana Wongwisetpaiboon

Makeup: @jimmakeup @liang_makeupartist

Hair: @powerthanat @555555by_k

Clothes: @sarit_ig

Style by: @allybunnyruth @alruthgallery

Other Articles