Monday, December 6, 2021

THE MUSIC IN ME เสียงในใจของ มิวสิค BNK48

เพราะความหลงใหลและทุ่มเทจึงทำให้หญิงสาววัย 20 คนนี้มายืนอยู่ ณ จุดนี้… พบกับ ‘มิวสิค’ เมมเบอร์สาวของวงไอดอล BNK48 กับลุคใหม่แปลกตาไปจากภาพที่คุณคุ้นเคย พร้อมเรื่องราวที่จะทำให้เรารู้จักและชื่นชอบเธอมากยิ่งขึ้น

ภาพจำแรกจากการได้รู้จักกับหญิงสาวที่มีชื่อว่า ‘มิวสิค’ ก็คือมิวสิกวิดีโอ ‘Aitakatta อยากจะได้พบเธอ’ ซิงเกิลแรกของวง BNK48 ที่เธอเป็นเมมเบอร์ และยังเป็นเพลงแรกที่เธอได้เป็นเซ็นเตอร์ด้วย หญิงสาวธรรมดาผู้มีรอยยิ้มสดใสเหมือนคนญี่ปุ่นคนนี้มีเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดใจ ยิ่งเมื่อตอนที่ได้ชมภาพยนตร์สารคดี Girls Don’t Cry ในภาพลักษณ์ที่เต็มไปด้วยความสดใสมีชีวิตชีวาของเธอนั้น คุณจะสัมผัสได้ถึงความจริงจังในตัวตนของเด็กสาวที่ในวันนั้นอายุยังไม่ถึง 20 ซึ่งพูดกับผู้ชมว่า “หนูรู้สึกว่าหนูให้กับวง BNK48 มากเกินไป เราไม่เผื่ออะไรไว้เลยอะ ก็มั่นใจว่าวงนี้จะอยู่กับเราไปอีกนาน หนูว่ามันก็คุ้มที่จะเสี่ยงนะ”

เวลาผ่านไปเกือบ 5 ปีนับตั้งแต่เธอผ่านการออดิชั่นเข้าวง มิวสิคเติบโตและสร้างผลงานที่น่าชื่นชม ทั้งการติดเซ็มบัตสึและการเป็นเซ็นเตอร์ในหลายๆ ซิงเกิล การผ่านการเลือก ความตั้งใจจนได้ร่วมงานกับวง AKB48 ที่ญี่ปุ่น มาจนถึงการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก ซึ่งเธอได้แสดงฝีมือจนเป็นที่น่าจับตามองและคว้ารางวัลมากมาย (ภาพยนตร์ Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า ร่วมกับ เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ เพื่อนร่วมวง กำกับภาพยนตร์โดย คงเดช จาตุรันต์รัศมี)

นิยามคำว่าไอดอลของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน แต่สำหรับหญิงสาวคนนี้ เธอไม่ได้สมบูรณ์เพอร์เฟ็กต์มาตั้งแต่ต้น แต่กลับค่อยๆ งดงามเปล่งประกายเมื่อผ่านการเจียระไนด้วยกาลเวลาและความทุ่มเทพยายาม 

-วัยเด็กของสิคเป็นอย่างไร เติบโตมากับเพลงแนวไหน 

“สิคจะอยู่หลายบ้านค่ะ เพราะบางทีคุณพ่อคุณแม่ค่อนข้างยุ่งก็เลยจะไปอยู่กับคุณป้า อยู่กับลูกพี่ลูกน้องบ้าง ทำให้ได้พบเจอคนใหม่ๆ เยอะ แล้วสิคก็เติบโตมากับหลากหลายความชอบมากเลยค่ะ อย่างคุณปู่จะชอบเพลงลูกทุ่ง คุณย่าชอบฟังเพลงจีน น้าจะชอบเพลงเกาหลี พ่อชอบเพลงญี่ปุ่น แม่ชอบเพลงอังกฤษ เลยเติบโตมากับดนตรีหลายแนวที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน” 

-ความฝันของสิคคืองานในวงการบันเทิงมาตั้งแต่แรกหรือเปล่า

“จริงๆ วงการบันเทิงเป็นสิ่งที่ไกลเกินความฝันมากเลยค่ะ เพราะมันดูเป็นอีกโลกนึงเลย สิคเป็นคนอินโทรเวิร์ตก็เลยคิดว่าการจะเป็นคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลต์มันดูเป็นไปไม่ได้ ยอมรับว่าการเข้ามา BNK48 เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตเลย จากที่เราคิดว่าไม่น่าจะทำได้ ในวันนี้เรายังทำได้เลย มันทำให้เรามีความเชื่อมั่นหลายๆ อย่าง เพิ่มความกล้าและความเชื่อให้กับตัวเองด้วย” 

-แล้วอะไรทำให้สิคกล้าก้าวข้ามความไม่เชื่อของตัวเอง… หรือเพราะแค่จะลอง

“(คิดสักพัก) จริงๆ ตอนนั้นก็แค่อยากลองเท่านั้น สิคบอกเพื่อน บอกคุณครู บอกพ่อแม่ว่า เนี่ยจะไปสมัคร  BNK48 นะ ตอนที่ผ่านแล้วก็บอกทุกคนนะคะ แต่ไม่มีใครเชื่อหนูเลยสักคน (หัวเราะ) คิดว่าเป็นตัวเองนี่แหละที่ผลักดันตัวเองมาจนกล้า”

-ตอนนี้อยู่กับ BNK48 เกือบห้าปีแล้ว ความคิดเปลี่ยนไปจากก่อนเข้าวงไหม

“เปลี่ยนไปเยอะเลยค่ะ จริงๆ มันมีคำที่บอกว่า อย่าเอาสิ่งที่ตัวเองชอบมาทำเป็นอาชีพ สิคก็มีความรู้สึกแวบๆ แบบนั้นขึ้นมาบ้างเหมือนกัน คือเราอาจจะชอบร้อง ชอบเต้น แต่พอมาทำเป็นงานจริงๆ มันก็มีความกดดันมากกว่าที่ตัวเองคิดไว้ แต่ถ้าเกิดให้เลือกใหม่ว่าจะทำไหม ก็ยังเลือกว่าจะทำอยู่ค่ะ”

-ไอดอลคืออะไร จากการเรียนรู้ของสิค 

“เคยคิดว่าน่าจะหมายถึงการเป็นตัวอย่างที่ดีให้คนอื่น เป็นต้นแบบ แต่พออยู่กับวงมาห้าปีหนูก็เริ่มเข้าใจว่าจริงๆ แล้วไอดอลคือคนที่เป็นแรงบันดาลใจ รู้สึกว่าตัวเราเองก็ไม่ได้เพอร์เฟ็กต์ แล้วก็ไม่อยากให้ใครมาเอาเราเป็นตัวอย่างในด้านที่ไม่ดีด้วย เพราะเราก็มีทั้งด้านดีและไม่ดี แต่เราค่อนข้างมั่นใจว่าเรามีสิ่งที่อยากให้พวกเขาเห็น นั่นก็คือความกล้าและความเชื่อมั่นของเรา อยากให้คนเอาจุดนี้เป็นแรงบันดาลใจ กล้าที่จะทำในสิ่งที่รักต่อไปในอนาคต”

-เมื่อกี้บอกว่าตัวเองอินโทรเวิร์ต แล้วการที่มาอยู่จุดนี้แล้วต้อง expose ตัวเองล่ะ

“ยากมากเลยนะคะ มีคนบอกเหมือนกันว่าการที่เราทำแบบนี้เราไม่จริงใจหรือเปล่า เราต้องฝืนตัวเองให้ต้องดูร่าเริง แต่จริงๆ แล้วเราก็ยังเป็นตัวเราเสมอ แค่เราอาจจะมีมุมเงียบๆ ที่คนไม่ได้เห็น แต่มุมที่สดใสร่าเริงนั่นก็เป็นตัวเราเหมือนกัน อยากให้เขาได้เห็นเราแบบนั้นเหมือนกัน”

-เข้าวงมาก็ติดเซ็มบัตสึเลย แล้วเพลงแรกยังได้เป็นเซ็นเตอร์ของวงด้วย ตอนนั้นรู้สึกอย่างไร เพราะการเป็นเซ็นเตอร์คือเป้าหมายหรือความฝันของเซ็มบัตสึทุกคน แล้วเราก็ได้มาตั้งแต่แรกเลย

“หนูดีใจมากกกก เพราะว่ามันเป็นเพลงที่เราชอบตั้งแต่เป็นฉบับภาษาญี่ปุ่นแล้ว พอมาทำเป็นของไทยก็เลยรู้สึกดีใจมากเลย แถมยังเป็นเพลงแรกของวงแล้วเราก็ได้มีโอกาสเป็นเซ็นเตอร์เพลงนี้ เพราะหนูรู้สึกว่าการเป็นเซ็นเตอร์เราคืออิมเมจของเพลงนั้น แต่พออยู่กับวงมาเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าจริงๆ แล้วเพลงเพลงหนึ่งมันไม่ใช่แค่คนคนเดียว ทุกคนสำคัญเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะเซ็นเตอร์หรือไม่เซ็นเตอร์ เราก็ดีใจที่ได้รับเลือกให้เข้ามาอยู่วงนี้”

-ในบรรดา 10 ซิงเกิลของวง มีเพลงไหนที่มีความหมายต่อใจเราเป็นพิเศษไหม

“มีค่ะ แต่เราไม่ได้ติดเซ็มบัตสึในเพลงนั้น (หัวเราะ) ชื่อเพลง ‘Yume e no Route หมื่นเส้นทาง’ ค่ะ เป็นเพลงที่เขาให้ทางเมมเบอร์ที่ญี่ปุ่นวิ่งแข่งกัน ถ้าใครชนะก็จะได้เป็นเซ็นเตอร์​ เนื้อเพลงก็คือการวิ่งแข่งกัน เมื่อเห็นคนข้างหน้า เราก็อยากแซงเขา แต่ข้างหลังเราก็มีคนวิ่งตามอยู่ สุดท้ายสิ่งที่ต้องโฟกัสก็คือตัวเราเอง ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนหรือลำดับเท่าไหร่ เป็นเพลงที่มีความหมายดีมากๆ เมมเบอร์มักจะฟังแล้วรู้สึกว่ามันซึ้งแบบเศร้าอะ แต่จริงๆ มันเป็นเพลงที่สนุกนะคะ”

-เคยคิดว่าเพลงของ BNK48 ต้องดูสดใส แต่จริงๆ แล้วหลายๆ เพลงความหมายมันดีพเหมือนกันนะ

“ใช่ค่ะ มีเพลงแปลกๆ หลายเพลงเลย อย่างเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์วง เพลงที่เราต้องจากลากับเพื่อนแล้ว จริงๆ ถ้าทุกคนได้ฟังก็จะรู้ว่า BNK48 ไม่ได้มีแค่เพลงรักอย่างเดียว”

-แล้ว ‘Sukida Sukida Sukida ชอบเธอนะ’ เพลงรองของซิงเกิล ‘ดีอ่ะ’ ที่สิคเป็นเซ็นเตอร์ล่าสุดล่ะ 

“ตั้งแต่ซิงเกิลแรกที่สิคเป็นเซ็นเตอร์แล้ว คือเพลง ‘อยากจะได้พบเธอ’ แล้วก็ตามมาด้วย ‘ก็ชอบให้รู้ว่าชอบ’ จนมาเพลงล่าสุด ‘ชอบเธอนะ’ ก็เป็นเพลงบอกชอบอีกแล้ว นี่ก็คิดว่าหรืออิมเมจเราจะเป็นคนที่ดูแล้วน่าจะบอกชอบแบบโต้งๆ หรือเปล่า (หัวเราะ)  ดีใจที่เขาวางอิมเมจเราไว้ว่าสามารถสื่อสารสิ่งที่โพสิทีฟ และความรู้สึกดีๆ ที่ออกมาด้วยความบริสุทธิ์ใจออกไปแบบนั้นได้ อยากให้ทุกคนได้ฟังเพลงนี้และได้รับความกล้าจากเพลงนี้ มันมีท่อนที่บอกว่า ‘เสียงนกเสียงกาไม่ต้องสนใจ ไม่เป็นไร ชีวิตเป็นของเรา อย่าถูกกำหนดโดยคนอื่นเขา’ รู้สึกว่ามันไม่ได้แค่เอาไว้ใช้กับการบอกชอบใครแค่นั้นนะ ชีวิตเป็นของเรา อย่าให้ใครมากำหนด”  

-ได้เรียนรู้อะไรจากการเป็นสมาชิกของวง

“BNK48 ให้อะไรเราเยอะมากเกินกว่าจะนิยาม เพราะได้ทั้งมิตรภาพ ความกล้า ความภูมิใจ เรานิยามไม่ได้จริงๆ… อยากจะเล่าเป็นโมเมนต์ใดโมเมนต์หนึ่งได้… เอาจริงๆ ทุกวันนี้ที่สิคอยู่มาได้ก็เพราะคำว่ามิตรภาพค่ะ การมีเพื่อนอยู่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเจอเหตุการณ์ที่เศร้าแค่ไหน หรือในช่วงที่ยินดีแค่ไหน เราก็จะยังมีเพื่อน BNK48 เสมอ” 

-พูดถึงการแสดงบ้าง เคยคิดไหมว่ามาอยู่วงไอดอลแล้วต้องมีทักษะการแสดงด้วย

“ไม่เลยค่ะ อย่างที่บอกว่าแค่จะได้ใส่ชุดสวยๆ เต้นและร้องเพลง เพราะฉะนั้นการแสดงเลยเป็นเรื่องที่ไกลตัวมากๆ”

-แล้วตอนที่ได้รับเลือกให้เล่นในภาพยนตร์ Where We Belong เป็นครั้งแรก รู้สึกอย่างไร

“ตอนที่ไปคุยกันรู้สึกคลิกกับพี่คงเดช ผู้กำกับด้วย แต่ก็บอกพี่เขาไปตรงๆ นะว่าเราแสดงไม่เป็น แต่ก็ได้กำลังใจจากทีมงานมาเยอะ รู้สึกว่าถึงเราจะคิดว่าทำไม่ได้ แต่ก็ต้องทำให้ได้ มันท้าทายมากเลยค่ะ เพราะเราชอบดูนักแสดงต่างชาติ ก็มีบางอย่างที่เขาต้องทุ่มสุดตัว เปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับบท ในการแสดงครั้งแรกของเราก็เลยต้องฝึกขับรถมอเตอร์ไซค์ให้ได้ แล้วก็เล่นกีตาร์ให้เป็นภายในสองเดือน มันทำให้เรารักกีตาร์ไปเลย เวลาที่เหงาๆ แล้วหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่นก็ทำให้นึกถึงวันวาน”

-เรื่องนี้มีความอาร์ตอยู่ด้วย แถมยังได้ผลตอบรับดีและคว้ามาหลายรางวัล รู้สึกอย่างไรที่เล่นเรื่องแรกก็ประสบความสำเร็จเลย

“คนอาจจะมองว่า BNK48 ประสบความสำเร็จมาตั้งแต่แรกๆ เลยตั้งแต่เพลง ‘Cookie เสี่ยงทาย’ แต่สำหรับสิค คำว่าประสบความสำเร็จไม่ได้มีเส้นแบ่งตายตัวนะ การแสดงก็เหมือนกันค่ะ การที่เล่นเรื่องนี้เราไม่ได้มองว่าประสบความสำเร็จ แต่เราได้ประสบการณ์ที่ดีมากกว่า ใช่ว่าทุกคนจะได้สัมผัสกับอะไรแบบนี้ และการที่ได้เสียงตอบรับที่ดีก็เป็นเพราะความพยายามของหลายๆ คนด้วย ก็เลยรู้สึกขอบคุณมากกว่าที่ทุกคนทำให้เรื่องนี้มีคุณค่า และทำให้คนได้รับความหมายดีๆ จากการดูภาพยนตร์เรื่องนี้” 

-บทนี้ทำให้เราค้นพบอะไรในตัวเองบ้างไหม 

“ตอนที่แสดงเรื่องนี้สิคเข้ามาอยู่กับวงได้ประมาณสามปี แล้วสิคไม่ค่อยได้คุยกับเพื่อนเก่า แล้วก็ต้องมาใช้ชีวิตที่ต้องรู้จักวางตัวเพราะมีคนดูเราอยู่ เราไม่ได้พูดคำหยาบเลยจนกระทั่งมาแสดงเรื่องนี้ (หัวเราะ) ก็เลยรู้สึกแปลกใหม่ (หัวเราะ) เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้กลับไปใช้ชีวิตในแบบที่เราไม่ได้ใช้ก่อนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกวง BNK48 เป็นความสบายใจอีกแบบ แล้วก็สนุกค่ะ”

-แล้วตกหลุมรักการแสดงเลยไหม  

“พูดกับตัวเองบ่อยมากว่าไม่ค่อยมั่นใจในการแสดงของตัวเอง มักจะมีคนถามตลอดเลยว่าถ้าให้เลือกแสดงอีกจะแสดงไหม ตอนแรกก็ตอบไม่ได้เหมือนกันเพราะยังไม่รู้ว่าผลงานแรกจะออกมาดีหรือเปล่า แต่ถ้ามาถามตอนนี้ก็คงจะบอกว่าแสดงอีกค่ะ สิคคิดถึงช่วงเวลาที่ต้องเล่นกีตาร์ให้ได้ภายในสองเดือน คิดถึงการที่เราทุ่มเทมากๆ เพื่ออะไรสักอย่าง”

-สำหรับบางคน งานอาจจะเป็นสิ่งที่นิยามตัวเขา แล้วสำหรับสิคล่ะ 

“อิสระค่ะ รู้สึกว่าเป็นคนที่ติดกับการมีอิสระมากๆ เวลาที่เรารู้สึกว่าเราขาด สิคจะพยายามหาอะไรทำให้เรารู้สึกอิสระและผ่อนคลาย ซึ่งจริงๆ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีเท่าไหร่ค่ะสำหรับการทำงานตรงนี้ นั่นก็คือการหายไปจากโซเชียล (หัวเราะ) คือเราเป็นอินโทรเวิร์ตก็จะมีความเครียดเวลาต้องพิมพ์ตอบคนอื่น มีความกังวลเยอะ เลยจะชอบใช้เวลากับสิ่งที่ไม่มีการโต้ตอบ อะไรที่ได้อยู่กับตัวเอง เราจะหันไปเล่นเกม ฟังเพลง หรือวาดรูปแทน แล้วก็ชอบดำน้ำแบบสคูบา แล้วจริงๆ ในวัยนี้สิคต้องเข้ามหา’ลัย แต่รู้สึกว่าคนเราจะมีชีวิตไปถึงเมื่อไหร่ ก็เลยกำลังลังเลว่าจะหาความรู้ด้วยการเรียนสิ่งที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันที่เอามาประกอบอาชีพได้” 

-ตอนนี้อายุ 20 แล้ว มีความฝันหรือความกังวลอะไรไหม

“สิคเพิ่งรู้ว่าการจะซื้อบ้านหลังนึงมันใช้เวลาผ่อนนาน 30 ปี (หัวเราะ) ตกใจมาก แล้วเหมือนทุกคนจะเริ่มซื้อบ้านตอนอายุ 30 เพราะเป็นช่วงที่ลงตัว แต่เราก็มาคิดว่าถ้าจะต้องผ่อนไปจนอายุ 60 คงทำไม่ได้ เรากลัวการเป็นหนี้ แต่ก็กลัวการไม่มีบ้านด้วย (หัวเราะ) เป็นเรื่องที่เครียดอยู่ตอนนี้ คิดอยู่ว่าเราจะไปซื้อบ้านอยู่ที่ไหนในอนาคต แต่เราก็ไม่มีเงินมากขนาดนั้น เลยเริ่มรู้สึกว่าเงินสำคัญมากๆ แล้วก็ต้องเก็บตั้งแต่วันนี้”

-แรงบันดาลใจของสิคล่ะ

“สิคมีคติประจำใจว่า ไม่มีใครรักตัวเราได้มากเท่ากับตัวเราเอง จริงๆ เราก็มีพ่อแม่ที่เป็นคนที่รักและอยู่ข้างเรา แต่สิคเคยกลัวนะว่าถ้าวันหนึ่งท่านไม่อยู่แล้วเราจะเสียศูนย์ เลยบอกตัวเองว่าเราต้องรักตัวเองนะ แม้ว่าวันหนึ่งอาจจะไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเพื่อเรา ไม่มีใครรักเรา อย่างน้อยก็ยังมีตัวเรานะที่ยังรักตัวเอง ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราใช้ชีวิตค่ะ”

Photographer: Adison Rutsameeronchai

Stylist: Piphacha Vonpiankul

Writer: Pimpilai Boonjong

Photographer Assistant: Anurak Duangta

Makeup: Satanun Graisorn

Hair: Boonsiri Noi-iam

Location: Che’rie Cafe @Siam Paradise Hotel






Other Articles