Monday, December 6, 2021

‘กันตภณ เมธีกุล’ ศิลปินผู้ใช้แรงบันดาลใจจากความหม่นไหม้ก้าวข้ามไปสู่อีกฟากที่งดงาม

‘Gongkan’ ชื่อที่คนส่วนใหญ่รู้จักมากกว่าชื่อจริงกันตภณ เมธีกุลหรือก้อง ศิลปินหนุ่มผู้เป็นเจ้าของงานศิลปะที่เล่นสนุกกับประตูมิติ ซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจของความรู้สึกที่มืดมนเหมือนหลุมดำในชีวิตเมื่อหลายปีก่อน ครั้งที่เดินทางไปนิวยอร์กเพื่อทำตามความฝัน และพบว่าการเป็นศิลปินไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนจะพาตัวเองก้าวข้ามจุดนั้นมาได้ ผลงานที่ก้องถ่ายทอดมักซุกซ่อนความนึกคิดที่เขาสนใจในขณะนั้น ผ่านจินตนาการของเด็กชายวัยสิบขวบต้นๆ ที่พาตัวเองวาร์ปผ่านเทเลพอร์ตเพื่อข้ามไปสู่อีกมิติที่งดงาม

ใครที่ชื่นชอบศิลปะและตั้งใจว่าจะไปงานเทศกาล Galleries’ Nights ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 26-27 พฤศจิกายนนี้ ควรแวะไปชมนิทรรศการเดี่ยวของเขา ชื่อว่า Introspection (จัดแสดงระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 12 ธันวาคม 2564) ณ ถัง คอมเทมโพรารี่ อาร์ต

ก้องเล่าถึงโชว์ครั้งนี้ว่า “เป็นเรื่องของวงรีที่เหมือนประตูมิติ เรื่องราวของการอยากให้สิ่งที่ทำลายเราหรือเป็นปัญหาในชีวิตเราผ่านประตูมิติแล้วกลายเป็นของอีกอย่างที่เป็นโพสิทีฟ ซึ่งจะมีเรื่องของความเกลียดชังกลายเป็นความรัก การทำลายคนอื่นกลายเป็นการยอมรับคนอื่น หรือเราอยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เด็กชายก็จะผ่านรูเทเลพอร์ตจากม้าจริงๆ ไปเจอม้าของเล่น เหมือนกลับไปมองวัยเด็กของตัวเองด้วย

“Introspection เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็กต์ที่ผมจะทำ ชื่อว่า Souleport (Soul + teleport) คือผมรู้สึกว่าทุกวันนี้เหมือนเราใช้ชีวิตหรือเอาตัวเองไปโฟกัสกับอะไรหลายๆ อย่างโดยได้ไม่ได้สนใจจิตใจตนเอง จนทำให้เกิดปัญหาด้านจิตใจ จะเห็นว่าคนเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้นจากเดิมสิบๆ เท่าเลยในรอบสิบปีนี้ ผมรู้สึกว่า mental health เป็นเรื่องสำคัญมาก คนรอบข้างผมมีไปหาจิตแพทย์บ้างเหมือนกันนะ มันเป็นเรื่องปกติแล้วสมัยนี้ บางทีโซเชียลมีเดียหรือสภาวะเศรษฐกิจอาจทำให้เราเป็นเหมือนด้ายที่ตึงเกินไป เรามองไปข้างหน้าอย่างเดียว เหมือนผมด้วยที่มองแต่ความสำเร็จ มองข้างหน้าอย่างเดียวจนบางทีลืมดูว่าจิตใจเราบอบช้ำ หรือว่ามีความสุขหรือยัง พอกลับมาดูตัวเองอีกทีกลายเป็นว่าเราไม่ได้สนใจความรู้สึกตัวเองเลย เราสนใจแต่ผลลัพธ์ของชีวิตมากกว่า”

ความรู้สึกของตัวเองที่คุณค้นเจอคืออะไร

“จากที่ได้เรียนรู้มาผมรู้สึกว่าความสำเร็จ ความสุข หรือเงินทองไม่ได้เติมเต็มความสุข มันเป็นคนละพาร์ตกัน ต้องแยกให้ได้ คือตอนแรกผมคิดว่าถ้าประสบความสำเร็จมากขึ้น ผมจะมีความสุขขึ้น หรือถ้าผมได้รับการยอมรับ ผมอาจจะมีความสุขมากขึ้น แต่พอมานั่งคิดดูแล้ว ผมว่าความพอใจและการยอมรับในตัวเองเป็นสิ่งที่เรามีความสุขมากที่สุด เพราะถ้ามองว่าการโดนยอมรับคือสิ่งที่มีความสุข เราก็ต้องรอให้คนมายอมรับอีกมากมาย มันคงไม่มีจุดสิ้นสุด หรือถ้ามัวแต่คิดว่าทำไมคนนั้นไม่ชอบเรา ก็คงจะไม่มีจุดที่เราพอใจในตัวเอง ส่วนตัวผมคิดว่าความสำเร็จเป็นแค่บันไดของชีวิต เหมือนเป็นความสุขชั่ววูบ มันไม่ได้อยู่ตลอดกาล”

ถ้าเปรียบความสำเร็จเป็นบันได 10 ขั้น ตอนนี้อยู่ขั้นไหนแล้ว

“ผมให้สัก 4 แล้วกัน เพราะผมฝันไกลมาก (กะว่าจะถึงบันไดขั้นสุดท้ายเมื่อไหร่?) ตอนนี้ผม 32 ขอสัก 40 แล้วกันนะครับ คือไม่อยากประสบความสำเร็จช้า เพราะกลัวป่วย กลัวไม่มีแรง”

ต้องยกความดีให้กับอะไรที่ทำให้คุณก้าวสู่บันไดขั้นนี้ได้

“ความขยันครับ เพราะว่าคนเก่งมีเยอะ แล้วเราก็ไม่ได้เก่งที่สุด แต่ผมว่าถ้าทำเยอะจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่ทำน้อย มีหลายคนที่ว่าผม ‘ทำไมเขาดังเร็วจัง’ ‘ทำไมเขาวาดอะไรง่ายๆ แล้วเขาดัง’ ซึ่งผมรู้สึกว่าคุณไม่รู้เบื้องหลังผม ผมขยันมากนะ แล้วผมก็ถามตัวเองว่าเราควรจะทำยังไง คือถ้าขยันผิดจุด เราจะไปไม่ถึงจุดที่ต้องการ ซึ่งผมมักจะรู้ว่าต้องไปยังไง

คือผมเริ่มจากเป้าหมายก่อน อย่างเช่นตอนแรกขอแสดงงานในนิวยอร์กก่อน มีวิธีไหนได้บ้าง แล้วก็หาโซลูชั่น พอเริ่มพับลิกแล้วเราก็มาจัดที่ไทย พอมีโซโล่ในไทย เริ่มมีชื่อเสียง เราขอไปเมืองนอก แล้วเราจะโตไปในธุรกิจนี้ยังไงต่อ ต้องคิดเป็นสเต็ป การเป็นอาร์ทิสต์ไม่ใช่ว่าฉันอยู่บ้านวาดรูปพอแล้ว นั่นเป็นความคิดที่เก่ามากๆ อาร์ทิสต์ก็คืออาชีพหนึ่ง มันต้องโตได้ ดังนั้นเราต้องมีแพลน ไม่ใช่ว่าวาดไปสิ ใครอยากจะซื้อก็เดินมา มันไม่ใช่โลกตอนนี้แล้ว”

แต่ละก้าวเคยสะดุดบ้างไหม

“มีครับเยอะเลย มี depress ผมว่าก้าวที่ 1 ยากสุด ตอนเริ่มมีชื่อเสียงผมเคยโดนคนตั้งคำถามกับงาน รู้สึกว่าจากที่เราอยู่ดีๆ ของเรา แต่พอถึงจุดหนึ่งโดนคนถล่ม เกลียดงานเรา เป็นดราม่าที่ไม่คิดว่าวงการศิลปะจะมี พูดตรงๆ ว่าข้ามผ่านแทบไม่ได้เลยนะ เพราะเราแคร์คอมเมนต์ทุกอย่าง เหมือนรู้สึกว่าต้องเคลียร์ อะไรที่ฉันไม่ได้ทำ ฉันต้องเคลียร์ เธอเข้าใจฉันผิด ทำไมมาว่าฉันแบบนี้ จนถึงจุดหนึ่งก็รู้สึกว่าเราไปนั่งเก็บคนด่าเราไม่ได้หรอก ดังนั้นเอาเขามาเป็นพลังในการพัฒนางานต่อไปดีกว่า ให้เขารู้สึกว่าที่ผ่านมาเขาคิดผิดที่มาว่าเราแบบนั้น หลังจากนั้นอีกปีสองปีงานผมก็ได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นแค่สิ่งที่ไร้สาระ”

คิดอย่างไรกับชื่อเสียงและผลงานที่คนยอมรับ สิ่งเหล่านั้นกดดันหรือผลักดันตัวคุณ

“ผมไม่ได้มองว่าตัวเองมีชื่อเสียงขนาดนั้นนะครับ รู้สึกว่ามีชื่อเสียงขึ้นตามความพยายาม ตามพลังที่เราใส่เข้าไป จริงๆ เราแลกแต้มชีวิตไปกับงานแล้วนะ เหมือนเราลงทุนอะไรไปก็ควรได้ผลบางอย่าง ซึ่งผมมองว่ามันเป็นผลที่ผมทำลงไป มันมากไหม? ก็ถือว่ามากในจุดที่ผมรู้สึกดี ผมขอบคุณทุกคนที่ชอบงาน รู้สึกเป็นกำลังใจ แต่มากพอไหม? ก็ยัง เพราะความฝันของผมคือโตขึ้นไปเรื่อยๆ ในวงการศิลปะ ไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่คิดว่าต้องเป็นระดับอินเตอร์เนชั่นแนลให้ได้ ซึ่งตอนนี้ก็เป็นในทางนั้นอยู่

แต่สิ่งที่ผมต้องไฟต์คือความรู้สึกของตัวเอง ความเหนื่อย การบาลานซ์ชีวิต เพราะเวลาทำงานเราไม่ได้บาลานซ์ความเครียดหรือความรู้สึกเรา เหมือนเราใส่เต็ม บางทีเราควรชิลล์กว่านี้ ซึ่งมันคือการเรียนรู้ หรือบริหารอารมณ์ของเรา ผมไม่ได้เป็นคนที่ทำงานศิลปะเพราะว่าตัวเองเข้าใจชีวิต หรือเป็นผู้อยู่เหนือปัญหานะถึงจะทำงานศิลปะได้ แต่ผมเดินทางไปกับศิลปะที่ผมวาด ก็คือให้ศิลปะเป็นตัวเล่าชีวิตตอนนั้นว่าเราข้ามผ่านปัญหาอะไรได้บ้าง หรือข้ามผ่านอะไรไม่ได้ ศิลปินก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน มีความทุกข์ความสุข ดังนั้นผมเลยมองว่างานเป็นแค่การเดินทางของผม

ส่วนเรื่องกดดันไหม ผมไม่กดดันนะ เพราะรู้สึกว่ายังมีอะไรในหัวที่อยากเล่ากับงานต่อๆ ไปมากมาย รู้สึกว่าเป็นความสนุกมากกว่าที่ได้ทำ แต่สิ่งที่ต้องบาลานซ์คือระหว่างทำงานเราจะเป็นเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์ อาจไม่พอใจระหว่างทาง เช่น อันนี้สีไม่สวย หรือเพนต์ไม่สวยเลย มันคือความไม่พอใจของตัวเอง คงต้องบาลานซ์ความรู้สึกให้ได้”

เด็กผู้ชายในภาพที่วาดคือคุณเองหรือเปล่า

“อาจจะคล้ายตัวเอง แทนความเป็นเด็กและความรู้สึกตัวเองด้วย ผมว่าความสุขของเด็กนั้นเรียบง่ายและสดใส ตอนเราอายุเยอะขึ้นก็เหมือนผ้าที่สกปรกขึ้นเรื่อยๆ เราไม่รู้ว่าความสุขอยู่ตรงไหนแล้วอะ ขณะที่เมื่อก่อนชีวิตเราไม่ได้มีอะไรมาก แค่การมีเพื่อน ได้กินขนมอร่อยๆ ก็มีความสุขแล้ว แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ ทุกวันนี้มีเงินหรือกินอาหารมื้อละเป็นพันก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะเติมเต็มอะไรเราได้”

เคยถามตัวเองไหมว่า เราควรพัฒนาหรือฝึกฝนอะไรเป็นพิเศษบ้าง

“ผมไม่ได้โฟกัสตัวเองว่าต้องพัฒนาอะไร แต่ทุกครั้งที่แสดงงานหรือทุกครั้งที่วาดเสร็จ เราจะรู้ว่าอะไรคือข้อบกพร่องของเรา เราจะค่อยๆ เติมเต็ม ค่อยๆ พัฒนาครับ ไม่ว่าจะเป็นความคิด คืออาจจะดีอยู่แล้ว หรือไม่ดียังไง รอบหน้าเราจะเห็นรูแล้วเราก็จะพัฒนาไปในเชิงที่โตขึ้น การได้ทำงานกับแกลเลอรี่ระดับโลก ได้เจอกับครีเอเตอร์เก่งๆ เหมือนเป็นความรู้ให้เรา เราได้ศึกษาจากคนเหล่านี้ด้วย ทำให้เราโตขึ้น ความรู้ของผมพัฒนาจากวันแรกเยอะมาก มันบียอนด์ขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะว่าเราสะสมจากคนเก่งๆ รอบตัวเรา” 

โลกของศิลปะที่งดงามในสายตาของคุณ

“ผมอยากเห็นว่าศิลปะคือการ healing ครับ ศิลปะคือความสวยงาม พูดง่ายๆ เหมือนเราไปดูดอกไม้ มันมีดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ ทุกชนิดล้วนสวยงามหมดแต่สวยคนละแบบ เราไม่อยากให้วงการศิลปะเป็นวงการที่จะต้องมานั่งทำลายกัน หรือมีอะไรที่ทำให้ความงามนั้นขุ่นมัวลง ไม่ว่าจะเรื่องความเกลียดชัง ความอิจฉา หรือขัดขาคนโน้นคนนี้ มันไม่สวยงามครับ คือผมเป็นคนที่แข่งกับตัวเอง กล้าพูดเลยว่าผมไม่เคย discredit ใคร เพราะผมรู้สึกว่าคนทำงานศิลปะทุกคนเหนื่อยอยู่แล้ว มันใช้ทั้งพลังกายพลังใจ บางงานดีบางงานไม่ดีเป็นเรื่องปกติ”

ย้อนเวลาช่วงวัยเด็กของคุณบ้าง

“ผมจะดื้อเงียบ เหมือนเด็กมีปัญหาช่วงนึง วัยประถมอะไรเงี้ย รู้สึกว่าชอบทำให้ตัวเองโดนด่า แบบว่าต้องทำให้อาจารย์เกลียด เหมือนรู้สึกว่าเราโดนยอมรับ เป็นอะไรก็ไม่รู้ กับที่บ้านจะดื้อมาก เหมือนชอบวีน เอาแต่ใจ แต่ผมไม่เคยเรียกร้องขอของแพงเลย เป็นคนที่พอมีความคิดอะไรก็จะไปทางนั้นเลย ไม่มีใครห้ามได้”

ถ้าวาร์ปกลับไปในอดีตได้ คุณอยากเจอกับใครมากที่สุด

“กลับไปตอนที่คุณย่ายังมีชีวิตอยู่แล้วกัน เพราะว่าตอนนั้นเหมือนเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับคุณย่า เรายังไม่ได้พูดอะไรบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นคุณย่าที่น่ารักมาก ประเสริฐมากๆ เพราะตอนเด็กเราขี้อายที่จะพูดความรักอะไรบางอย่าง เราเป็นคนเงียบๆ ชอบอยู่คนเดียว ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ได้มีโมเมนต์กับครอบครัวเยอะ ตอนคุณปู่เสียเราก็เข้าไปให้กำลังใจคุณย่านิดหน่อย ถ้ามีช่วงเวลานึงเราก็อยากจะพูดอะไรบางอย่างให้เขารู้ว่าหลานรู้สึกว่าคุณย่าดีมากๆ เพียบพร้อมที่สุดแล้ว”

ช่วงเวลาไหนของการทำงานที่คุณรับรู้ถึงความสุข

“ผมว่ามันอยู่ในทุกช่วงเลยนะ ตอนคิดก็ตื่นเต้น ฮู้! มีไฟ เหมือนเราเขียนเรื่องสักเรื่องแล้วอยากบอกคนอื่นแล้วอะ ตอนระหว่างวาดก็เห็นความสำเร็จว่ามันสวยจังเลย เราวาดอย่างนี้ได้ยังไงวะ (หัวเราะ) เออ เราเก่งว่ะ ทำได้ไง ให้ภาพในหัวออกมาเป็นภาพจริง แล้วพอมีงานให้คนเห็นเราก็มีความสุขอีก เพราะคนมาดูก็ชื่นชอบ เคยมีคนเป็นซึมเศร้ามาดูงานแล้วก็ร้องไห้เลย ผมประทับใจนะที่อินกับงานผม คิดว่าเขาคงสัมผัสกับความเศร้าของเราได้ ผมรู้สึกว่าการดูศิลปะก็เหมือนเราเข้าไปศึกษาคนคนหนึ่ง เราศึกษาได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น เหมือนเราดูท้องฟ้า เราดูว่ามันสวย เราดูแล้วชอบ ก็คือแค่นั้น…”

Artist Portrait: Adison Rutsameeronchai

Artwork: Courtesy of The Artist

Writer: Angkana Wongwisetpaiboon

Other Articles