Tuesday, December 7, 2021

ความทรงจำที่ถ่ายทอดผ่านนิทรรศการ ชุด ‘1973’ โดย ‘ตะวัน วัตุยา’

แม้ความฝันในวัยเด็กที่อยากเป็นผู้กำกับหนังจะดูห่างไกลจากชีวิตจริงในวันนี้ของ ‘ตะวัน วัตุยา’ ศิลปินแถวหน้า ซึ่งให้สัมภาษณ์ว่า…

“สมัยเรียนผมเป็นนักศึกษาที่ห่วยที่สุด”

“จุดเริ่มต้นเป็นฝุ่นเลย ช่วง 7-8 ปีแรกลำบาก”

“มันไม่ราบรื่นหรอกครับ ต้องสู้เหมือนกัน และเหนื่อยเป็นบางที”

ไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆ ในชีวิตของผู้ชายคนนี้ เว้นแต่ความพยายามของตัวเขาเอง ในเมื่อโชคชะตาไม่ยอมตามใจให้เป็นผู้กำกับ แต่ตะวันสามารถพาตัวเองก้าวมายืนอยู่แถวหน้าของศาสตร์อีกแขนง กระทั่งเป็นที่รู้จักในระดับสากล กว่า 20 ปีบนเส้นทางศิลปะ นานพอที่จะพิสูจน์ว่าหากคิดปักหลักก็ต้องสรรค์สร้างงานให้มีเอกลักษณ์ และห้ามท้อถอย

เราพบกับตะวันในวันเปิดนิทรรศการจิตรกรรมร่วมสมัย ชุด ‘1973’ (ตั้งชื่อตามปีเกิด) ที่เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ขณะเดินดูภาพวาดทั้ง 20 ชิ้นที่เขาถ่ายทอดผ่านความทรงจำในวัยเยาว์ และเรื่องราวน่าสนใจในปีนั้น ตะวันบอกว่า “ผมไม่เคยทำอะไรแบบนี้เลย แค่วาดเล่นๆ วาดก็อดซิลลาบ้าง แต่ไม่ได้เป็นแบบนี้ โชว์นี้เป็นแบบส่วนตัวเลย ผมคิดว่าเซ็นทรัลคือห้างขายของ ผมก็ทำของขาย เหมือนทุกอย่างเป็นโปรดักต์ เช่น โปสเตอร์ แม็กกาซีน รถยนต์ อย่างภาพนี้เป็นปอร์เช่ 911 ของปีนั้น แต่ผูกเรื่องเข้ามาอีก ผมดูเป็นเดือนแล้วก็คิดว่าต้องมีพริตตี้ เลยวาดลามูลงไป แล้วก็อุลตร้าแมนเข้ามาอีกตัว คือพอค้นข้อมูลแล้วมันมีบางอย่างที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เช่น ปิกัสโซตายเดือนมกราคม ปี 1973 และบรูซ ลี ก็ตายปีนั้น ถ่ายหนังเรื่องสุดท้ายยังไม่เสร็จเลย” 

ในการคิดคอนเซ็ปต์แต่ละงาน หรือการเลือกใช้วัสดุ คุณพิจารณาจากอะไร

“ส่วนใหญ่ผมจะทำสิ่งที่อยากทำก่อน อย่างงานบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ทีมงานไม่ได้บอกอะไรผม แต่บอกว่าผมเลือกคุณ แล้วเรามาคุยกันว่าคุณจะทำอะไร พอคิวเรเตอร์มาที่สตูดิโอ ผมบอกเขาว่าตอนนี้ผมมีสามโปรเจ็กต์ แล้วเขาก็เอาไปคุยกับอาจารย์อภินันท์ โปษยานนท์ ปรากฏว่าอาจารย์ชอบโปรเจ็กต์ Money ซึ่งต้องทำบนกระดาษ เพราะเงินคือกระดาษ

อย่างงานซีรีส์นี้ผมตั้งใจว่าจะไม่ทำลงกระดาษ อยากทำบนแคนวาส ทีแรกอยากใช้สีน้ำมัน แต่มีปัญหาเรื่องสตูดิโอ เป็นเพราะโควิดด้วยทำให้ผมต้องอยู่กรุงเทพฯ แล้วสตูดิโอผมทำสีน้ำมันไม่ได้ เพราะเป็นห้องแอร์ ไม่มีหน้าต่าง ตอนแรกคิดว่าจะไปเช่าบ้านต่างจังหวัดเพื่อทำเซ็ตนี้ แต่มันกลับมาที่นี่ลำบาก เลยต้องอยู่กรุงเทพฯ งั้นสรุปว่าทำอะคริลิกแล้วกัน ซึ่งผมว่าตัวเองเลือกถูกนะที่ใช้อะคริลิก เพราะมันเข้ากับเรื่องป็อปๆ”

ทราบว่าคุณถนัดสีน้ำ แต่นิทรรศการนี้คุณใช้สีอะคริลิก การเลือกว่าจะสีชนิดไหนขึ้นอยู่กับอะไร

“มันได้ฟีลลิ่งไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นสีน้ำจะดูซอฟต์กว่า แต่ถ้าเป็นสีน้ำมันจะดูขึงขังกว่านี้ แต่สีอะคริลิกมันจะมีความป็อปๆ เป็นยาง เริ่มต้นเลยตอนทำธีสิสที่ศิลปากร ผมทำอะคริลิกบนแคนวาสแบบนี้แหละ หลังเรียนจบแล้วก็เปลี่ยนมาทำสีน้ำมัน เพราะรู้สึกว่าอยากได้ความหนา คือสีอะคริลิกเพนต์ยังไงก็แบน ยกเว้นเราจะใส่มีเดียมให้มันหนา ผมอยากได้ความหนาก็เลยใช้สีน้ำมัน พอทำๆ ไปเหมือนมันคิดไม่ออก ช่วงนั้นก็คือแย่ ผมเลยไปหาเทคนิคที่คนไม่ทำกันก็คือสีน้ำ เพราะไม่มีใครเอาสีน้ำมาทำงานร่วมสมัย แล้วเผอิญว่ามันเข้ากับธรรมชาติของผม หลายๆ ปีที่ผ่านมาโชว์ 90 เปอร์เซ็นต์ก็เป็นการใช้สีน้ำ”

คอนเทนต์แบบไหนที่คุณชอบหยิบยกมาใช้กับงาน หรือประเด็นอะไรที่คุณสนใจเป็นพิเศษ

“จริงๆ ผมสนใจข่าวสารหลายด้าน มันแล้วแต่ช่วงเวลา อย่างตอนที่วาดผู้ก่อการร้ายไอซิส เพราะว่าช่วงนั้นยุโรปมีระเบิดบ่อยๆ แล้วเฉียดผมเหมือนกัน ผมกลับจากบรัสเซลล์ไม่ถึงเดือนก็มีระเบิดที่สนามบิน ผมรู้สึกว่ามันใกล้ตัว แล้วมีเพื่อนของเพื่อนที่เสียชีวิตจากการกราดยิงด้วย มันเป็นช่วงที่เราอินก็จะวาดรูปพวกนั้นขึ้นมา หรืออย่างนิทรรศการ Money มันคิดขึ้นมาได้จากการเดินทาง ตอนนั้นผมมีเงินห้าสกุลอยู่ในตัว แล้วมานั่งดูว่าจริงๆ มันไม่มีอะไรเหมือนกันเลย แต่ละธนบัตรมีเมสเสจ ผมเก็บไอเดียนี้ไว้จนมีข่าวที่เวเนซุเอลาว่ากระดาษชำระมีค่ามากกว่าเงิน ผมคิดว่าต้องวาดอะไรแล้วล่ะ เหมือนตอนนั้นคิดคอนเซ็ปต์ได้เลยว่าเงินเป็นสิ่งที่มีค่าและไม่มีค่าในเวลาเดียวกัน

ผมไม่ได้ทำเรื่องการเมืองตลอดเวลา แต่ก่อนผมเดินทางเยอะ พูดตรงๆ ว่าเวลาเราอยู่ไกลจากที่นี่ เราจะรู้สึกน้อยกว่าอยู่ที่นี่เวลาเราได้ข่าว อีกอย่างหนึ่งถ้าผมเอาเรื่องการเมืองไทยไปโชว์ที่ต่างประเทศ มันจะไม่เวิร์ก เพราะเป็นเรื่องของเรา ประเทศเขาเองก็มีปัญหา ทุกที่ในโลกแหละ แต่ถ้าเราทำประเด็นที่มันพูดกับเขาได้จะดีกว่า เหมือนผมไปโชว์ที่นิวยอร์ก ผมทำเรื่อง Monster สัตว์ประหลาดที่ฮอลลีวูดครีเอตขึ้นมา แล้วเราเอามาเล่นกับประเด็นโลก พอคนเข้ามาดูงาน เขาเก็ตทันทีว่าเราพูดอะไร ไม่ต้องอ่านคอนเซ็ปต์เลย”

ทำไมศิลปินทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าต่างมุ่งไปนิวยอร์ก

“มันโอเพ่นครับ ถ้าถามผมนะ ผมเองก็ไปหลายที่ แต่ที่ไปอยู่เยอะๆ คือปารีส นิวยอร์ก โตเกียว ที่นิวยอร์กมันหลากหลาย เขาเปิดรับทุกอย่าง ปารีสจะหยิ่งๆ หน่อย โตเกียวก็ยากนะ เขามีความคอนเซอร์เวทีฟพอสมควร”

คุณได้เก็บเกี่ยวอะไรจากการไปแสดงงานในต่างประเทศบ้าง

“สิ่งที่ได้คือเรารู้จักความเป็นมืออาชีพ ทำงานกับแกลเลอรี่แต่ละที่ก็ไม่เหมือนกัน แล้วเราก็ได้เปิดโลก คือผมมักจะไปเที่ยวต่อ ยกตัวอย่างเมื่อ 4-5 ปีมาแล้วผมไปเป็นศิลปินพำนักที่สวิส ทีแรกนัดกับเพื่อนอีกสองคนว่าจะไปเยอรมัน แล้วเพื่อนก็มาเททีละคน เหลือผมคนเดียวแล้วจะให้ไปดู Documenta ขมๆ เนี่ยนะ ผมเลยคุยกับเพื่อนชาวสเปนที่มาใช้ชีวิตอยู่สวิส เขาจะกลับบ้านที่วาเลนเซียพอดี ผมบอกขอไปเที่ยวด้วยได้ป่ะ เขาบอกไปดิ ผมเลยเปลี่ยนไปเที่ยวสเปน แล้วผมก็บินไปหาเพื่อนที่บูดาเปสต์ เขาเป็นรุ่นน้องไปเรียนที่นั่น มีเวลาวีคนึงก่อนเปิดเทอม ผมก็เฮ้ย! ไปเที่ยวโรมาเนียกันไหม เขาบอกไปๆ เลยซื้อตั๋วไปเที่ยวปราสาทแดร็กคิวลา แล้วผมก็เอามาครีเอตเป็นงานชุด Monster คือว่ามีหลายงานเหมือนกันที่ได้ไอเดียมาจากการเดินทาง”

ในบรรดาประเทศต่างๆ คุณชอบไปที่ไหนมากสุด

“ตอบยากนะเพราะมันไม่เหมือนกัน แต่ถ้าถามว่าผมอยู่ที่ไหนได้ อันนั้นผมจะตอบได้มากกว่า คือผมอยู่ญี่ปุ่นได้ ไต้หวันได้ นิวยอร์กกับปารีสชอบอยู่แล้ว แต่ถ้าให้อยู่ยาวๆ คงไม่อยากอยู่ เพราะมันจะเป็นอีกอย่างเลย คือมันแพง แล้วชีวิตมันก็ยาก และมีเขตที่ไม่ปลอดภัย (ที่ว่าชีวิตยากหมายถึง?) เราต้องแอ็กทีฟ เราจะเนือยไม่ได้ แต่ถ้าไปอยู่แป๊บๆ น่ะดี เพราะมันทำให้เราเกิดเอเนอร์จี้”

ศิลปินของแต่ละประเทศเขาเขม่นเราบ้างไหม ในแง่ที่ว่าเราอาจไปแย่งพื้นที่เขา

“ก็มีบ้าง แต่สิ่งสำคัญคืองาน อย่างเวลาผมไปโชว์ที่โซโห นิวยอร์ก ที่นั่นจะชอบเปิดวันเดียวกัน ถ้าเป็นย่านแกลเลอรี่ก็จะมีแกลเลอรี่เยอะมาก คนที่มาก็จะเดินดูงานไปทั่ว ถ้างานเราไม่ได้เรื่อง เขาจะเดินเลยไป หรือไม่ก็พูดว่า เอ้ย! ทำไมงานแย่อย่างนี้ ไม่มาอวยกันเหมือนคนไทย เพราะฉะนั้นแกลเลอรี่ที่เลือกเราไปแล้ว เขาต้องมั่นใจว่าเขาเลือกของดีไป”

เคยวาดรูปแล้วชอบมากจนไม่อยากเอาไปแสดงงานไหม

“มีครับ ผมจะซ่อนเอาไว้ที่บ้าน แต่ก่อนก็ขายไปหมดนะ แล้วก็เฮ้ย! ขายไปทำไม คือตอนนั้นไม่มีตังค์ไง แล้วทุกวันนี้ผมพยายามจะซื้อคืนแต่เขาไม่ยอมขายคืน ก็เสียดาย ตอนนี้ไม่ใช่ว่ามีตังค์นะ แต่ไม่ได้ลำบากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ถ้าวาดอะไรแล้วชอบก็จะซ่อนไว้เลย บางทีมีอย่างนี้ด้วยนะ พอเขาเห็นรูปที่เราไม่อยากขาย แต่เขาอยากได้ เขาจะพานไม่ซื้ออย่างอื่นไปด้วย ผมเลยต้องเอาไปซ่อนในห้องนอน (หัวเราะ) เพราะตอนนี้ผมเป็นคอลเลกเตอร์ด้วย ผมเลยมีความเข้าใจคอลเลกเตอร์เหมือนกันว่าเขารู้สึกยังไง ผมนึกออกนะ ถ้าผมไปดูงานแล้วเกิดชอบรูปนั้นแต่เขาไม่ขาย ผมก็จะเซ็งแล้วไม่ซื้ออะไรเลยเหมือนกัน

นักสะสมจะเป็นแบบนี้ครับ คนที่เขาแค่ซื้อแต่งบ้าน ถ้าครบทุกผนังแล้วเขาจะหยุดซื้อ แต่คนที่เป็นคอลเลกเตอร์เขาจะซื้อไปเรื่อยๆ บางคนซื้อมาขายไป บางคนซื้ออย่างเดียว อย่างผมก็ซื้ออย่างเดียว แต่ไม่ได้ซื้อแพงมาก ซื้อตามกำลังเงิน ผมไม่ค่อยแขวนงานตัวเองในบ้านนะ เพราะมองแล้วก็คิดไง บางทีก็อยากมีแอ็บสแตร็กต์ที่ดูไม่รู้เรื่องบ้าง ไม่ใช่มองเห็นแต่หน้านายก (หัวเราะ)”

คุณคิดอย่างไรกับวงการศิลปะบ้านเรา

“ผมว่าโตขึ้นเยอะนะครับ แต่ค่อนข้างจะวนๆ กันเองอยู่ ยังออกไปข้างนอกไม่ค่อยได้ แต่ก็มีคนออกไปอินเตอร์ได้หลายคนเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะว่าแนวศาสนาบ้านเรายังแข็งแรง มันก็มีประเทศที่เป็นพุทธอะนะ แต่เขาไม่ได้เอาพุทธศิลป์มาทำเป็นงานศิลปะเหมือนคนไทย ผมเคยคุยเรื่องพวกนี้กับนักสะสมเหมือนกัน ผมบอกเขาไปตรงๆ ว่าคงจะอินเตอร์ไม่ได้หรอกเพราะว่าคนที่ไม่นับถือศาสนาพุทธเขาไม่อิน ถึงเราจะบอกเขาว่าดียังไง แต่คนที่ไม่ได้อินเขาก็จะไม่เข้าใจ มันสู้เรื่องที่เป็นประเด็นสากลไม่ได้ อย่างตอนนี้ถ้าเป็นวงการร่วมสมัย เขาจะฮิตทำประเด็นของชนกลุ่มน้อย คนที่ด้อยโอกาส คนเร่ร่อน ผู้ลี้ภัย พวกนี้เป็นประเด็นสากลและรับรู้กันทั่วโลก”

คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรือยัง

“อืม ก็นิดนึง จริงๆ แต่ก่อนผมตั้งเป้าอะไรไว้เยอะเลย ตอนนี้จะไม่ค่อยแล้ว แต่ถ้ารับปากใครก็ต้องทำให้ได้ เหมือนรับปากกับเซ็นทรัลก็ต้องทำให้เสร็จ รับปากศิลปากรไว้ก็ทำให้ดีที่สุดแค่นั้นเอง นี่เพิ่งไปรับปากนิวยอร์กไว้ ก็ทำให้ดีที่สุด ทำให้ทัน ก่อนหน้านี้จะมีช่วงที่เครียด เพราะว่ารับงานเยอะไป ตอนนี้เลยพยายามจะไม่รับงานเยอะเกินไป คือผมเป็นคนรับผิดชอบ ถ้ารับงานมาแล้วต้องทำให้ดีที่สุด”

นอกเหนือจากงานวาดภาพ คุณอยากทำอะไรอีกไหม

“ก่อนหน้านี้ยังเคยคิดว่าอยากทำหนังอยู่นะ แต่หลายๆ ปีมานี้ไม่เอาแล้ว มันจะเป็นอะไรที่ทำให้หมดตัว และก็ไม่ได้เรื่อง (ยิ้ม) ผมรู้ว่าผมคงทำไม่ได้เรื่องแน่”

บรรยายภาพในอนาคตของศิลปินที่ชื่อ ‘ตะวัน’

“คงยังวาดรูปอยู่ มันไม่ได้เป็นอาชีพอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่เราชอบทำ ผมเคยเห็นพ่อเพื่อนที่เม็กซิโก เขาเป็นสถาปนิก แก่แล้วนะแต่เขายังขับรถไปออฟฟิศทุกวัน เพราะมันคือชีวิตเขาไง ไม่ใช่รีไทร์แล้วมานั่งเลี้ยงนกอยู่บ้าน ผมเลยคิดว่าผมก็คงวาดรูปไปจนมือจับพู่กันไม่ไหว”

นิทรรศการชุด ‘1973’ เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่วันนี้ – 12 ธันวาคม 2564 ทุกวันอังคารถึงอาทิตย์ เวลา 10.00 – 18.00 น. ณ พื้นที่จัดนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น 4 เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์

Other Articles