Friday, October 29, 2021

ตู ต้นตะวัน นางเอกสาวแกร่งหน้าใหม่มาแรง

เมื่อกลางเดือนกันยายนปีที่แล้ว ต้องบอกว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของ ตู-ต้นตะวัน ตันติเวชกุล หญิงสาววัย 20 จริงๆ นั่นแหละ เพราะตั้งแต่วินาทีที่มีการเผยแพร่ทีเซอร์แรกของ F4 THAILAND โปรเจ็กต์ซีรีส์เรื่องใหม่ของ GMMTV ออกมา นอกจากเสียงหวีดและกรีดร้องให้กับแก๊งนักแสดงหนุ่มๆ ซึ่งประกอบด้วย ไบรท์ วิน ดิว และนานิ ที่มารับบทสี่หนุ่ม F4 แล้ว เชื่อว่าสิ่งที่หลายคนทำเหมือนกัน นั่นคือการกูเกิลหาว่าใครคือ “ตู” ผู้ที่มารับบทกอหญ้า นางเอกของเรื่อง 

ไม่แปลกใจเลยถ้าในวันนี้ ตูจะเป็นนักแสดงหญิงคนหนึ่งซึ่งถูกจับตามองอย่างมาก จากการสวมบทบาทนางเอกในซีรีส์ซึ่งดัดแปลงมาจากการ์ตูนญี่ปุ่น ‘สาวแกร่งแรงเกินร้อย’ (Hana Yori Dango) และโด่งดังเป็นปรากฏการณ์อย่างมากตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน จนนำไปสู่การสร้างเวอร์ชั่นใหม่ของประเทศต่างๆ การเป็นนักแสดงใหม่ถอดด้ามและได้รับเลือกให้รับบทไอคอนิกเช่นนี้ แปลว่าเธอต้องมี ‘ของ’ เป็นแน่แท้

ในโอกาสที่นักแสดงสาวมาถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสารลอฟฟีเซียลกับแบรนด์ Gucci เป็นครั้งแรก เราจึงขอเปิดวาร์ปทำความรู้จักตู นักแสดงสาวเปี่ยมเสน่ห์และความสดใสคนนี้ก่อนที่ทุกคนจะได้สัมผัสฝีมือทางการแสดงซีรีส์เรื่องแรกในชีวิตของเธอกันสักหน่อยดีกว่า

หญิงสาวที่ชื่อตู

ถ้าใครได้มีโอกาสทำความรู้จักกับเธอคงสัมผัสได้เหมือนกันว่าเธอเป็นคนที่มีเสน่ห์ มั่นใจ และเต็มไปด้วยพลังบวก “ตูโตมาในครอบครัวที่โพสิทีฟมากๆ เราส่งพลังให้กันตลอด แล้วก็เพื่อนๆ รอบตัวตั้งแต่มัธยมจนมหา’ลัย โชคดีมากๆ ที่ได้เจอคนรอบตัวที่ดี เลยไม่มีความรู้สึกไม่มั่นใจหรือสงสัยในตัวเอง”

ตูเกิดและเติบโตในกรุงเทพฯ เธอเป็นหญิงสาวที่เต็มไปด้วยพลังล้นเหลือ เพราะทั้งทำงานและเรียนไปด้วยพร้อมๆ กัน (ปัจจุบันเธอกำลังศึกษาที่คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) แถมยังเป็นเด็กกิจกรรมมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งเล่นกีฬาวอลเลย์บอล รวมทั้งเป็นเชียร์ลีดเดอร์ แต่เห็นสวยๆ หมวยๆ ชอบแต่งตัวแบบนี้ เธอเคยถูกเพื่อนๆ สมัยเด็กตั้งฉายาให้ว่า ‘ป้า’ ซึ่งนั่นเป็นเพราะ “ตูใส่แว่นและไม่ค่อยดูแลตัวเองเท่าไหร่ค่ะ แล้วเราก็อายุมากกว่าเพื่อนด้วย เพิ่งจะเริ่มไม่ป้าตอนที่สอบเข้ามหา’ลัยได้ค่ะ ก็เริ่มดูแลตัวเองมากขึ้น” 

การเป็นทันตแพทย์เป็นความฝันของตูแต่แรกเลยไหม

“จริงๆ ตอนเด็กตูอยากเป็นดีไซเนอร์ เพราะชอบของสวยๆ งามๆ ชอบดูแฟชั่นโชว์ ชอบงานฝีมือ แต่ช่วงมัธยมไม่ได้มีความสนใจอะไรเป็นพิเศษ ที่บ้านก็บอกว่าไปเรียนสายสุขภาพไหม เพราะไม่มีใครในครอบครัวมาทางนี้เลย คือคุณแม่เป็นอาจารย์นิเทศ ส่วนคุณพ่อเป็นครีเอทีฟ พี่ชายก็เป็นนักแสดงและนักดนตรี คือทุกคนเกี่ยวข้องกับวงการนี้หมดเลย ส่วนเราไม่ได้อยากเป็นอะไรเป็นพิเศษ ก็เรียนได้ แล้วก็ชอบงานฝีมือ ก็เหมาะเจาะกับทันตแพทย์ แล้วตอนเด็กๆ ตูเป็นคนไม่มีความมั่นใจเวลายิ้มเท่าไหร่เพราะฟันเก เลยไปดัดฟัน ก็เป็นแรงบันดาลใจอีกอย่างหนึ่ง เพราะมันเป็นอาชีพที่เปลี่ยนชีวิตคนได้เลยค่ะ” 

ตูนิยามตัวเองว่า fangirl ใน bio อินสตาแกรม มีจุดเริ่มต้นอย่างไร 

“ตั้งแต่เด็กๆ ตูเป็นแฟนเกิร์ลมาโดยตลอด มันอยู่ในทุกช่วงชีวิต เริ่มจากชอบ 2PM, Girl Generations แต่ที่ติดตามจริงๆ คือเริ่มจากวง EXO ในช่วงที่เรียน ม.1-2 หลังจากนั้นก็มาชอบ NCT เพราะอยู่ค่ายเดียวกัน ต้องบอกว่าการเป็นแฟนเกิร์ลเป็นแรงผลักดันในช่วงชีวิตหลายๆ อย่างค่ะ เช่น ถ้าเรียนได้เกรดต่ำกว่า 3.5 แม่จะไม่ให้ไปคอนเสิร์ต มันก็เป็นแรงใจในชีวิตเราด้วย ซึ่งที่บ้านก็โอเคกับความชอบของตูนะ ไม่รู้ว่าลึกๆ แล้วเข้าใจหรือเปล่า แต่ก็ว่าอะไรเราไม่ได้เพราะเรารับผิดชอบตัวเองได้ คือเราจะเป็นแฟนคลับได้ก็ต่อเมื่อเราทำหน้าที่ของเราได้ดี ที่บ้านก็ไม่เคยว่าอะไรเลยค่ะ”

การที่เราเป็นแฟนเกิร์ลด้วยทำให้เราเข้าใจศิลปินขึ้นไหม

“เข้าใจเขามากขึ้นในหลายๆ เรื่องเลยค่ะ ทั้งเรื่องของการที่โดน hate comment กว่าจะผ่านช่วงเวลานั้นไป ต้องเจออะไรบ้าง มันทำให้เราอยากซัพพอร์ตเขา เพราะอย่างเวลาที่ตัวเราเองได้แรงซัพพอร์ตจากแฟนของเรา เรารับรู้ได้ถึงแรงซัพพอร์ตนั้น เลยรู้สึกว่าการที่เราซัพพอร์ตเขา มันก็ส่งไปถึงศิลปินได้จริงๆ” 

แล้วพอมาเป็นนักแสดงแล้ว มันทำให้เราเป็นแฟนเกิร์ลต่อไปได้ยากไหม

“มันก็ยากขึ้น เพราะคนรู้จักเราเยอะขึ้น ความเห็นของคนก็มากขึ้น มีคนที่มาชอบเราจากการที่เราเป็นแฟนเกิร์ล และก็มีคนที่หมั่นไส้ แต่เราห้ามความคิดใครไม่ได้ เพราะเมื่อคนรู้จักเรามากขึ้น เราต้องระวังตัวและวางตัวให้ดีด้วย อาจจะหวีดได้น้อยลง แล้วก็เข้าใจตรงนั้นว่าเราต้องแลกกับการที่มีคนรู้จักเรามากขึ้น ต้องเสียพื้นที่บางส่วนของเราไปเหมือนกัน แต่ไม่ได้อยากจะเลิกเป็นแฟนเกิร์ลเพราะเราก็เป็นมาตั้งแต่เด็ก ไม่อยากจะเลิกเพราะมีคนว่าเรา และไม่อยากให้คนรู้สึกไม่สบายใจ แต่เราก็ไม่อยากให้การเป็นแฟนเกิร์ลเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่สบายใจ เพราะมันเคยเป็นเซฟโซนของเรา”

แล้วตูยังมีแพสชั่นด้านอื่นอีกไหม

“จริงๆ ตูยังชอบเรื่องแฟชั่นอยู่ค่ะ เคยคิดอยากทำแบรนด์ของตัวเอง แต่ไม่ใช่เพราะว่ามาเป็นดาราเลยต้องมีแบรนด์ของตัวเองตามสูตรอะไรแบบนี้ (หัวราะ) อยากจะลองทำดู แต่ว่าช่วงนี้ยุ่งมากทั้งทำงานและการเรียน เลยคิดว่าจะรอไปก่อน สักวันหนึ่งอาจจะมี แต่ยังไม่ถึงกับคิดเรียนต่อด้านนี้ค่ะ คิดว่าให้เป็นงานอดิเรกหรือความสนใจอีกด้านของเรานอกเหนือจากสิ่งที่ทำอยู่ดีกว่า” 

งานในวงการทำให้ตูได้มีโอกาสร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นต่างๆ มากมาย เป็นอย่างไรบ้าง  

“รู้สึก โอ้โห มาถึงตรงนี้ได้แบบงง แต่ก็สนุกกับการทำงานมากๆ ค่ะ เพราะเป็นสิ่งที่ชอบตั้งแต่เด็ก ทำให้เรารู้สึกกล้าที่จะลองมากขึ้น อย่างการถ่ายแบบ เพราะว่าเวลาทำงานก็มีทีมงานที่เลือกลุคต่างๆ ให้เราแต่ง ก็เลยได้ลองอะไรใหม่ๆ จะออกมาเป็นยังไงไม่รู้ แต่สนุกกับการได้ลองค่ะ” 

สไตล์ส่วนตัวของตูเป็นแบบไหน มีสไตล์ไอคอนไหม

“ตูมีหลายแนวมากเลย บางวันก็หวาน บางวันก็เท่ แต่ส่วนใหญ่จะเน้นความสบาย โอลด์สคูล มีความวินเทจนิดๆ ชอบไปร้านขายของมือสอง ชอบอะไรที่มีความ 90s นิดนึงค่ะ ส่วนสไตล์ไอคอน ความที่เราเป็นสายเคป็อปก็เลยจะชอบศิลปินที่แต่งตัว ตูจะชอบจอยกับซึลกิวง Red Velvet แล้วก็เจนนี่ BLAKPINK”

คุณพ่อเป็นครีเอทีฟ เป็นแรงบันดาลใจให้เราในด้านแฟชั่นบ้างไหม

“คุณพ่อเป็นแรงบันดาลใจเรื่องการแต่งตัว ต้องบอกว่าคุณพ่อเป็นผู้นำเทรนด์หลายอย่างในบ้าน มีหลายแบรนด์ที่คุณพ่อใช้ตั้งแต่มันยังไม่บูมในไทยด้วยซ้ำ ตูกับพี่ชายก็แบบ ‘พ่อใช้อะไรอะ’ ‘พ่อแต่งอะไร’ แต่พอมันมาบูมทีหลัง ตูกับพี่ก็มองพ่อเปลี่ยนไป โอมายก็อดดด พ่อมาก่อนกาล (หัวเราะ)”

แนวคิดในโลกแฟชั่นปัจจุบันพัฒนาไป อย่างเช่นเรื่องที่ว่าแฟชั่นที่ไม่แบ่งแยกเพศ ส่วนตัวตูคิดอย่างไร 

“คิดว่าการแต่งตัวเป็นเรื่องความชอบของแต่ละคนอยู่แล้ว คือคนอาจจะถูกสอนหรือโปรแกรมมาว่า กระโปรงเป็นของผู้หญิง ผู้ชายใส่ไม่ได้ หรือไอเท็มบางอย่างก็เป็นของผู้ชาย เพราะเรารับรู้อย่างนี้มานาน แต่พอมาถึงยุคนี้ เราไม่สามารถตัดสินการแต่งกายของคนอื่นด้วยมุมมองของเราหรือสิ่งที่เรารับรู้มา เป็นเรื่องของใครจะแต่งอะไรก็แต่งไป อยู่บนพื้นฐานของกาลเทศะและความเหมาะสมกับสถานการณ์ แต่ก็คิดว่าคนยุคนี้เปลี่ยนความคิดกันมากขึ้นแล้ว แต่อาจจะต้องใช้เวลาในการเปลี่ยน” 

แล้วประเด็นเรื่องแฟชั่นกับการ empowering ล่ะ

“จริงๆ ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม คิดว่ามันต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อนค่ะ เราต้องเห็นคุณค่าของตัวเราเอง เชื่อมั่นในตัวเอง เพื่อที่เราจะได้ส่งพลังออกมาจากข้างในได้ การที่เราจะทำอะไร มันจะได้พลังจากตัวเราเองจริงๆ ต้องรู้ตัวว่าตัวเราเองมีคุณค่าจริงๆ มันถึงจะอิมแพ็กต์”

กว่าจะเป็นกอหญ้า 

การที่มีพี่ชายเป็นนักแสดงและนักดนตรี (ต้นหน ตันติเวชกุล นักแสดงและมือกีตาร์วง Mints) ทำให้ตูได้ทำความรู้จักวงการนี้ตั้งแต่เด็กแม้จะไม่ได้ก้าวเข้ามาอย่างเต็มตัว ทั้งการทำงานถ่ายแบบลงไอจี หรือการได้แสดงมิวสิกวิดีโอ “ตูเคยไปเรียนแอ็กติ้งกับพี่ชายสมัยที่พี่เข้านาดาว ตอนนั้นตูน่าจะอยู่ประมาณ ม.1 ส่วนพี่ก็เล่น ‘Suck Seed ห่วยขั้นเทพ’ ทำให้ชอบการแสดงมาตั้งแต่เด็กเลยค่ะ แต่ไม่ได้มีความคิดที่อยากจะเป็นนักแสดงหรืออะไร พอขึ้นมัธยมปลาย เราก็มีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น จะเป็นทันตแพทย์ ส่วนวงการบันเทิงก็ไม่ได้เป็น priority ของเราขนาดนั้นค่ะ” 

แล้วจุดเริ่มต้นในวงการบันเทิงของตูเป็นอย่างไร

“ถ้างานแสดงแรกเลยคือมิวสิกวิดีโอเพลง ‘เหนื่อยใจ’ ของพี่อิงค์-วรันธร ที่เล่นกับพี่บิวกิ้น เรียกว่าได้แสดงจริงๆ หลังจากเรียนแอ็กติ้ง แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะมีงานแสดงอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเพราะช่วงนั้นเรียนหนักมาก จนกระทั่งมีซีรีส์เรื่อง F4 THAILAND ค่ะ คือทีมงานติดต่อมารอบหนึ่งตอนที่ประกาศว่าจะมีเรื่องนี้ ตอนนั้นอยู่ ม.6 ก็ยังไม่ได้สนใจ จากนั้นทีมงานก็ติดต่อมาอีกรอบ ตอนนั้นพร้อมทุกอย่าง สอบติดมหา’ลัยแล้ว ดูแลตัวเองได้ แม่ก็ไม่ได้ห่วงเรื่องเรียน เลยไปลองแคสต์ดูค่ะ”

ตอนที่รู้ว่าได้เป็นนางเอกรู้สึกอย่างไร

“คือจริงๆ มันไม่ได้รู้แบบปุบปับค่ะ ก็ค่อยๆ ผ่านด่านไปเรื่อยๆ แคสต์รอบแรก แล้วกลับมาแคสต์อีกรอบ ดูตารางเรียนว่าเป็นยังไง จนเราได้จริงๆ ถึงคิดว่า ‘มันเกิดขึ้นจริง’ เกินคาดเหมือนกัน” 

ทีมงานเคยบอกไหมว่าทำไมเลือกตู

“เขาไม่ได้บอกอะไรตูตรงๆ จะพูดกันแค่ว่า ‘ก็ความเป็นตัวหนูนี่แหละคือกอหญ้า’ ไม่เคยพูดว่า ‘โห เล่นดี ยอดเยี่ยม เป็นกอหญ้า’ อะไรแบบนี้ไม่เคยเลย(หัวเราะ) ถ้าถามว่าเหมือนตรงไหน คิดว่าน่าจะเป็นจิตใจนี่แหละค่ะ คือไม่ได้อ่อนแอ จิตใจเข้มแข็ง น่าจะเป็นส่วนที่เชื่อมเรากับบทนี้ที่สุด”

หลังจากอยู่กับบทกอหญ้ามาหนึ่งปี มีอะไรที่ชอบหรือไม่ชอบในคาแร็กเตอร์นี้ 

“ชอบความเข้มแข็งของกอหญ้า ตูว่าตูซึมซับมาจากกอหญ้าเยอะเหมือนกัน คิดว่าสิ่งที่ได้มาคือความกล้าที่จะพูดเพื่อตัวเอง เมื่อก่อนตูจะแบบ ‘ช่างมันเถอะ ไม่เป็นไร’ แต่กอหญ้าเป็นคนที่ไม่ยอมในเรื่องความเสียเปรียบ

 “แต่ถ้าจุดที่ไม่ชอบก็คือกอหญ้ามีความด้อยค่าตัวเองประมาณหนึ่ง เพราะสถานะของครอบครัวและความแตกต่างจากเพื่อนในโรงเรียน ตอนแรกๆ เขาก็ดูไม่สนใจ จนมันมีเรื่องของความรักเข้ามา เขาก็เริ่มด้อยค่าตัวเอง ทำให้คุณค่าของตัวเองลดลงเมื่อเทียบกับสถานะทางสังคมของพระเอก ก็เลยรู้สึกว่า กอหญ้า! เธอมันอ่อนแอนะ ณ จุดนี้ (หัวเราะ)” 

ต้องเรียนรู้อะไรเป็นพิเศษไหมในการรับบทนี้

“เรียกว่าต้องมีความเมตตามากขึ้นค่ะ พออ่านบทแล้วก็รู้สึกว่าต้องเข้าใจความมีเมตตาของตัวกอหญ้ามากขึ้น ต้องเข้าใจมุมมองของกอหญ้าด้วย”

รู้สึกอย่างไรที่ได้บทนางเอกในซีรีส์ที่เคยโด่งดังมากๆ มาก่อน 

“กดดันค่ะ เพราะมีหลายเวอร์ชั่นแล้วทำออกมาได้ดีมาก แต่ละเวอร์ชั่นก็ตีความออกมาไม่เหมือนกัน เป็นความกดดันว่าเราจะตีความบทนี้แบบไหน เลยกดดันนิดนึงในจุดที่ว่าเราจะทำให้ตัวละครมีความทันสมัยมากขึ้นได้อย่างไร” 

สำหรับตู คิดว่าเรื่องนี้เชื่อมโยงกับยุคปัจจุบันอย่างไร 

“คิดว่าน่าจะเป็นการบูลลี่ ซึ่งมันมีให้เห็นทั้งในสังคมจริงๆ รวมทั้งในโลกออนไลน์ ตูรู้สึกว่ามันเป็นจุดที่เชื่อมกัน มันเป็นเรื่องของคนที่ไม่เห็นค่าของคนอื่น คือเห็นค่าของคนอื่นไม่เท่ากัน และทำไปโดยไม่ได้คิด เหมือนพวก hate speech ต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่เยอะแยะมากมายเลย แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นสิ่งที่คนในสังคมพยายามจะตระหนักมากขึ้น

“แล้วในเรื่องนี้ยังมีเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจจะไม่ได้เห็นได้ชัดๆ แต่ถ้าได้ดูก็อยากให้มันส่งไปถึงคนดูเหมือนกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดี ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงในองค์กรใหญ่ๆ ซึ่งก็มีปัจจัยหลายๆ อย่าง ก็เหมือนสังคมเรานี่แหละ ทั้งความรัก สถานะ สังคม เวลา ก็เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้ relate กับสถานการณ์ในปัจจุบันค่ะ” 

สุดท้ายแล้ว อยากพูดอะไรถึงผลงานการแสดงเรื่องแรกในชีวิต 

“อยากฝากให้ติดตาม F4 THAILAND หวังว่าจะสามารถส่งเมสเสจไปถึงผู้ชมได้ เพราะทุกคนทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังตั้งใจกันอย่างมากที่จะให้มันออกมาดีที่สุด แล้วก็อย่าเพิ่งตัดสินอะไรจากภาคก่อนๆ ที่เคยดูมาค่ะ” 

Photographer: Napat Gunkham

Fashion Editor: Watcharachai Nun-ngam

Writer: Pimpilai Boonjong

Model: Tu-Tontawan Tantivejakul

Makeup: Pradchaphan Prayoonpan

Hair: Noppasit Vote

Photo Assistants: Suratham Thepphasut, Anan Eiammee, Khanin Nuankham

Stylist Assistant: Thanawat Nitithanaiyaphong






Other Articles