Thursday, October 28, 2021

สิงโต-เต้ สองเส้นทางแตกต่างที่โคจรมาบรรจบกัน

ทั้งสองไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการซีรีส์วาย แต่การโคจรมาพบกันครั้งแรกในซีรีส์ ‘ใส่รักป้ายสี’ (Paint With Love) ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่าง TV Thunder และ POPS Application นั้นเรียกได้ว่าน่าจับตามองทีเดียว ก่อนจะได้ชมผลงานแนวคอเมดี้ของสิงโต-ปราชญา เรืองโรจน์  และเต้-ดาวิชญ์ กรีพลฤกษ์  ลอฟฟีเซียลชวนพวกเขามาพูดคุยถึงบทบาทใหม่ รวมทั้งอัพเดตเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต 

 

Talking With Singto

นับเป็นอีกหนึ่งความแปลกใหม่ที่เราจะได้เห็นสิงโต-ปราชญารับบทตัวละครในวัยทำงานอย่างในซีรีส์ ‘ใส่รักป้ายสี’ ที่สร้างมาจากนิยายเรื่องดัง แถมเขายังสวมบทเป็นบอสใหญ่เจ้าระเบียบของบริษัทออร์แกไนเซอร์ที่โชคชะตาจับพลัดจับผลูให้มาพบกับคนที่เป็นขั้วตรงข้ามแบบสุดๆ “จริงๆ ตอนดูเรื่องย่อผมคิดว่าซีรีส์นี้จะซีเรียส เป็นแนวละครนิดนึง จากนั้นถึงได้รู้ว่าเป็นคอเมดี้สอดแทรกปมนิดๆ และดูจากคาแร็กเตอร์แล้วผมว่าน่าสนใจ ต้องเป็นผู้บริหาร มีความเก่ง เย่อหยิ่ง ต่างจากบทอื่นๆ ที่เคยแสดงมา”

ในเรื่องนี้ทำให้เขาต้องมาจับคู่กับพระเอกหนุ่ม เต้-ดาวิชญ์ “ผมรู้แค่ว่าพี่เต้เป็นรุ่นพี่ที่ม.​เกษตร แต่ไม่รู้จักส่วนตัว รู้มาว่าเขามีความติสต์อยู่ในตัว เราเองก็ติสต์เหมือนกัน เคยคิดว่าต่างคนจะอยู่คนละมุมหรือเปล่า แต่กลายเป็นว่าเรามีทัศนคติหลายๆ เรื่องคล้ายกัน ตอนทำงานก็เลยชิลล์ๆ” และแน่นอนว่าการเปลี่ยนบทบาทครั้งนี้ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด “แฟนๆ ก็รู้ว่าเราเปลี่ยนคู่มาบ่อยแล้ว เราเองก็ไม่ได้ยึดติดว่าต้องเป็นพระเอก ต้องคู่นี้เท่านั้น ถ้าคิดว่าน่าสนใจ เราก็แสดง ตัวร้ายก็ได้ ตัวประกอบก็ได้ ขอให้เราสนใจ”

-ตอนนี้สิงเป็นนักแสดงอิสระ ได้พบกับความท้าทายใหม่ๆ ในชีวิต หลังจากอยู่วงการมา 5-6 ปีแล้ว ตั้งเป้าหมายอะไรไว้ไหม 

“เมื่อก่อนผมไม่ได้วางเป้าหมายไว้ชัดเจน จนเรามาเจอแฟนคลับ เขาช่วยโหวตให้เราได้รับรางวัลต่างๆ ความฝันตอนนั้นคืออยากได้สักรางวัลที่แฟนคลับไม่ต้องโหวต แต่ความสามารถเราพาไปแตะถึงจุดนั้น อยากให้แฟนคลับเราได้ภูมิใจว่า ‘นี่คือเมนฉัน นี่ฉันไม่ต้องโหวตเลย’ ถือเป็นเป้าหมายในวงการอย่างหนึ่งของสิง แต่ไม่รู้ว่าจะใช้เวลายาวนานแค่ไหนถึงจะไปถึงจุดนั้น เคยบอกแฟนคลับไปแล้วว่าจะทำให้ได้ไหม เพราะนั่นคือเป้าหมายเรา”

-อะไรคือบทเรียนล้ำค่าจากการอยู่ในวงการนี้ 

“มันคือการมีสติอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราทำ ทุกคนมองเห็นเพราะเราอยู่ในจุดที่สปอตไลต์ส่องถึง การแสดงออกของเราส่งผลกระทบในวงกว้าง ต่อแฟนคลับ ต่อคนที่ติดตามเรา เพราะฉะนั้นเราจะใช้ชีวิตไปวันๆ เหมือนตอนที่ยังไม่ทำงานก็คงไม่ได้ครับ”

-เพิ่งเปิดช่องยูทูบของตัวเองด้วย  เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม

“สิงเริ่มทำมาได้สักพักหนึ่งแล้วครับ มันเป็นช่วงที่เราทำงานเยอะ และเพราะโควิดทำให้เจอแฟนคลับได้น้อยลง เลยคิดว่าแฟนๆ จะเจอเราทางไหนได้บ้าง ยูทูบเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้คนเห็นตัวตนของเรา ซึ่งอาจต่างไปจากภาพนิ่งในไอจีหรือในซีรีส์ เราอยากพรีเซนต์ความเป็นตัวเราในยูทูบ เราไม่ได้เท่หรือดูดีตลอดเวลา เรามีมุมบ้าๆ ด้วย ตอนที่คิดคอนเทนต์ก็คิดว่าจะทำให้คนที่ไม่ใช่แฟนคลับมาดูด้วยหรือเปล่า แต่ในใจเราอันดับแรกก็คืออยากทำให้แฟนคลับดู คอนเทนต์ก็เลยกว้าง ไม่ได้เน้นกระแส แต่ให้เขาได้ดูแล้วรู้ว่าเรายังอยู่ตรงนี้ เรายังทำงาน เรายังเจอเขาได้อยู่ เรายังมีชีวิตอยู่นะ (หัวเราะ)”

-ทราบว่าลาออกจากคณะเศรษฐศาสตร์ตอนเรียนปีสี่เพื่อไปเริ่มเรียนนิเทศใหม่ นี่เป็นเพราะชอบการแสดงและงานเบื้องหลังมากๆ เหรอ

“พูดตรงๆ คือตอนนั้นติดวิชาภาค คิดว่าไปต่อไม่ไหวแน่ๆ ไม่มีใครมาการันตีได้ว่าเราจะจบ เพราะต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ถ้าเราไม่มีเวลามากพอที่จะทุ่มเท สู้เอาเวลาไปเรียนสิ่งที่เราถนัดดีกว่า ก็เลยบอกพ่อว่าขอเปลี่ยนนะ พ่อก็ตามใจ ถ้าเป็นความสุขของตัวเอง (เหมือนที่บ้านให้อิสระกับสิงมากๆ?) ทุกเรื่องที่เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับตัวเอง พ่อจะถามว่ามีความสุขไหมกับสิ่งที่เลือก ถ้ามีความสุข ไม่เดือดร้อนใครก็ทำไป เพราะว่าพ่อไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา เพราะฉะนั้นทำอะไรก็ทำ”

-มีกฎเกณฑ์อะไรในชีวิตไหม

“ผมใช้ชีวิตค่อนข้างฟรีเหมือนกันครับ อยากทำอะไรขอแค่เรามีความสุข ไปให้ถึงเป้าหมายในวันหนึ่ง ผมตั้งเป้าไปทีละขั้น อย่างตอนย้ายคณะก็คือเรียนให้จบ ส่วนเรื่องงานก็คืออยากได้รางวัล แต่จะไปถึงหรือเปล่าก็แล้วแต่ไม่ได้กดดันว่าต้องไปให้ถึง ไม่ได้ต้องแข่งกับใคร ไม่ได้ต้องแข่งกับเวลา”

-ในชีวิตเคยเจอเรื่องที่ผิดหวังหรือเสียใจสุดๆ ไหม

“น่าจะเป็นเรื่องของคุณแม่มากกว่า ช่วงที่คุณแม่ป่วย ต้องบอกก่อนว่าเราอยู่กันสามคนพ่อแม่ลูกมาตลอด เราไม่เคยขาดความรักเลย แต่ช่วงที่คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็ง คุณพ่อต้องทุ่มเทเวลาดูแลคุณแม่ ทำให้เราไม่ได้ไปไหนกับที่บ้าน แล้วตอนนั้นก็เรียนที่ม.​เกษตรแรกๆ เราก็เริ่มใช้เวลาไปกับเพื่อนๆ กับกิจกรรมที่มหา’ลัย ไม่ได้ใช้เวลากับครอบครัวเท่าที่ควร ถ้ามีโอกาสก็อยากจะใช้เวลากับครอบครัวให้มากกว่านี้เหมือนกันครับ ในวันที่คุณแม่เสียเป็นช่วงหลังสอบ เราไปเที่ยวกับเพื่อนๆ แล้วก็กลับมานอนพัก พอตื่นมาเห็นทุกคนโทรหา มันแย่เหมือนกันนะ มันไม่ทันสักอย่างเลย มันเลยเป็นเรื่องที่เราเสียใจที่สุด” 

-สิ่งที่เราเรียนรู้จากครอบครัวส่งผลต่อทัศนคติที่สิงมีต่อความรักอย่างไรบ้าง

“ในช่วงที่พ่อให้เวลากับแม่ แล้วไม่มีเวลามาดูแลเรา เป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อด้วย มันทำให้เราถามหาความรักจากคนอื่น เป็นช่วงเวลาที่เราพยายามหาแฟน ทั้งที่กลับบ้านก็เจอความรักของครอบครัวแล้ว แต่เรากลับเลือกที่จะใช้เวลากับคนอื่นเพราะเราไม่อยากกลับบ้านไปแล้วเห็นคุณแม่เจ็บ เพราะตอนให้คีโม ผลของมันค่อนข้างรุนแรง แล้วมันก็ส่งผลกับใจเราด้วย แต่ขณะที่เราตามหาความรักจากที่อื่น จริงๆ แล้วความรักรอบตัวเรามันไม่เคยไปไหนเลย ตอนนี้ก็คิดว่าไม่ต้องมีความรักก็ได้ อยากให้เวลากับครอบครัวเราก่อน ทำงานเสร็จก็อยากกลับบ้านพาพ่อไปกินข้าว พาพ่อไปเที่ยว เมื่อก่อนสิงทะเลาะกับพ่อบ่อยมาก แต่ปัจจุบันนี้ไม่เคยทะเลาะกับพ่อเลย เรากับพ่อเข้าใจกันมากขึ้น คุยกันมากขึ้น มีอะไรก็บอกพ่อ”

-ในอีก 10 ข้างหน้า เคยคิดไหมว่าเราจะเป็นอย่างไร ถึงตอนนั้นก็อายุ 37 แล้วนะ

“โอโห (หัวเราะ) จริงๆ ตอนนี้จะใกล้เลขสามก็ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นยังไง ก็คิดว่ายังคงตามฝันของตัวเอง ไม่รู้จะไปถึงตรงนั้นหรือยัง อาจจะทำงานเบื้องหลัง สงสัยเหมือนกันว่าวงการบันเทิงตอนนั้นจะเป็นยังไง นักแสดงวัยรุ่นตอนนั้นจะเหมือนเราในตอนนี้หรือเปล่า” 

-ความสุขของสิงเป็นแบบไหน

“ณ ตอนนี้คือครอบครัว เพื่อน แฟนคลับครับ” 

-ถ้าชวนแฟนคลับไปไหนก็ได้ สิงอยากไปที่ไหน

“ตอนนี้ขอให้ออกเดินทางได้จริงก่อน (หัวเราะ) อยากไปต่างประเทศใกล้ๆ อยากไปดูแสงเหนือ แล้วก็อยากเป็นแฟนคลับบ้าง เพราะเราก็มีศิลปินที่เราชอบเหมือนกัน เมื่อก่อนที่เรายังไม่ทำงานในวงการ เราเคยตามไปถ่ายรูปพี่ๆ นักแสดงคนอื่นๆ เราก็มีความเป็นแฟนคลับระดับหนึ่งเหมือนกัน อยากจะถ่ายรูปศิลปินที่เราชอบ ความฝันคือการเป็นติ่ง (หัวเราะ) อยากถ่ายรูปเขาให้ออกมาดีๆ”

-มีแรงขับเคลื่อนในชีวิตไหม 

“แค่ขอให้ตัวเองมีความท้าทายในแต่ละวัน ไม่ต้องโปรดักทีฟทุกวันหรือต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นก็ได้ แต่โมทิเวชั่นคือการใช้ชีวิต อะไรก็ได้ที่เป็นความสุขง่ายๆ อย่างได้กินของอร่อย แค่นั้นครับ ง่ายๆ นะ… แต่ก็ยากในบางที (หัวเราะ)”

Talking With Tae

 

ความติสต์ของ เต้-ดาวิชญ์ เจ้าของฉายา ‘เต้ติสต์ชีวิตโลว์เทค’ น่าจะเข้ากับบท ‘ภาพ’ จิตรกรหนุ่มสุดเซอร์ผู้ไร้กฎเกณฑ์ในชีวิต ในซีรีส์ ‘ใส่รักป้ายสี’ “ถ้าพูดถึงอินเนอร์ของความติสต์ก็ได้อยู่ครับ ตอนที่ได้อ่านบทคือชอบมาก เราแสดงมาหลายเรื่อง ไม่มีเรื่องไหนที่มีกลิ่นอายของความเป็นตัวเรามากเท่านี้” นักแสดงหนุ่มวัย 31 เล่าให้ฟังถึงบทบาทใหม่ที่เขานิยามแบบขำๆ ว่า “ติสต์ เซอร์ จน” 

เรื่องนี้เป็นซีรีส์วายเรื่องที่สองหลังจาก ‘เดือนเกี้ยวเดือน’ ได้ร่วมแสดงกับสิงโต-ปราชญาเป็นครั้งแรก “ดีใจที่ได้ทำงานด้วยกัน สิงมีความเป็นมืออาชีพมากๆ เป็นการทำงานที่สนุกดี และความที่เป็นคอเมดี้ก็ท้าทายมากครับ แล้วก็มีความน่ารัก ความกุ๊กกิ๊ก แต่ก็มีความดราม่าเจือปนนิดๆ คิดว่าเป็นอีกเรื่องที่ทำให้เรารีแล็กซ์ได้ในช่วงเวลาแบบนี้”

-มาจนถึงวันนี้ มองโลกการแสดงเปลี่ยนไปจากเดิมไหม

“เปลี่ยนไปเยอะมากครับ เราไม่ได้อยู่วงการมาตั้งแต่เด็ก ไม่คิดว่าจะได้มาแสดงด้วย เคยมองว่าเป็นอาชีพที่เท่ มีชื่อเสียง หรือสบาย แต่พอทำจริงๆ มันไม่ใช่เลย มันเป็นงานที่เราต้องเวิร์กฮาร์ดมากๆ ต้องเรียนรู้การสวมบทเป็นตัวละคร และใช้ร่างกายเยอะมาก เราต้องฟิตตลอด”

-อาชีพนี้เป็นความบังเอิญหรือความตั้งใจสำหรับเต้

“พูดได้เต็มปากเลยว่าเป็นความบังเอิญครับ คือสมัยเรียนมหา’ลัยก็มีคนชวนไปเดินแบบ ไปแคสต์โฆษณาบ้าง ตอนนั้นเราก็หวังค่าขนม ไม่ได้คิดว่าจะมาทำเต็มตัว จนมีเพื่อนชวนไปแคสต์ ‘50 หนุ่มคลีโอ’ ตอนนั้นผมไม่รู้ว่ามันคือการประกวด คิดว่าไปถ่ายแบบ พอเรียนจบมาแล้วไปทำงานได้ประมาณหนึ่งปี เพื่อนบอกว่าเราได้คะแนนโหวตท็อป 5 เลย ต้องมาประกวดนะ ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นครับ เพราะหลังจากนั้นทีมงานของภาพยนตร์ ‘มหาลัยเที่ยงคืน’ มาเห็น ก็ชวนไปแคสต์ ตอนแรกผมไม่เอาเลย ไม่รู้ว่าแคสต์จริงหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็ไปเพราะเพื่อน แล้วแคสติ้งอยู่หลังออฟฟิศพอดี เลยได้แสดงผลงานเรื่องแรก ผมถึงรู้สึกว่ามันเป็นเส้นทางที่เราไม่ได้ตั้งใจตั้งแต่แรก แต่มันโชคดีมากๆ”

-เต้ต้องลาออกจากงานประจำไปถ่ายหนัง ทำไมถึงกล้าเลือกเส้นทางที่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือเปล่า

“ตอนนั้นถามตัวเองว่า ถ้าอีกสิบปีผ่านไปแล้วเราไม่ได้ลองจะเป็นยังไง ถ้าเราลองแต่ไม่ได้ ก็อาจจะไม่เสียใจ เลยไม่อยากเสียใจทีหลัง แล้วเต้ก็ได้เป็นพระเอกคู่กับมาร์กี้ด้วย ตอนแรกก็งงๆ นะครับ แบบว่านี่เรื่องจริงหรือเปล่า แต่ถ่ายเสร็จก็มีเหตุให้เรื่องนี้ไม่ได้ฉายเป็นปี”

-แล้วทำอย่างไร ท้อหรือเปล่า

“ตอนนั้นผมก็คิดว่าไม่เอาแล้ว ไปเปิดร้านอาหารอยู่ที่บ้านแม่ที่ขอนแก่นดีกว่า เอาดีทางนี้นี่แหละ ตอนนั้นก็ยุ่งกับการเปิดร้านมากๆ แต่แล้วพี่ผู้จัดการที่เคยทำงานด้วยก็มาชวนไปแคสต์ซีรีส์วายเรื่อง ‘เดือนเกี้ยวเดือน’ เรากลับมาไหว้ตรุษจีนที่กรุงเทพพอดี ก็เลยได้แคสต์และผ่านด้วย แล้วก็ไม่คิดว่าหลังจากซีรีส์ออนแอร์จะไม่ได้ชีวิตแบบเดิมอีก เพราะกระแสตอบรับดีมาก ได้ไปทัวร์ต่างประเทศ ลงจากเครื่องบินมีคนมารุมล้อมเหมือนที่เราเห็นในทีวี ยังช็อกเลยว่านี่มันเกิดขึ้นกับเราจริงๆ เหรอ สองสามเดือนที่แล้วยังเสิร์ฟอาหารล้างจานที่ร้านอยู่เลย ชีวิตมันพลิกมากๆ” 

-นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เข้าวงการเต็มตัว แล้วก็เป็นจุดกำเนิดของ SBFive ด้วย 

“ใช่ครับ เพราะหลังจากนั้นก็มีงานเข้ามาตลอด แทบไม่มีวันหยุดเลย แล้วตอนนั้นทุกคนยังเด็กก๊องแก๊งกันอยู่เลย เวลาผ่านมาสี่ปีแล้ว ถือว่าเร็วมากๆ เลยครับ ตอนนี้กลายเป็นเพื่อนสนิท เป็นครอบครัว มีช่วงที่อยู่ด้วยกันทุกวันจนมากกว่าครอบครัวตัวเองอีก” 

SBFive ทำให้เต้ได้ทำสิ่งใหม่ด้วย ซึ่งก็คือดนตรี จริงๆ ถนัดทางนี้มากกว่าหรือเปล่า

“จริงๆ เต้เป็นนักดนตรีมาก่อน เล่นกีตาร์ เล่นประกวดช่วงมหา’ลัย แต่ SBFive ทำให้เราต้องเต้น ซึ่งเต้นไม่เป็นเลย (หัวเราะ) ตอนนั้นก็แอบนอยด์มากๆ แค่ยืนยังเก้งก้างเลย แล้วต้องมาเต้นเนี่ยนะ แต่พอเต้นได้ก็ทำให้ได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วคนเราทลายกำแพงของตัวเราได้จริงๆ 

-เทียบกับการแสดง คิดว่าตัวเองถนัดอะไรมากกว่ากัน

“คิดว่าดนตรีครับ เพราะเราเล่นตั้งแต่อยู่ม.3 เราคลั่งไคล้มันมากๆ ไปเรียนจริงจังด้วย เล่น 6-7 ชั่วโมงต่อวัน ไปโรงเรียนแล้วอยากรีบกลับบ้านมาเล่นดนตรี อยากจะฝึกให้ได้ สมัยเต้ยังไม่มียูทูบ (หัวเราะ) เราต้องรีเทปแกะคอร์ด ช่วงที่ไม่มีกีตาร์ก็ไปเรียนที่สยามกลการ ช่วงที่ไม่มีใครเล่นก็ขอเขาเล่น จนพ่อเห็นแล้วต้องซื้อกีตาร์ให้ เคยประกวด และเสพมันเยอะมาก ถ้าถามถึงความมั่นใจ ผมคิดว่าน่าจะเป็นด้านดนตรีครับ”

-เต้บอกว่าเป็น introvert พอมาอยู่ในวงการนี้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง

“เวลาเจอคนเยอะๆ เราจะหมดพลังเร็วมาก คนจะคิดว่าเรานอนไม่พอเหรอ แต่ไม่รู้ทำไม เราชอบโฟกัสกับทุกคน แต่พอเราดูแลเขาไม่ทั่วถึง เราจะเฟล พอเราโฟกัสมากๆ เอนเนอร์จีจะลดลง ผมว่าคนแนวนี้ไม่ได้ไม่อยากมีเพื่อนหรือไม่อยากเจอใคร แต่เราจะมีพาร์ตที่อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับตัวเอง ตอนที่ไปถ่ายเรื่องแรก ตอนเวิร์กช็อปก็ว่าได้นะ แต่พอไปเข้าฉากจริง ทั้งคน ทั้งไฟ คือสติแตก เล่นไม่ได้ เลยเข้าไปขอโทษพี่ผู้กำกับ พี่เขาใจดี บอกมาว่ารู้แล้วว่าจะเล่นไม่ได้เลยให้มาลองก่อน (หัวเราะ) หลังจากนั้นผมก็ไม่สนใจ โฟกัสแค่ที่บท มันก็ดีขึ้น แต่ปัจจุบันก็ดีขึ้น เรียกว่าคุ้นเคยแล้วก็ได้ เว้นแต่ช่วงที่ไม่ได้เล่นนานๆ ก็อาจจะเครื่องติดยาก มันเหมือนกีฬาครับ ถ้าห่างสนามไปนานก็ต้องใช้เวลา” 

-บทเรียนสำคัญที่เรียนรู้จากวงการนี้คืออะไร

“คิดว่ามันคือการเตรียมพร้อมเสมอ ช่วงที่ผมทำร้านอาหารอยู่เกือบสองปี ผมไม่ดูแลตัวเองเลย คนที่ทำธุรกิจจะรู้ว่าเวลาเริ่มทำใหม่ๆ มันลำบากมาก เราทำเองทุกอย่าง ช่วงนั้นกินข้าววันละมื้อ แล้วก็ไม่ได้คิดเรื่องการแสดงเลย เพราะคิดว่าคงไม่กลับมาทำแล้ว แต่พอกลับบ้านมา แม่ถามว่าไปตรวจไทรอยด์ไหม เพราะเราน้ำหนักลดไป 10 กิโล วันที่ไปแคสต์ซีรีส์ เราไม่พร้อมเลย เราไม่อยากดูตัวเองในกระจกเลย แต่ทีมงานให้เวลาหนึ่งเดือน บอกว่าเราต้องกลับมาเป็นเราสมัยที่เล่นใน ‘มหาลัยเที่ยงคืน’ ให้ได้ หลังจากนั้นก็บอกตัวเองว่าจะไม่ปล่อยตัวเองให้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว”

-ผู้ชายส่วนใหญ่มักมุ่งมั่นกับความสำเร็จ แล้วสำหรับเต้ล่ะ 

“เต้ว่าแต่ละวัยก็มองความสำเร็จไม่เหมือนกัน ตอนเด็กความสำเร็จคือการเป็นที่หนึ่ง ต้องชนะ แต่พอเราผ่านมาเรื่อยๆ ความสำเร็จคือการทำให้ดีที่สุดครับ ดีที่สุดในแบบที่เราเป็น การเป็นเราอาจจะไม่ได้ดีกว่าใคร แต่เราทำดีที่สุดของเราแล้ว ทำงานที่รัก ดูแลครอบครัวได้ มันกลายเป็นความพอดีมากกว่าการที่เราต้องชนะหรือไปข้างหน้าอย่างเดียว”

-ถ้าให้เรียงลำดับ อะไรมีความสำคัญสุดในช่วงนี้ 

“ในวัยผมก็คิดว่าต้องเป็นเรื่องงานกับครอบครัวครับ เพราะเราอยู่ในวัยที่มีแรงที่สุด พ่อแม่เราก็เริ่มอายุเยอะ เราอยากดูแลเขาได้ แล้วหลังจากนั้นก็แบ่งเวลาให้กับตัวเองได้รีแล็กซ์”

Photographer: Adison Rutsameeronchai

Stylist: Piphacha Vonpiankul

Writer: Pimpilai Boonjong

Photographer Assistant: Anurak Duangta

Stylist Assistant: Narawit Pengboontru

Makeup: Rinpapak Sookariyakul

Hair: Somjate Klomnoi

Videographer: Bunnarong Mafu






Other Articles