Thursday, December 1, 2022

Britney vs Spears เปิดเผยความลับตลอดเวลา 13 ปี

เรื่องราวของบริทนีย์ สเปียร์ ป็อปไอคอนเป็นที่สนใจของคนทั่วโลกมานานนับทศวรรษ แต่ในช่วงหลังๆ มานี้ ดูเหมือนประเด็นการที่เธอต้องอยู่ภายใต้การพิทักษ์ของ เจมี่ สเปียร์ ผู้เป็นพ่อจะได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ จากข้อมูลที่บริทนีย์เปิดเผย เธอปราศจาาอิสรภาพในชีวิตและการจัดการการเงิน ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ และได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสม จนกระทั่งเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา พ่อของเธอได้ยื่นเรื่องต่อศาลของยุติบทบาทการดูแลอนุบาลลูกสาวป็อปสตาร์ผู้นี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะกระแสกดดันจากสังคม และเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ศาลได้มีคำสั่งถอดผู้เป็นพ่อออกจากการเป็นผู้พิทักษ์ลูกสาวตามกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมื่อวันที่ 28 กันยายน Netflix ได้นำเสนอภาพยนตร์สารคดีความยาว 90 นาทีที่ชื่อ Britney vs  Spears ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวชีวิตที่อยู่ภายใต้การพิทักษ์และควบคุมดูแลมาตลอด 13 ปีของบริทนีย์ ภาพยนตร์ดังกล่าวกำกับโดย Erin Lee Carr ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสารคดี Framing Britney Spears ของนิวยอร์ก ไทม์ 

เมื่อถามถึงความแตกต่างของสารคดี Briteny vs Spears และ Fraiming Britney Spears ซึ่งฉายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้กำกับหญิง Erin Lee Carr ได้เผยถึงกระบวนการทำงานตลอดเวลา 2 ปีครึ่งที่ผ่านมาเกี่ยวกับประเด็นการพิทักษ์ทรัพย์และควบคุมชีวิตของบริทนีย์ และเธอต้องการสร้างภาพยนตร์แบบเต็มๆ ที่เล่าถึงเรื่องราวนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ 

ใน Briteny vs Spears ทีมสร้างภาพยนตร์ได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และกฎหมายถึงการถอดถอนการเป็นผู้พิทักษ์ของผู้เป็นพ่อ โดยมีผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งกล่าวว่า “ฉันเคยเป็นทนายให้กับหลายครอบครัวในศาล ไม่มีใครเคยชนะเลย” 

หลายคนมองว่า การพิทักษ์ “เป็นความล้มเหลวของระบบกฎหมาย” และชี้ว่าครอบครัวของบริทนีย์และการอนุบาลนี้มีแรงจูงใจเรื่องเงินอยู่เบื้องหลังในการบังคับเธอต้องทำงานและใช้ชีวิตโดยปราศจากอิสรภาพ 

ย้อนกลับถึงจุดเริ่มต้นของปัญหาที่กำเนินมาอย่างยาวนาน…. หลังจากที่บริทนีย์เข้าสู่วงการเพลงตั้งแต่อายุยังน้อยจนโด่งดังเป็นพลุแตก ด้วยชื่อเสียงที่ถาโถม คนรอบตัวที่หวังผลประโยชน์ ไปจนถึงการมีปัญหาชีวิตสมรส การหย้าร้าง และการแย่งสิทธิ์ในการดูแลลูก ทำให้บริทนีย์ต้องเข้ารับการบำบัดสุขภาพจิต นั่นเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้เจมี่ สเปียร์ พ่อของเธอยื่นคำร้องต่อศาลในปี 2008 ให้แต่งตั้งเขาเป็นผู้พิทักษ์ทรัพย์สินของลูกสาวซึ่งมีสภาพจิตใจที่ไม่มั่นคง 

และนั่นก็ทำให้ผู้เป็นพ่อเข้ามาจัดการดูแลผลประโยชน์ของบริทนีย์ และตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่างๆ ทั้งหมดแทนเธอโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา  จากแรกๆ ที่ดูเหมือนจะราบรื่นเพราะบริทนีย์กลับมาทำงานในวงการได้อีกครั้ง 

ในปี 2018 เธอเริ่มออกมาเผยว่าอยากพัก  และมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดผ่านไป 10 ปีแล้ว บริทนีย์ในวัย 35 จึงต้องอยู่ภายใต้การพิทักษ์ แต่เนื่องจากบริทนีย์เองก็ไม่เคยยื่นเรื่องร้องขอยกเลิกต่อศาล ทำให้เข้าใจว่าเธอไม่ได้มีปัญหาอะไร จนกระทั่งในปี 2019 ชายนิรนามคนหนึ่ง ส่งคลิปเสียงไปให้พอดแคสต์ BritneyGram เล่าว่า คุณพ่อได้จับบริทนีย์ส่งโรงพยาบาลจิตเวช และทำให้คนได้รู้ว่าเธอไม่มีอิสระเลย ไม่สามารถแต่งงานและมีลูกได้เพราะถูกฝังยาคุมกำเนิดไว้ในร่างกายโดยเห็นว่าเธอไม่อาจดูแลลุกได้  และเธอยังต้องทำงานหาเงินให้ครอบครัว จนนำไปสู่การออกมาเรียกร้อง #FreeBritney 

“เวลาคุณเข้าคุก คุณยังรู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ออก แต่กับสถานการณ์แบบนี้ มันไม่มีวันจบสิ้น มันเหมือนหนังเรื่อง Groundhog Day” นักร้องสาวได้กล่าวไว้ “ฉันเคยบอกทั้งโลก ว่าฉันมีความสุข ฉันโอเค แต่ความจริงแล้วฉันทุกข์ทรมาน ไม่มีความสุข และนอนไม่หลับ ฉันอยากบอกเรื่องนี้ให้คุณได้รู้ เรื่องนี้มันรุนแรงและเสียหายกับจิตใจของฉันมาก ฉันต้องการ และคิดว่าตัวเองสมควรได้รับสิทธิของตัวเองกลับคืนมา”

และเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ชีวิตนั้นได้ยุติอย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้เธอได้อิสรภาพในชีวิตตัวเองกลับคืนมา และเธอก็ได้โพสต์รูปเปลือยของตัวเองลงในอินสตาแกรม  

สำหรับใครที่อยากรู้ซึ้งถึงชีวิตเธอในช่วงเวลา 13 ปีนั้น สามารถชมได้ใน ภาพยนตร์เรื่อง Briteny vs Spears  ซึ่งบริทนีย์เองก็แชร์ภาพยนตร์ดังกล่าวลงบนอินสตาแกรม  โดยรับรู้ในความพยายามของทีมสร้าง และดีใจที “นำหลายฉากที่งดงามที่สุดของบริทนีย์มาใส่ไว้ในหนัง” 






Other Articles