Thursday, August 11, 2022

L’OFFICIEL 100: First Not Last

Sandi Collins in Chombert and André Sauzaie (R), photographed by Roland Bianchini for L’OFFICIEL in 1969

ก่อนจะถึงยุคของดาดุต อเคช, นาโอมิ สมอลส์, นาโอมิ แคมป์เบลล์ หรือแม้แต่เกรซ โจนส์ นางแบบผิวดำจำนวนหนึ่งได้ช่วยวางรากฐานที่สำคัญและทลายอุปสรรคทางด้านเชื้อชาติที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน ช่วงปลายยุค 1960s คลื่นวัฒนธรรมได้พัดไปในทิศทางใหม่ คนดังจากหลากหลายเชื้อชาติเริ่มก้าวขึ้นมามีที่ทางในสื่อต่างๆ อย่างโจเซฟีน เบเกอร์ นักเต้นและนักร้องชื่อดังของฝรั่งเศส ดังที่มีเรื่องราวลงในนิตยสารลอฟฟีเซียลหลายฉบับ อย่างไรก็ดีต้องรอจนถึงปี 1969 เมื่อนางแบบผิวดำ แซนดี คอลลินส์ ได้เริ่มทำงานเป็นนางแบบให้กับลอฟฟีเซียลโดยเฉพาะกองบรรณาธิการอยู่เป็นประจำ แม้ว่าเส้นทางอาชีพของเธอจะสร้างจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ชื่อของคอลลินส์ รวมทั้งนางแบบผิวดำรุ่นบุกเบิกทั้งหลายกลับไม่เป็นที่พูดถึงในหน้าประวัติศาสตร์แฟชั่นมากนัก 

Sandi Collins in Ungaro photographed by Roland Bianchini for L’OFFICIEL in 1969

เดือนมิถุนายน 1970 คอลลินส์สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะนางแบบที่ไม่ใช่คนผิวขาวคนแรกที่ได้ขึ้นปกลอฟฟีเซียล เธอโพสท่าสวมชุดว่ายน้ำของกูร์แรจส์ คู่กับนางแบบผิวขาวที่ไม่ได้ระบุชื่อ และถ่ายภาพโดยโรลองด์ เบียงคินี คอนทริบิวเตอร์ขาประจำ ปกของคอลลินส์ออกมาตามหลังเหตุการณ์ความไม่พอใจของชาวอเมริกัน จากการที่นิตยสารฮาร์เปอร์ส บาซาร์ลงแฟชั่นเซ็ตของนางแบบผิวดำ ดอนเยล ลูนา ในปี 1966 โดยช่างภาพเดวิด เบลี ส่งผลให้แบรนด์ต่างๆ พากันถอนโฆษณา ทั้งยังร่วมกันแบนลูนาไม่ให้ขึ้นปกนิตยสารอีกต่อไป การออกมาแบนนางแบบผู้นี้ซึ่งเป็นผลมาจากอคติทางเชื้อชาติของวิลเลียม แรนดอล์ฟ เฮิร์สต์ เจ้าของบาซาร์ ไม่เคยถูกยกเลิก และยังมีผลอยู่จนกระทั่งเธอเสียชีวิตในปี 1979 แม้ว่าการกระทำของเฮิร์สต์จะพุ่งเป้าไปที่อาชีพของลูนาก็ตาม แต่การทำเช่นนั้นถือเป็นตัวอย่างของอุปสรรคกีดกันนางแบบหลากหลายเชื้อชาติที่มีความสามารถไม่ให้มาถ่ายแบบลงนิตยสารหรือเดินแบบ แม้ว่าคนผิวดำจะสามารถทำงานเป็นนางแบบได้ แต่การเหยียดเชื้อชาติก็ยังคงเป็นตัวการขัดขวางความสำเร็จ

Sandi Collins in Courrèges and unknown model in Pierre Cardin photographed by Roland Bianchini for L’OFFICIEL in 1970

คอลลินส์ยังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยการเป็นนางแบบกูตูร์ผิวสีคนแรกๆ และเป็นนางแบบที่ไม่ใช่ผิวขาวคนแรกที่มีงานสม่ำเสมอในหน้านิตยสารลอฟฟีเซียล ดีไซเนอร์ ปาโก ราบานน์มักเลือกที่จะร่วมงานกับคอลลินส์ ทำให้เธอเป็นภาพจำของเทรนด์แฟชั่นม้อดปลายยุค 1960s ถึงช่วงต้นยุค 1970s และด้วยความสามารถในการช่วยส่งเสริมให้งานดีไซน์มีชีวิตชีวาขึ้น คอลลินส์จึงเป็นตัวแทนของแฟชั่นยุคนั้น และยังเป็นนางแบบคนสำคัญบนรันเวย์ รวมทั้งในแฟชั่นเซ็ตตามหน้านิตยสารด้วย 

บทบาทของคอลลินส์ในฐานะนางแบบผิวดำผู้ทำลายกฎเกณฑ์ไม่ได้เป็นที่กังขา แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึง ในขณะที่ลูนาซึ่งเป็นเพื่อนร่วมยุคสมัยกลับเป็นที่จดจำในฐานะหนึ่งในนางแบบกูตูร์ผิวดำคนแรกๆ ต้องอธิบายก่อนว่าในยุคนั้นการใส่เครดิตชื่อนางแบบตามหน้านิตยสารยังไม่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ จึงทำให้ผลงานของเธอไม่เป็นที่รับรู้ กระทั่งคอลลินส์กลายมาเป็นที่รู้จักในหมู่คนรักนิตยสารวินเทจ และมักถูกจำผิดว่าเป็นไดอานา รอสส์ ซึ่งเธอเองก็รู้สึกปลื้มใจ แต่ขณะเดียวกันก็อยากให้คนยอมรับตัวเธอจริงๆ ผ่านผลงานของเธอ

คอลลินส์ประสบความสำเร็จในการทำงานร่วมกับนิตยสารฝรั่งเศสมากมาย รวมทั้งกูตูริเยร์ชาวฝรั่งเศส เธอย้ายกลับมาอยู่ที่ปารีสในปี 1966 เนื่องจากการเหยียดผิวในอเมริกา การย้ายข้ามมหาสมุทรมาที่นี่ก็ทำให้เธอต้องใช้ความพยายามอย่างหนักและการต่อสู้นานสี่ปีในฐานะนางแบบกูตูร์ผิวดำ ก่อนจะได้ถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสารลอฟฟีเซียล แต่คอลลินส์ก็ไม่ใช่นางแบบผิวดำคนเดียวที่ตัดสินใจจากอเมริกาเพื่อมาทำงานในดินแดนที่เปิดกว้างมากกว่า แพท คลีฟแลนด์ หนึ่งในนางแบบผิวดำชื่อดังในยุคนั้นก็เลือกที่จะบอกลาอเมริกามายังปารีสในปี 1971 เนื่องจากนิตยสารอเมริกันไม่ยอมให้นางแบบผิวดำขึ้นปก และเมื่อย้ายมาเธอก็ได้สวมโค้ตเฟอร์ของคริสเตียน ดิออร์ ขึ้นปกลอฟฟีเซียลในเดือนกันยายนปี 1971 ทำให้เธอได้ชื่อว่าเป็นนางแบบผิวดำคนที่สองที่ได้ขึ้นปกต่อจากคอลลินส์ และเป็นนางแบบผิวดำคนแรกที่ได้ขึ้นปกเดี่ยว นอกจากเธอจะโดดเด่นครองรันเวย์แฟชั่นของปารีสแล้ว คลีฟแลนด์ยังเป็นเพื่อนกับแอนดี วอร์ฮอล และแฮงก์เอาต์กับคนในแวดวงครีเอทีฟ รวมถึงนางแบบอย่างอันโตนิโอ โลเปซ และดอนนา จอร์แดน 

จากนั้นนางแบบผิวดำจำนวนมากก็ก้าวตามเข้ามา ในช่วงปลายยุค 1970s-1980s โมนีค-อองตวน โอโรสเมน หรือที่รู้จักในชื่อ มูเนีย นางแบบชาวมาร์ตินีก ได้เริ่มทำงานเป็นนางแบบโอตกูตูร์ระดับท็อป และยังเป็นมิวส์ผิวดำคนแรกให้กับอีฟส์ แซงต์ โลรองต์ ตลอดชีวิตการทำงานเธอมีส่วนช่วยสร้างโมเมนต์ที่น่าจดจำให้แก่ดีไซเนอร์ผู้นี้ไม่น้อย โดยได้รับเสียงปรบมือกึกก้องเมื่อเธอเดินออกมาบนรันเวย์โชว์คอลเลกชั่น Broadway Suit ในปี 1978 ในหน้านิตยสารลอฟฟีเซียลปี 1980 ซึ่งถ่ายภาพโดยเบียงคินี มูเนียได้เลือกไอเท็มชิ้นโปรดของเธอจากคอลเลกชั่นล่าสุดของแซงต์ โลรองต์ เธอสวมสเปนเซอร์แจ๊กเก็ตคลาสสิก และโพสท่าสวมซิการ์ ซึ่งภาพนั้นได้กลายเป็นตัวแทนของความสง่างามในยุคนั้นไปโดยปริยาย 

อมาเลีย เวเรลลี คืออีกหนึ่งในแก๊งนางแบบของแซงต์ โลรองต์ ซึ่งมาถ่ายแบบให้กับลอฟฟีเซียลตลอดอาชีพอันรุ่งโรจน์ของเธอ เวเรลลีมาจากประเทศโซมาเลีย มีคนเจอเธอที่ฟลอร์เต้นรำในดิสโก้แห่งหนึ่งในปารีสตอนอายุได้ 21 ปี ก่อนที่เธอจะได้เดินแบบให้กับคอลเลกชั่นต่างๆ ของแซงต์ โลรองต์ในช่วงยุค 1980s เธอยกเครดิตให้ดีไซเนอร์คนเก่งที่ช่วยสอนให้เธอเข้าใจการจับวัสดุที่แตกต่างมามิกซ์กัน ซึ่งเป็นทักษะที่มีประโยชน์เมื่อเธอเริ่มงานครีเอทีฟให้กับโลกจิวเวลรี่ เวเรลลียังคงทำงานนางแบบ โดยเมื่อไม่นานมานี้ได้เป็นแบบร่วมกับลูกชายของเธอในแคมเปญของแบรนด์มารีน แซร์ ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและความเก๋แบบไม่ต้องพยายาม เธอจึงได้ขึ้นปกลอฟฟีเซียล อิตาเลีย ฉบับฤดูใบไม้ผลิ 2021 

ถือเป็นภารกิจสำคัญที่วงการแฟชั่นต้องสานต่อเพื่อต่อสู้กับการเหยียดเชื้อชาติที่ฝังตัวอยู่ในระบบ ให้นางแบบและดีไซเนอร์ผิวดำได้มีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมคอมมิวนิตี้ชาวผิวดำ การออกข้อบังคับว่าต้องมีนางแบบผิวดำในนิตยสารและรันเวย์นับได้ว่าเป็นการท้าทายขนบที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน และนำไปสู่การเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิด ‘การมีส่วนร่วม’ ของทุกฝ่ายในโลกแฟชั่นและอื่นๆ ตามมา

ในขณะที่นางแบบผิวดำในยุคปัจจุบันกำลังพยายามทลายกำแพงและสร้างความเปลี่ยนแปลง การตีแผ่เรื่องราวของบุคคลซึ่งเป็นผู้วางรากฐานให้เป็นที่ประจักษ์ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน ขณะที่คลีฟแลนด์ เวเรลลี รวมทั้งซูเปอร์โมเดลอย่างอิมานยังคงทำงานนางแบบต่อหลังจากผ่านยุค 1980s คอลลินส์ได้ก้าวลงจากรันเวย์กูตูร์ในปารีส ทำให้น้อยคนนักที่จะได้รับรู้ถึงอิทธิพลที่เธอสร้างไว้ คอลลินส์ซึ่งปัจจุบันอายุ 78 ปี และออกจากวงการนางแบบมานานแล้วตอบกลับมาประโยคเดียว เมื่อเราขอให้เธอย้อนนึกถึงการทำงานของเธอในอดีต “การทำงานกับลอฟฟีเซียล ปารีส และช่างภาพของคุณทำให้ฉันคิดถึงคำหนึ่งคำขึ้นมา นั่นคือคำว่า… ชอบธรรม”

Other Articles