Monday, October 25, 2021

เสน่ห์ตามแบบฉบับ Kimberley ตัวแทนของความรักความสดใส

นักแสดงสาวเบอร์ต้นคนนี้ เราคุ้นหน้าค่าตาเธอดีจากผลงานที่ผ่านสู่สายตามาแล้วมากมายตลอดระยะเวลา 10 ปี แต่นอกจากฝีมือทางการแสดงที่ไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความ คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส หญิงสาววัย 29 ยังเป็นคนมีเสน่ห์​ อารมณ์ดี และหัวเราะง่ายมาก เชื่อว่าใครได้อยู่ใกล้ ได้รู้จัก หรือได้ทำงานกับเธอคงจะมีความสุขมากๆ เป็นแน่ อย่างในวันถ่ายแฟชั่นขึ้นปกลอฟฟีเซียล ฉบับเดือนกรกฎาคมครั้งนี้ เธอคือตัวแทนของความรักความสดใส เข้ากับคอลเลกชั่น Dioramour อย่างมากเลยเชียวล่ะ 

-ช่วงนี้มีเวลาอยู่บ้านเยอะขึ้น ชอบทำอะไร 

“ออกกำลังกาย เล่นกับหมา แล้วก็ปลูกกุหลาบ เพราะคิมชอบดอกไม้ มีพี่คนหนึ่งที่เขาปลูก เขาก็เลยสอน แล้วก็สนใจเรื่องสุขภาพ ชอบเข้าไปดูเว็บของคอร์ตนีย์ คาร์เดเชียนทุกเช้า จะดูแลตัวเองยังไง แล้วก็แชร์ให้คนอื่น ว่ากินอะไร ออกกำลังยังไง คงเพราะโควิดด้วยมันทำให้เราสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น”

-คิมเป็นลูกครึ่งเยอรมัน แต่พูดไทยได้ชัดมากเพราะย้ายกลับมาโตที่ไทย แล้วมีส่วนไหนในตัวที่บ่งบอกว่าเรามีเชื้อสายเยอรมันไหม

“คือคุณพ่อคิมเป็นคนชาตินิยมมาก (หัวเราะ) แต่พอมาอยู่เมืองไทย ไม่รู้อะไรดลบันดาลใจให้คุณพ่อสอนมารยาทแบบไทยให้เรา แต่ความเป็นเยอรมัน มันเป็นเรื่องความเป๊ะ ความตรงต่อเวลา เพอร์เฟ็กชั่นนิสต์ ซึ่งคิมก็ติดมา แต่บอกตรงๆ มันไม่ได้เป็นข้อดีทุกอย่างนะ (หัวเราะ) เพราะบางทีมันก็ทำให้รับไม่ได้กับความผิดพลาด ตอนเด็กๆ พ่อคิมจะสอนว่า ห้ามพูดว่า no ให้พูดว่า yes อย่างเดียว เขาจะไม่ชอบได้ยินคำว่า no เลย มันเป็นเหมือนกฏในบ้านว่าไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้” 

-ซึ่งในชีวิตจริง มันก็ย่อมมีบ้าง 

“ใช่ มันมี (หัวเราะ) เป็นข้อเสียที่ทำให้เรารับไม่ได้ในบางอย่าง แต่มันเหมือนกับว่าให้เราได้พยายามก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากัน”

-มีใครเป็นเมนเทอร์หรือมีอิทธิพลต่อมุมมองความคิดของคิมไหมคะ

“พี่แอน ทองประสมค่ะ เป็นไอดอลเรามาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว พอได้ใกล้ชิดและสนิทจริงๆ พี่แอนให้ข้อคิดเราหลายๆ อย่าง (พี่แอนต่างจากภาพที่คิดไว้ตอนเด็กๆ ไหมคะ?) ก็ต่างนะคะ (หัวเราะ) เราไม่คิดว่าพี่แอนจะมีมุมดุเหมือนกัน เราโดนมาแล้ว (หัวเราะ) พี่แอนเป็นคนที่อยู่ในช่วงที่เราแย่ที่สุด ตอนที่คุณพ่อเสีย เขาเป็นคนแรกที่มาโรงพยาบาล มาอยู่ข้างๆ เรา เราจำได้แม่นเลย เวลามีอะไรก็จะคอยให้กำลังใจ แต่พี่แอนไม่ได้เป็นคนที่เข้าข้างเรานะ ถ้าเราผิด เขาก็บอกว่าเราผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่คิมรักในตัวพี่แอน”

-คิดว่าการได้ออกจากบ้านไปทำงาน มีส่วนเติมเต็มชีวิตเราไหม

“มันก็เป็นช่วงๆ อะนะถ้าพูดตามตรง (หัวเราะ) แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วเวลาไปทำงาน เรามีความสุขมาก ได้เจอทุกๆ คน ได้พูดคุยสนุกๆ แล้วก็ได้ทำผลงานที่ไม่เหมือนกันเลยในแต่ละวัน อย่างแฟชั่นวันนี้ เราเองก็ยังไม่เคยมาถ่ายที่นี่ ได้เห็นรูปสวยๆ ก็มีความสุขอีกแบบ”

-คิมอยู่วงการบันเทิงมา 10 ปีแล้ว ได้อะไรจากวงการนี้บ้าง 

“คิมว่าคิมโตขึ้นเยอะมากๆ จะเรียกว่าโตกว่าคนในวัยเดียวกันกับเราก็ได้ เพราะเราเข้าวงการตั้งแต่อายุ 17 ช่วงชีวิตวัยรุ่นของเราก็ค่อนข้างหายไปเยอะเพราะต้องทำงาน แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี เพราะสิ่งที่เราทำมันคือความฝันของเราอยู่แล้ว นั่นคือการเป็นนักแสดง แล้วก็ไม่คิดว่าเราขาดอะไร แล้วการได้ทำตรงนี้มันก็เป็นความสุข และสนุก แล้วก็ยังสร้างวินัยให้เราด้วย” 

-จากบทบาทต่างๆ ที่เคยได้รับมา บทไหนยังอยู่ในใจจนทุกวันนี้ 

“ทุกเรื่องเลยค่ะ แต่เรื่องแรกอาจจะรู้สึกพิเศษหน่อย เรื่อง ‘สี่หัวใจแห่งขุนเขา’ มันเป็นเรื่องแรกในชีวิต ไม่เคยคิดว่าจู่ๆ จะได้มาเป็นนางเอกของช่องเลย เคยคิดว่าเราน่าจะได้สตาร์ทจากเล็กๆ ไม่ได้คิดว่ามาแคสต์แล้วจะได้เลย แล้วมันก็เป็นมาสเตอร์พีซที่ทำให้คนจดจำเรา รู้สึกดีใจว่าสิ่งที่เราได้ไม่ใช่แค่อาชีพที่เรารัก แต่ยังได้เพื่อนที่เป็นเหมือนกับครอบครัวด้วย”

-ทุกวันนี้คิมมองหาอะไรจากบทที่มีคนเสนอเข้ามา

“คิดว่าน่าจะเหมือนนักแสดงทุกคนที่เลือกบทที่ไม่เคยแสดง ยิ่งเราโตเราก็ยิ่งอยากได้บทที่มันชาเลนจ์เรามากขึ้น เพื่อที่เราจะได้ประสบการณ์ใหม่ ได้เรียนรู้ ได้เติบโต อย่างเรื่องล่าสุด ‘สองเสน่หา’ ก็คือได้แสดงเป็นแฝด และเล่นบทร้ายเป็นเรื่องแรก เราก็เล่นมาแทบจะทุกบท ก็มีบทแฝดที่ยังไม่เคยเล่น ชีวิตหนึ่งจะมีบทแบบนี้ได้กี่ครั้ง แล้วก็เป็นแฝดที่มีคาแร็กเตอร์ต่างกันไปเลย ปกติเราจะทำการบ้านกับคาแร็กเตอร์เดียว เราก็ต้องทุ่มไปเลย แต่เรื่องนี้ต้องทำการบ้านสองตัวละคร ต้องจดจำเรื่องราวของทั้งคู่ซึ่งก็ถ่ายไม่ต่อเนื่องกัน แล้วยังมีการถ่ายกับกรีนสกรีน มันเลยเป็นบทที่ท้าทายมากๆ ค่ะ”

-แสดงบทร้ายครั้งแรกเป็นอย่างไร ต้องใช้อะไรในการแสดงบ้าง

“คิมว่าบทร้ายเป็นอะไรที่ยากมากกกกก ยากกว่าดราม่าอีก เราต้องใช้พลังงาน..ตั้งแต่ตาตุ่มขึ้นมาเลย (หัวเราะ) ตอนแรกๆ ผู้กำกับบอกว่าสายตาคิมไม่ร้าย ทำยังไงก็ไม่ร้าย เราต้องทำยังไงให้ตาเราร้ายทั้งที่ในใจก็คิดให้ร้ายมากๆ แล้ว เลยต้องทำการบ้านหนักมาก ให้อินเนอร์เราร้าย ก็มาจบตรงที่ว่าอินเนอร์เราต้องด่าในใจตลอดเวลา แล้วสายตามันจะออกมาเอง…”

-เรารักตัวร้ายนี้ลงไหม

“คิมรักเขานะ เพราะเราทำการบ้านกับเขาเยอะ แต่ไม่ว่าจะทำการบ้านขนาดไหน เราก็ไปไม่ถึงเขาสักที เขาเป็นคนที่น่าสงสาร มีปม แล้วเอามาเป็นปัญหาทับถม ไม่มองด้านบวก กว่าจะสร้างคาแร็กเตอร์นี้ขึ้นมามันดาร์กมาก มันพาเราไปอยู่ในจุดที่เราไม่คิดจะไปอยู่หรือโมเมนต์นั้นได้”

-มีอะไรที่อยากจะลองอีกไหม

“มีเยอะเลยนะ อย่างหนังที่ยังไม่เคยเล่น ก็รอบทที่ใช่ (ต้องเป็นบทแบบไหน?) จริงๆ อะไรก็ได้นะ แต่อาจจะไม่ถนัดแบบผี (หัวเราะ)”

-ที่เขาบอกว่าหนังหรือละครมันสะท้อนความเป็นมนุษย์ สำหรับคิมซึ่งเป็นนักแสดง มันทำให้คิมเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองบ้าง

“มันสอนให้เราคิดทันความคิดตัวเอง อย่างเมื่อก่อนเราอาจคิดอะไรแล้วทำไปเลย แต่พอมาเป็นนักแสดง เหตุการณ์ต่างๆ เป็นเหมือนวัตถุดิบ อย่างเวลาที่เราเสียใจจริงๆ เราก็ต้องเก็บแล้วว่าโมเมนต์นี้เราเป็นแบบนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างในการแสดง มันสอนให้เราคิดและทบทวนความคิด ทำให้เราจัดการกับตัวเองได้ดีขึ้นด้วย”

-เคยมีออกกองแล้วฟีลลิ่งไม่พร้อมไหม แล้วจัดการตัวเองอย่างไร

“ก็เคยนะคะ จะเรียกว่าหมดไฟเหรอ ก็ไม่เชิงอย่างนั้น แต่มันเหมือนกับว่าบางทีเราเล่นไม่เป็น ถ้าเรารู้ตัวว่าเราเป็นอย่างนั้นปุ๊บ คิวต่อไปเราจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกเลย ก็รีบกลับไปทำการบ้านให้มากขึ้น ดูหนังหาแรงบันดาลใจมากขึ้น”

-คิมมองอนาคตในวงการนี้อย่างไร

“ช่วงต้นปีที่ผ่านมาเรายังคิดว่าอยากจะเป็นนักแสดงไปเรื่อยๆ จนแก่ เพราะเป็นอาชีพที่เราฝัน แต่พอตอนนี้เราได้มีเวลาคิด เรารู้สึกว่าเราอยากเติบโต อยากลองทำอะไร อย่างเช่นเบื้องหลัง เพราะก็คิดว่าถ้าเราไปทำอย่างอื่น เราจะรอดไหมนะ (หัวเราะ) แต่ว่าก็ยังให้เป็นเรื่องของอนาคตไป” 

-มาที่เรื่องความรัก คิมคบกับหมากมา 7 ปีแล้ว รู้ใจกันทุกเรื่องเลยไหม

“ตอนนี้แทบไม่ต้องพูดอะไรกันเลย แค่มองตากันก็รู้แล้วว่าต่างคนต่างคิดอะไร เราสามารถแปลสิ่งที่เขาคิดออกมาได้ ซึ่งมันก็ยากเหมือนกันนะกว่าจะมาถึงตรงนี้ เรารู้สึกว่าเราได้เพื่อนที่เราสนิทที่สุดในชีวิตแล้ว ที่ผ่านมามันก็มีทั้ง ups and downs แต่ก็อยู่ที่เราสองคนว่าพร้อมที่จะบาลานซ์ให้มันอยู่ตรงกลางหรือเปล่า เราอาจจะเป็นตัวเองสุดๆ เวลาอยู่กับเขา เขาเป็นตัวเองสุดๆ เวลาอยู่กับเรา แล้วเมื่อเราอยู่ด้วยกัน จะทำยังไงให้เราทั้งคู่แฮปปี้ไปด้วยกัน ก็ต้องมาบาลานซ์”

-หมากทำให้คิมเปลี่ยนไปในเรื่องไหนบ้าง 

“เขาเป็นคนไม่คิดเล็กคิดน้อยเลย เราเป็นผู้หญิงก็จะจุกจิกคิดนั่นนี่ เขาก็จะแบบ ‘ช่างมันเถอะ มันกลับไปแก้ไม่ได้ ปล่อยวาง’ ซึ่งก็จริง ในเมื่ออะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด เขาเป็นคนที่โพสิทีฟมาก”

-เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาทำให้เราประทับใจล่ะ

“เยอะมากกก ช่วงเวลาที่เราได้ใช้ร่วมกัน เมื่อก่อนเราอาจไม่ได้มีเวลาเยอะขนาดนี้นะ มันแฮปปี้ที่ได้เรียนรู้กันและกันมากขึ้น คิดว่าทุกอย่างมันลงตัว เขาเป็นคนที่ให้เราก่อน จะไม่นึกถึงตัวเขาเองก่อน อย่างเวลาสั่งอาหาร เขาก็จะแกะให้เรา มันเป็นความน่ารักเล็กๆ น้อยๆ ส่วนเราก็แกะให้เขาแล้วก็สลับกัน (หัวเราะเขินมาก) ขวดน้ำก็เปิดให้ ทั้งที่เราก็เปิดเองได้”

-คิดว่าความรักมีพลังพิเศษไหม 

“มันเป็นเอเนอร์จีบวก คิดว่าการเดินทางของชีวิตคิม ความรักมาในอันดับต้นๆ เลย”

-พูดถึงสไตล์ของคิมบ้าง ตั้งแต่เข้าวงการจนถึงตอนนี้มีวิวัฒนาการไปอย่างไร  

“สไตล์คิมไม่ถึงกับเปลี่ยน อาจจะแค่โตขึ้น คิมชอบสีแบบมินิมอลอยู่แล้ว สีเบจ สีขาว สีน้ำตาล จะออกแนว less is more แล้วก็ comfortable บางครั้งก็อาจจะลองอะไรใหม่ๆ บ้าง แต่สุดท้ายจะกลับมาที่ comfortable อย่างเสื้อผ้าของ Dioramour ที่ใส่ถ่ายวันนี้คือชอบทุกลุคเลย เพราะว่าใส่ได้จริง” 

-แล้วชอบช็อปปิ้งอะไรบ้าง

“เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ทุกวันนี้คือล้นตู้แล้ว มีกำจัดออกไปบ้าง แต่ไม่หมดสักที”

-คริสเตียน ดิออร์เคยพูดไว้ว่า “No fashion is ever a success unless it issued as a form of seduction” ส่วนตัวคิมมองเรื่องแฟชั่นกับ seduction อย่างไร 

“คิดว่า seduce ตัวเองก่อนไหม (หัวเราะ) ให้ตัวเองรู้สึกมั่นใจก่อน พอเรามั่นใจมันก็จะมีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้คนอื่นรู้สึกได้ว่า she loves what she wears, she’s comfortable of what she wears คนก็อาจจะเริ่มสนใจเราจากตรงนั้น”

-มุมมองเฟมินิสต์ในแบบของคิมเป็นอย่างไร

“คิมว่าผู้หญิงทุกคนเป็นเพศที่ unstoppable ถ้าอยากจะทำอะไรก็ทำได้ ทำอาชีพอะไรก็ทำได้ แล้วคิมก็ชอบในเรื่องของพลังหญิงและส่งเสริมกัน คิมชอบมากเลยที่ได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งชมผู้หญิงอีกคน มากว่าการนินทากัน คิมชอบผู้หญิงเก่ง อย่างล่าสุดก็ดูมิเชล โอบามา เขาเป็นคนเก่งมาก”

-แล้วเราคิดว่าเราต้องเป็นผู้หญิงเก่งไหม

“คิดว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิงที่เก่งทุกอย่างก็ได้ เราอ่อนแอได้ แต่ควรรู้สึกขอบคุณ รู้สึกรักในสิ่งที่ตัวเองมี ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น”

-ปีหน้าก็จะ 30 แล้ว ถ้าย้อนกลับไปเปลี่ยนอะไรในวัย 20s ได้ อยากเปลี่ยนอะไรไหม

“ไม่คิดอยากเปลี่ยนอะไรเลยค่ะ เราผ่านมาได้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว เป็นช่วงวัยที่ tough มาก ทั้งการงาน ความสูญเสีย คิดว่าโหดมากสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง ส่วนปีหน้าจะ 30 (หัวเราะ) ก็คิดว่าน่าจะดีค่ะ ก็ขอ think positive ไว้ก่อน”

All Clothes: DIOR

Photographer: Napat Gunkham

Fashion Editor: Watcharachai Nun-ngam

Model: Kimberley Anne Woltemas

Makeup: And Soon

Hair: JCreef

Photo Assistants: Anan Eiammee, Nuntanat Akaraphongkarn, Similan Prangprasert

Stylist Assistant: Thitaree Trisiritanyagorn

Other Articles