Sunday, November 27, 2022

สนทนาภาษา ‘สิ่งแวดล้อม’ กับครูสอนภาษาอังกฤษ ลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์

คณาธิป สุนทรรักษ์ หรือพี่ลูกกอล์ฟ ครูลูกกอล์ฟ ผู้ก่อตั้ง Angkriz สถาบันสอนภาษาอังกฤษที่เชื่อว่าทัศนคติที่ดีบวกกับความหลงใหลทางภาษา เท่ากับความรู้ที่ไร้ขีดจำกัด นอกเหนือจากการสอนเขายังแบ่งเวลาไปทำโปรเจ็กต์ด้านสิ่งแวดล้อม ‘Little Big Green’ ร่วมกับเชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ โดยหวังให้คนในสังคมมีวิถีชีวิตแบบกรีนเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี ภายใต้คอนเซ็ปต์ As Green As You Can ไลฟ์สไตล์ที่เราทุกคนสามารถทำได้ จะกรีนมากหรือกรีนน้อยแค่ไหนก็สุดแท้แต่ ‘ใจ’ ของเรา

            ไลฟ์สไตล์ชีวิตประจำวันของเขา คนสนิทชิดใกล้คงรับรู้และคุ้นชินว่าลูกกอล์ฟอินกับเรื่องนี้มาก ส่วนคนที่สงสัยว่าทำไมลูกกอล์ฟผู้เปรี้ยวซ่าในบางเวลาคนนี้ถึงได้สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมนักหนา เขาอินจัดขนาดไหน และนานเท่าไรแล้ว เรามีเวลาได้พูดคุยกัน หากเปรียบเป็นการสอนก็ใช้เวลา 1 คาบพอดี นี่คือวิชาที่เราได้เนื้อหาเข้มข้น พ่วงแถมด้วยมุมมองอันทะลุปรุโปร่งของเขาที่มีมานานภายใต้ความสนใจและตามติดเรื่องนี้อย่างเอาจริงมาร่วมสิบกว่าปี

เริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เมื่อไรคะ

“ก่อนเป็น Little Big Green และร่วมงานกับพี่เชอรี่ ลูกกอล์ฟก็เหมือนคนทั่วไปที่ไม่ได้ตระหนักอะไรเท่าไร ด้วยความที่คบกับแฟนมาพักใหญ่ 12 ปีแล้ว แฟนลูกกอล์ฟเป็นแก๊งกรีนพีซที่ชอบพูดเรื่องประเด็นของสิ่งแวดล้อม และ climate change มันคงมีอิทธิพลเยอะเหมือนกัน เอาเรื่องของเรานะ เรารู้สึกว่าขยะมันเยอะมาก โดยเฉพาะขยะพลาติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ลูกกอล์ฟเริ่มจากไลฟ์สไตล์ง่ายๆ ของตัวเองก่อน พยายามตัด single-use plastic ที่ไม่จำเป็น เช่น หลอด ถุงพลาสติก พวกที่มาปุ๊บแล้วยังไม่ได้ทำหน้าที่ในการเป็นพลาสติกของมันเลย แล้วเราก็ทิ้งไปแล้ว

ลูกกอล์ฟเชื่อว่าคนที่เริ่มจะกรีน เริ่มจะมีเฉดเป็นสีเขียวนิดหนึ่ง บางทีมันก็จะเขียวไปเอง เหมือนเวลาเราไปคุยกับพวกที่อยู่ในแวดวงนี้ มันก็เริ่มจากอะไรที่เป็นต้นกล้าอะเนอะ แล้วมันก็เริ่มเห็นไปเองว่าต้องเป็นทางนี้จริงๆ ถ้าอยากให้โลกใบนี้มันอยู่ได้ แล้วทีนี้มันก็ลามไปเองจนเกิดเป็น Little Big Green ที่เราไปร่วมมือกับพี่เชอรี่ รู้สึกว่าคนที่เดินทางเดียวกัน เชื่อแบบเดียวกัน เราก็รวมกันไว้ดีกว่า ประมาณนั้น”

ทุกวันนี้ต้องพกอะไรติดตัวบ้าง แชร์ไลฟ์สไตล์ของคุณให้ทราบหน่อย

“เรามีกล่องซิลิโคนเล็กๆ เอนกประสงค์มากเลย เอาไว้ใส่เวลาไปซื้อลูกชิ้น ขนมโตเกียว แล้วเราจะพกปิ่นโต พยายามให้คนใส่เสื้อผ้าซ้ำ ปกติเราไม่กินอาหารเหลืออยู่แล้ว ตอนนี้ก็เป็นมังสวิรัติเต็มร้อย ไม่อยากบริโภคเนื้อสัตว์แล้วเพราะอุตสาหกรรมนี้มันส่งผลกระทบต่อโลก จริงๆ ก็เกือบทุกอุตสาหกรรมแหละ เราเลยต้องระวังมากขึ้น อันไหนดีและเราทำได้ก็ทำ อย่างเรื่องของฟาสต์แฟชั่น (Fast Fashion) เข้าไปดูในไอจีก็ได้ ลูกกอล์ฟตั้งแฮชแท็ก #Wearวนไป พยายามให้เห็นว่าเอาชุดเก่าๆ มามิกซ์แอนด์แมตช์ สำหรับคนที่มีเสื้อผ้าเยอะอย่างลูกกอล์ฟนะ ใช้ซ้ำได้แล้ว วนไปซะ อะไรแบบนี้

ชีวิตลูกกอล์ฟมี planning ตลอด มีคนถามว่าลืมถุงบ้างไหม เราไม่เคยลืมเพราะรู้อยู่แล้วว่าวันนี้ออกจากบ้านจนถึงจบวันต้องพกอะไรบ้าง เพราะว่าเราไม่ได้เลือกความสะดวกแล้ว ลูกกอล์ฟเป็นคนมีวินัยกับทุกอย่างในชีวิต แต่เราเข้าใจบางคนนะที่อาจจะทำลำบาก อย่างเราพกขวดน้ำได้เพราะว่าออฟฟิศมีที่เติมน้ำ อย่างแรกเราต้องดูก่อนว่าเราทำได้แค่ไหน เราพกปิ่นโตได้เพราะเป็นขนาดที่เราถือแล้วถนัด เราพกปิ่นโตได้เพราะเราไม่กินอาหารที่เป็นน้ำหรือซุป เราจะแพลนแม้กระทั่งอาหารที่กิน แพลนภาพในปิ่นโตว่าวันนี้จะกินได้แค่ข้าวผัด ไข่เจียว เราเป็นคนอย่างนั้นแทบทุกมิติของชีวิต เช่น วันนี้จะคิดในหัวแล้วว่าพรุ่งนี้ใส่ชุดอะไร จะมิกซ์แอนด์แมตช์อะไร”

แล้วถ้าวันไหนอยากกินแกง แต่ปิ่นโตของเราไม่เอื้ออำนวยล่ะ

“นั่งกินที่ร้านค่ะ อยากกินเย็นตาโฟก็นั่งกินที่ร้านได้ ถ้าเราพูดถึงการแก้ปัญหาขยะ แล้วเอาโควิดออกไปก่อน ตอนลูกกอล์ฟกินกาแฟ เราจะชอบนั่งกินที่ร้านแล้วใช้แก้ว mug ของเขา เราก็มีความสุขกับการได้นั่ง 15 นาทีที่ร้านได้ กลายเป็นเวลาที่มีค่ามาก ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยตระหนัก บางทีนั่งกินที่ร้านด้วยแก้ว take away ก็มี ถ้าเป็นเมืองนอกเขาจะไม่ให้ใช้แก้ว take away ในร้านเลยนะ ในความเป็นจริงร้านกาแฟทุกร้านที่เป็นร้านดีๆ แก้ว mug จะวางคว่ำสวยๆ อยู่ข้างบนซึ่งเขาล้างด้วยความร้อนมาอย่างดี”

ไม่คิดว่าคุณจะดำดิ่งจริงจังมากขนาดนี้

“เนี่ยพอเริ่มทำก็แน่นอนแหละว่าเราเข้าไปสู่โลกนี้มากขึ้น เข้าไปหาข้อมูลมากขึ้น เราอ่านมากขึ้นจริงๆ แล้วเราก็ไปเจอข้อมูลความจริงอย่างหนึ่งว่า การแก้ปัญหาขยะของโลกใบนี้ ถ้าเราอ้างอิงจากสารคดี The Story of Plastic เขาพูดว่าการที่เราแก้ปัญหาโดยภาคประชาชนมันเหมือนการที่เราทุกคนเอาช้อนชาตักน้ำออกจากอ่าง แต่ก๊อกน้ำไม่เคยปิด ในหนังสารคดีเรื่องนี้เขาให้เหตุว่ามันก็เลยไม่เวิร์ก เพราะก๊อกน้ำเปรียบเสมือนพวกบริษัทใหญ่ทั่วโลกที่สร้างขยะเยอะมาก ซึ่งก็มีไม่กี่เจ้าที่เป็นผู้ที่ต้องรับชอบต่อขยะที่ตัวเองสร้างขึ้น

นึกภาพออกไหมฮะ ถ้าเอกชนไม่ได้มีทางเลือกให้ผู้บริโภค แล้วบวกกับรัฐบาล ‘ทั่วโลก’ ไม่ได้มีนโยบายเป็นหนึ่งเดียวพอที่จะจัดการปัญหาขยะ มันก็เหมือนประชาชนทั่วโลกกำลังเอาช้อนชาตักน้ำอยู่ มันไม่มีทางหมดหรอก แล้วเนี่ยเราเก็บขยะชายหาดมาไม่รู้กี่ปีแล้วมันก็ไม่หมด เดี๋ยววันหนึ่งทะเลก็อ้วกกลับมาตลอด เป็นไปไม่ได้ถ้าจะพูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยไม่พูดถึงการเมือง การเมืองโลกนะคะ ทำไมน้องเกรตา ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) ถึงมาพูดถึงการเมือง เพราะเขาไม่ได้มาพูดเลเวลของหลอด หรือพกถุงผ้า ใช้ปิ่นโต เพราะเลเวลนั้นมันคือช้อนชา เขากำลังยุ่งกับบริษัทใหญ่ๆ ที่ผลิตขยะโดยไม่มีทางเลือกให้เรา อันนี้เรามองสเกลใหญ่นะ พอเราเข้าสู่ตรงนี้มันยากมากที่เราจะไม่พูดถึงนโยบายรัฐบาลของแต่ละประเทศ ไม่งั้นมันก็คือการที่เราแค่มาบอกทุกคนว่า เอ้า! มาช่วยกันตักน้ำค่ะ”

คุณตั้งใจว่าจะยังใช้ช้อนชาตักน้ำไปเรื่อยๆ

“ต้องทำๆ (ย้ำจริงจัง) แค่ให้คนมาช่วยตักน้ำยังไม่พอเลยเพราะเขาไม่อิน คือคนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าพลาสติกเนี่ยมันไม่ได้ถูกสร้างมาเป็น single-use แต่มันถูกสร้างมาให้อยู่ได้ 300-400 ปี เพราะเขามองว่าพลาสติกมัน precious มันคุ้มค่า มันถูกสร้างมาให้ใช้ทน แล้วการใช้ทนของมันเลยเป็นปัญหาไง แต่เราก็ใช้แล้วทิ้งมันไปเลยในหลายๆ กรณี หรือคนลืมไปแล้วว่าถุงผ้าไม่ได้เป็นแฟชั่นนะ คือมีใบเดียวพอแล้ว แต่ก็ไปทำถุงผ้าออกมาเป็นแฟชั่น แล้วเราก็เอาถุงผ้านั้นไปห่อด้วยพลาสติกอีกชั้นเพื่อวางขาย หรือเราจัดแคมเปญรักษ์โลกโดยลืมมองไปว่าความยั่งยืนคือการใช้สิ่งที่เรามี เช่น เราจัดงานรักษ์โลก เราไม่ต้องสร้างเก้าอี้ใหม่ก็ได้ คือถ้าไม่มีก็ไปยืม หรือไม่ต้องทำแบนเนอร์ที่จะเป็นขยะไหม เพราะตอนนี้ดิจิตัลทำได้หมดแล้ว หรือว่าไม่ต้องมีการยิงพลุ เนี่ยแหละคือคนที่ไม่ได้ตระหนัก

สิ่งที่ลูกกอล์ฟพยายามทำคือการทำให้คนเห็นว่าถ้าทุกคนออกมาพูดพร้อมกันว่าไม่เอาหลอดค่ะ อันนั้นก็อิมแพ็กต์มากนะ แต่เราจะทำยังไงให้คน 60 ล้านคน หรือ 40 หรือ 30 ล้านคนตระหนักว่าแล้วใครปิดก๊อกได้ ใครแก้ปัญหาขยะได้ อาจจะเป็นนโยบายภาครัฐหรือเปล่าที่ไปจัดการกับบริษัทเอกชนที่ไม่ได้มีทางเลือกให้เรา วันนี้เราก็ยังทำต่อไปแหละ เพราะมันไม่ได้เปล่าประโยชน์ อย่างน้อยน้ำก็ยังลด ตอนนี้สิ่งที่ลูกกอล์ฟทำก็เพื่อให้เห็นภาพว่ามันง่าย อย่างที่ทำอยู่ตลอด พกปิ่นโต พกขวดน้ำ เราทำให้เป็นปกติซะจนคนก็รู้สึกว่าปกติน่ะ พูดตรงๆ วัฒนธรรมฝั่งเอเชียของเรา ถ้าลองย้อนไปเราเป็นวัฒนธรรมที่ sustainable นะ แต่ก่อนการผูกปิ่นโตเป็นเรื่องปกติ อินเดียก็เป็นแบบนั้นนะ ลูกกอล์ฟเป็นเด็กต่างจังหวัด แม่จะให้ถือปิ่นโตไปถวายพระ

เราต้องยอมรับก่อนว่าพลาสติกมันมาพร้อมกับความสบาย แล้วบวกกับแทบจะทุกโปรดักต์มอบความสบายให้เราโดยไม่ได้มอบทางเลือกอื่น และลูกกอล์ฟว่ามันคงเอาออกไปจากชีวิตยากมาก ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนทำได้เองน่ะ เราต้องพูดถึงระดับมหภาค ถ้าคุณจะพูดเรื่องการกำจัดขยะ มันมีการเปิดเผยอันหนึ่งที่น่าตกใจมาก ช่วงหนึ่งที่การรีไซเคิลคือทางออก พอศึกษาข้อมูลพวกงานวิจัยต่างๆ จะเห็นว่าการรีไซเคิลทำได้ยากมาก การจะทำให้การรีไซเคิลมีประสิทธิภาพได้นั้นมีเพียง 9 เปอร์เซ็นต์! ซึ่งที่เหลือคือมันไม่เวิร์ก (อ้างอิงจาก https://www.unep.org/interactive/beat-plastic-pollution/)

“คนลืมไปแล้วว่าถุงผ้าไม่ได้เป็นแฟชั่นนะ คือมีใบเดียวพอแล้ว แต่ก็ไปทำถุงผ้าออกมาเป็นแฟชั่น แล้วเราก็เอาถุงผ้านั้นไปห่อด้วยพลาสติกอีกชั้นเพื่อวางขาย”

ดังนั้นถ้าเป็นหลักการที่ลูกกอล์ฟใช้อยู่ตอนนี้ เราจะตัดเรื่องรีไซเคิลออกไปท้ายๆ เลย ลูกกอล์ฟจะบอกปฏิเสธไม่เอาถุงตั้งแต่ต้น ไม่มีขยะเข้าบ้าน คือการลดปริมาณขยะที่เราทำได้ในระดับของตัวเอง สองคือ reuse แน่นอนว่าได้อะไรมา เรา reuse ไปก่อน ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติกหรือถุงผ้า คนไม่เข้าใจคอนเซ็ปต์นี้ สมมติลูกกอล์ฟบอกว่าตัวเองพกปิ่นโต ช่วงหนึ่งนักเรียนก็จะให้ของขวัญเป็นปิ่นโต จนเราต้องบอกว่านักเรียนฟังก่อน นักเรียนเข้าใจไหมคะว่าที่พี่พกปิ่นโต นั่นหมายความว่าพี่ต้องการใช้ปิ่นโตนี้ค่ะ พอเราพกขวดน้ำก็จะมีของขวัญมาละ ลูกกอล์ฟเลยบอกไปว่าทุกคนเข้าใจการพกขวดน้ำของพี่ไหมคะ (หัวเราะ) และสาม repurpose หมายถึงของที่ได้มาจะเปลี่ยนการใช้งานก่อนทิ้ง สมมติได้ขวดแก้วมาเราจะเอาไปเป็นแจกันใส่ดอกไม้ หรือเอากล่องมารวมๆ กันกลายเป็นที่ตั้งของก่อนที่จะทิ้งเป็นขยะหรือไปอยู่ใน landfill ทำอะไรไม่ได้แล้ว”

ขัดใจบ้างไหมเวลาเจอคนใกล้ตัวหรือเพื่อนๆ ที่ไม่กรีนเลย

“มันขัดใจแม้กระทั่งครอบครัวเราก็ไม่ได้ตระหนักมากพอ มีเรื่องหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือบ้านเราจะมีสวนมะพร้าวเล็กๆ แต่ก่อนเวลาลูกกอล์ฟกลับบ้าน ด้วยความที่คุณพ่ออยากให้เรากินน้ำมะพร้าวได้สะดวกที่สุด เขาจะเอามะพร้าวหนึ่งลูกมาเฉาะแล้วใส่ถุงพลาสติกเหมือนร้านขายน้ำมะพร้าวพร้อมหลอด เราสามารถเอาหลอดเจาะถุงแล้วดูดได้ทันที ลูกกอล์ฟเลยบอกว่าลูกไม่ได้สอนป๊านะ แต่ว่าเราทำวิธีนี้ได้ไหม ลูกว่าน่าจะเวิร์กสำหรับทุกคนในครอบครัว บ้านเรามีโหลแก้วเยอะก็เฉาะมะพร้าวใส่โหลแก้วไป ตอนนี้ที่บ้านก็เป็นน้ำมะพร้าวใส่โหลแก้วตลอด เวลากินก็เทใส่แก้วดื่มแทนหลอด เนื้อมะพร้าวก็ใช้ช้อนตัก แต่เราก็จะแบบ as green as you can เขาทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น พ่อแม่พกขวดน้ำเราก็ดีใจแล้ว

เพราะว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ค่อยได้ถูกพูดในประเทศที่กำลังพัฒนา เห็นไหมว่าประเด็นสิ่งแวดล้อมจะถูกผลักไปอยู่ท้ายๆ เสมอ เพราะมันมีประเด็นอื่นที่สำคัญกว่า ลูกกอล์ฟไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะ แต่ลูกกอล์ฟรู้สึกว่าไม่ว่าเราจะสู้กับอะไรอยู่ก็ตาม ถ้าโลกมันอยู่ไม่ได้ สู้ไปก็ไม่เกิดประโยชน์ ลองดูง่ายๆ เลยนะ ตั้งแต่เรามีพรรคการเมือง ลูกกอล์ฟเป็นคนอ่านนโยบายพรรคนะ จำได้น้อยมากเลยว่ามีพรรคไหนที่จะชูเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก่อนบ้าง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงหลายประเทศเขาไปที่ green energy กันแล้ว ไปเรื่องอนาคตที่ยั่งยืนขึ้นแล้ว มันเลยพูดยากมาก เพราะมันไม่เคยถูกพูด

คนไทยจะมีอินฟลูเอ็นเซอร์กี่คนที่ออกมาพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม เราบริโภคเท่าที่ไหวได้ไหมคะ กินเพื่ออยู่ over consumption นี่มันยังไง ขยะในห้างที่ขายไม่หมดแบบต้องทิ้งเป็นคันรถ เราเข้าใจกลไกการตลาดทุนนิยมนะ แต่ในขณะที่คนมากมายไม่มีอะไรจะกินแล้ว เราว่ามันเป็นโมเดลที่รันโลก แต่ไม่เป็นอะไรที่ต้องแก้แบบระยะยาวเลย”

Little Big Green กับแผนตอนนี้และในอนาคต

“ตอนนี้ยังมีอีกหลายๆ โปรเจ็กต์ เราอยากจะสร้าง awareness ดึงคนมาให้เขียวมากขึ้น ลองติดตามกันดีกว่า” (https://littlebiggreen.co/)

ฝากอะไรทิ้งท้ายซะหน่อย

“ลองเริ่มดูก่อนตามคอนเซ็ปต์ของ Little Big Green ที่บอกว่า ‘As Green As You Can’ ณ วันนี้ถ้าอ่านแล้วก็ไม่ต้องเชื่อทั้งหมด เวลาเราดูข่าวอะไรพวกนี้มันก็เป็นมุมมองหรือข้อมูลที่คนคนหนึ่งได้มาเท่านั้น แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าอยากมองโลกใบนี้เป็นบ้านหลังเดียวของเรา ถ้าชีวิตไม่มีอะไรต้อง struggle แล้ว ถ้ามิติมันไม่ได้ลำบากแล้วในหลายๆ แง่มุม มันมีอะไรไหมที่ทำให้บ้านหลังนี้ได้บ้าง ลูกกอล์ฟว่าน่าจะเป็นคำถามที่ต้องถามตัวเองแล้ว เพราะบ้านหลังนี้ไม่ใช่บ้านลูกกอล์ฟที่พัฒนาการหรือทุ่งลุง ลูกกอล์ฟไม่ได้พูดถึงคฤหาสน์ของเราหนึ่งหลังที่สุขุมวิทแล้ว แต่พูดถึงสเกลที่ใหญ่ขึ้น ผลที่จะกระทบ พูดแล้วมันดูเว่อร์นะ คือคนที่กระทบมักเป็นคนฐานล่างเสมอ ซึ่งมาจากไลฟ์สไตล์ของคนฐานบนและทุกฐานรวมกัน แต่พอมีมิติโลกเข้ามา ฐานล่างกระทบหนักกว่าเสมอ ถ้าทำได้…นิดนึงไหมคะ”

Other Articles