Sunday, November 27, 2022

วิถีอันประณีตของดีไซเนอร์มือรางวัล ‘ดร.กฤษณ์ เย็นสุดใจ’ ผู้ถ่องแท้ในงานคราฟต์

ดร.กฤษณ์ เย็นสุดใจ ผู้เจนจัดเรื่องศาสตร์แห่งโลกศิลปะ ในแวดวงวิชาการเขาเปรียบดั่งปรมาจารย์ผู้ถ่ายทอดปัญญาให้เหล่าลูกศิษย์จนได้ดิบได้ดีไปแล้วหลายสิบรุ่น ขณะที่หมวกอีกใบคือนักออกแบบแถวหน้าของแวดวงคราฟต์แฟชั่น ผู้ที่เข้าใจความงดงามของผ้าทอมืออย่างลึกซึ้ง และจุดประกายคุณค่างานฝีมือให้ทับทวีในความร่วมสมัย ปัจจุบันเขาเป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดร.กฤษณ์ได้รับรางวัลมากมายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงล่าสุดกับรางวัลศิลปาธร ปี 2564 สาขาศิลปะการออกแบบ จากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

นี่คือบทสนทนาที่ว่าด้วยการเดินทางของชายที่เดินทางมาถึงเลข 5 ผู้ที่ไม่ยึดติดกับอะไร เต็มไปด้วยความเป็นธรรมชาติ ถ่อมตน ตรงไปตรงมา ในชีวิตมีอย่างเดียวที่ทำให้เขารู้สึกตัวลอย… “คำชมที่ทำให้ผมสะท้านได้คือการเป็นครู”

สมัยเรียนอาจารย์เป็นเด็กเนิร์ดไหมคะ

“เรียกว่าแฟชั่นเนิร์ดมั้ง ครอบครัวผมเป็นแพทย์ ผมไม่เหมือนใครในบ้าน จริงๆ ทุกคนที่ครอบครัวเป็นหมอ ส่วนใหญ่จะหวังให้ลูกเป็นเหมือนเขาหมด แต่ประหลาดมากที่เพื่อนคุณพ่อก็มีลูกสนใจศิลปะ เป็นอาจารย์กันหลายท่าน ลูกก็ไม่ค่อยเหมือนพ่อ ไม่ใช่ผมคนเดียว”

แล้วเริ่มสนใจแฟชั่นได้อย่างไร

“ผมไปเรียนสถาปัตย์อินทีเรียร์ตอนปริญญาตรี ที่บ้านก็สนับสนุน ถือว่าผมโชคดี ถามใจลึกๆ คนที่เรียนวิทยาศาสตร์ไม่ได้อยากให้ลูกไปเรียนศิลปะหรอก ผมเรียนแฟชั่น (ปริญญาโท) คุณพ่อก็ตกใจหลายรอบแหละ เพราะสมัยยุค 90 ผู้ชายไปเรียนแฟชั่นขนาดบอกให้เพื่อนฟัง เพื่อนยังตกใจ ผมเป็นคนแรกที่ไปเรียนอิตาลี มหาวิทยาลัยที่ผมไปเรียนดีใจมาก ประมาณว่าในที่สุดคนก็เห็นคุณค่าแฟชั่นอิตาลี ไม่ใช่แค่ที่ปารีสหรือลอนลอน

ผมศึกษามาเยอะเหมือนกันว่าเรียนแฟชั่นที่ไหนดีที่สุด และต้องเข้ากับเราด้วย คนที่มีครีเอทีฟสูง เพ้อฝันมากๆ ต้องไปที่ลอนดอนถึงจะเกิด เพราะเขาจะไม่เน้น materialism เท่าไร ผมถามตัวเองว่าช่างฝันหรือเปล่า ไม่ใช่เลย คนอิตาเลียนคือรีเวิร์ส วิธีคิดตรงกันข้ามกับคนอังกฤษเลย เพราะคนอิตาเลียนเน้นการใช้งานได้จริงมาก่อนแนวคิดสร้างสรรค์ แต่เขาชอบแก้ปัญหา คือบรรพบุรุษเขาเป็นอย่างนั้น เราจะสังเกตว่าแฟชั่นของอิตาเลียนไม่ค่อยเป็นแฟชั่น คอนเซ็ปต์ของเขาคือใช้ได้นาน คุณภาพสูง ราคาแพงแต่ไม่ได้แพงมาก งั้นอิตาลีน่าจะเป็นที่ที่เหมาะ”

เอ็นจอยเลยสิคะ

“เรียนเกือบไม่ได้ ยากมาก คนที่ถูกเทรนมาเป็นโปรดักต์ดีไซเนอร์ กฎเกณฑ์มันเยอะ คือผมมีความแข็งกระด้างมากทางจิตใจ ไม่เหมือนคนเรียนแฟชั่นที่เขามีความเซนสิทีฟ เล่าเรื่องเก่ง เทคนิคเป็นอะไร ซิลลูเอตเป็นยังไง อันที่เจ๋งคือต้องคิดใหม่ตลอด แต่ผมไม่ได้ถูกเทรนมาแบบนั้น คือผมเห็นฟังก์ชั่นสวยงามก็พอละ ไม่มีเรื่องอารมณ์เลย แต่แฟชั่นมีทุกอย่าง

ตอนเรียนสถาปัตย์ก็ว่าทำงานไม่ได้หลับได้นอนแล้ว คิดว่าตัวเองเป็นคนถึก พอมาเจอผู้หญิงเรียนแฟชั่น มีครั้งหนึ่งนั่งทำแพตเทิร์น ต้องเย็บ ต้องทำเป็นหมด เพื่อนผู้หญิงนั่งสูบบุหรี่เย็บผ้ากันควันโขมง ผมบอกไอเหม็นควันพวกยูเว้ย คือตอนนั้นผมยังไม่สูบ ผมบอกปวดหัว ไอไม่ไหวละ เพื่อนบอกยูไม่ไหวก็กลับบ้านไป ผมมาตอนเช้าพวกเขายังนั่งเย็บผ้ากันอยู่เลย ก็เลยรู้ว่าที่เราคิดว่าแน่แล้วเนี่ย ดูอันนี้ก่อน ดูความมุ่งมั่นของคน คือสอนเลยว่าถ้าคุณจะเอาจริง คุณต้องเอาให้ราบกันไปข้างหนึ่ง อย่าคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชายแล้วเจ๋ง”

ณ วันนั้นอาจารย์มีเป้าหมายว่าเรียนไปทำอะไร

“ความคิดในตอนนั้นถามว่าใช้ญาณปัญญาหรือเปล่า ใช้นะ ก็ใช้หลายๆ อย่าง ความจริงที่นี่ก็มีส่วนอินสไปร์เหมือนกัน ผมไปเดินสยามดิสคัฟเวอรีตอนที่เปิดใหม่ประมาณปี 1998 แล้วเห็นแบรนด์แม่ฟ้าหลวง รู้สึกว่าแบรนด์นี้กล้าคิด ดูล้ำ เป็นผ้าไทย ดูไม่ค่อยเปิดตัวเท่าไหร่ เขาทำออกมาโดยที่บอกว่าตัวเองเป็นทางเลือก โดยใช้กี่ทอมือแบบดั้งเดิม แต่เป็นวิธีคิดใหม่ เปิดตัวเงียบๆ แต่มีแฟนคลับ ตอนนั้นคิดว่าถ้าทำก็จะมาทำแบรนด์นี้

พอจบกลับมาผมไปเป็นอาจารย์ก่อน เพราะอยากทำอะไรให้คนอื่นบ้าง เป็นความคิดตอนบวชว่าตั้งแต่เด็กจนโตเรามีแต่ขอพ่อแม่ คือไม่ช่วยพ่อแม่และใครเลย รู้สึกว่าความสุขที่แท้จริงคือการให้หรือเปล่า ตอนทำงานสถาปัตย์ก็ได้เงินดี แต่ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร ผมไม่ได้ภูมิใจกับเงินที่ได้มาเลย พอไปสอนที่จุฬาฯ กะว่าจะสอนแค่ปีเดียวแต่กลายเป็นเกือบจะ 20 ปี”

ชีวิตการงานในมูลนิธิฯ ล่ะคะ

“เป็นอาชีพที่โปรดักทีฟอย่างไม่น่าเชื่อ องค์กรนี้เป็น NGO เราแสวงหาผลกำไรนะ เพื่อเอากำไรกลับไปที่ชุมชน benefit ทั้งหมดกลับไปสร้างโรงเรียน นั่นหมายความว่าเราทำตัวเหมือนคนอื่นนี่แหละ ขายของเก่ง ออกแบบดี สวย แล้วคนก็มาซื้อเรา ห้ามสงสารเราเด็ดขาดนะ แทบไม่น่าเชื่อว่าแฟชั่นทำประโยชน์ให้คนอื่นได้ ปีหน้าจะครบ 50 ปีแล้ว ผมอยู่มาเกือบ 20 ปี”

หลงเสน่ห์ผ้าทอมาตั้งแต่ตอนนั้น

“เนื่องจากอุปกรณ์ (tool) จะทำได้ประมาณหนึ่ง ตอนคิดมู้ดบอร์ดเนี่ยสุดๆ อยู่แล้ว แต่ออกมาได้ประมาณหนึ่ง มันเลยกลายเป็นเสน่ห์ของเขา (แล้วไม่ขัดใจเหรอ?) ชอบๆ ยิ่งเวลาทอผิดก็ยิ่งใช่เลย เขาเหยียบผิด แต่เรื่องนี้เป็นอีโมชั่นนะสำหรับผม เสน่ห์ของผ้าทอคือความไม่เพอร์เฟ็กต์ ทำไมมันผิด บอกได้เลยว่าไม่ใช่หุ่นยนต์ ยิ่งบวกกับความรู้สึก ถ้าคุณมองว่าเป็น defect ก็ได้นะ แต่เราไม่ได้มองว่าเป็น ซึ่งเราคอยดูนะ ไม่ใช่ปล่อย มูลนิธิพูดเลยว่าผ้าเราไม่เพอร์เฟ็กต์ อารมณ์ดีก็สวย เหมือนเราตื่นเช้ามาไม่ได้อารมณ์ดีทุกวัน”

เราควรจะคอนเซิร์นแค่ไหน ถ้าทักษะการทอมือไม่ได้รับการสืบทอด

“ข้อหนึ่งคือเราไม่ควรยึดติดกับอะไร เพราะเราเป็นมูลนิธิ ถ้ามันจะหมดก็ให้หมดไป ถามว่าควรจะยื้อให้อยู่ต่อไปไหม ไม่ได้คิดว่าจะยื้อด้วยนะ คิดว่าจะทำให้ดีที่สุดในแบบที่ควรจะเป็น ถึงผมจะเป็นนักวิชาการแต่ผมไม่เชื่อเรื่องทฤษฎี ผมต้องดูว่ามีใครทำอะไรแบบนี้แล้วสำเร็จหรือเปล่า คนญี่ปุ่นคนยุโรปอยู่ได้เพราะเขาพยายามแสดงให้เห็นคุณค่า และสร้าง value ให้มัน หัตถกรรมของญี่ปุ่นเจริญมากนะครับ และกลายเป็นอาชีพที่แพง แล้วเขาก็เล่าเรื่องเก่ง กางเกงยีนส์เนี่ยผ้าเดนิมทอมือ จะเอาสั่งได้ แต่รอปีหนึ่งนะ ย้อมอย่างเดียวเนี่ยสามเดือน ถ้าจะให้สีดีๆ ต้องย้อมประมาณ 300 ครั้ง ทอมือล้วนๆ ขายตัวหนึ่งเป็นแสน

ถ้าจะทำต่อ เขาต้องอยู่แบบดี ไม่ใช่อยู่แบบใช้แรงงาน แล้วให้เกียรติเขาเป็นครูช่างแบบที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (SACICT) ทุกคนจะมีความภูมิใจ ประเทศนี้ต้องช่วยกันทำการตลาดให้คนเห็นคุณค่าด้วย เพราะยังมีกลุ่มลูกค้าที่เข้าใจในงานหัตถกรรมและอยากซื้อของที่ยังอยู่ในอดีตแบบนี้”

ผ้าไทยทำอะไรได้ตั้งเยอะ ในอนาคตจะมีอะไรใหม่ๆ อีกบ้าง

“เป็นคำถามที่ทุกคนถาม ผมตอบในแบบของผมดีกว่า จริงๆ มันไม่ได้ใหม่ตั้งแต่ทีแรกอยู่แล้ว ผมว่ามันเป็นอะไรที่มาผิดเวลามากๆ ถ้าไปดูการพัฒนาของกี่ เสื้อทอมือเนี่ยเขาไม่ได้ทำมาตั้งนานแล้วอย่างน้อย 150 ปี รูปขาวดำที่เราเห็นเป็นผ้าทอเครื่องทั้งนั้น เอาเป็นว่าของที่เราขายเป็นของในอดีตที่มาอยู่ผิดเวลาในปัจจุบัน

แต่ถ้าเป็นไอเดียใหม่ๆ ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นเรื่องเส้นใย ซึ่งตอนนี้เราทำอยู่ เรื่องปรับเส้นใยให้เป็นพลาสติก upcycling จากขวดพลาสติก หรือการใช้เส้นใยที่มีเวอร์จิ้นให้น้อยลง 60% มันจะลดฮวบไปเลย เท่ากับไปช่วยลดเรื่องน้ำ ลดเรื่องโลจิสติกส์ และอื่นๆ อีกเยอะ ซึ่งเป้าหมายของแบรนด์ชัดเจนมาหลายปีแล้ว”

วัสดุทางเลือกใหม่สำหรับวงการแฟชั่นยังมีอยู่จริงใช่ไหม

“มีครับ ผมว่าด้วยความจำเป็น ทุกคนเริ่มคิดว่าแฟชั่นในอนาคตไม่ใช่สิ่งที่ปัจจุบันกำลังทำ ตอนนี้อาจเป็นแค่ทางเลือก คิดว่าอาจจะอีกสิบปี ผมเพิ่งอ่านเจอว่ามีหลายคนทำและเริ่มสร้างเป็นแบรนด์ ตอนนี้อยู่ที่ว่าในทางธุรกิจจะไปได้ไหม คนเริ่มอยากใส่หนังเห็ด หรือหนังที่มาจากแบคทีเรียของน้ำมะม่วงหรือเปล่า”

คิดอย่างไรกับการก๊อบปี้ไอเดีย

“มันเหมือนสัจธรรมอยู่แล้ว และเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนเราอยู่ นี่ผมพูดถึงทุกคนนะไม่ใช่แค่แฟชั่น ใครที่เกิดมาเป็นสายพันธุ์ Innovation คนพวกนี้ไม่เคยยอมแพ้ด้วยการไปก๊อบ คนทำตามเหรอ เดี๋ยวออกแบบใหม่ หนีไปเรื่อยๆ พอเราตายก็มีแบบนี้อีก เป็นวัฏจักรธรรมชาติ ไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจหรอก ใครก๊อบก็ก๊อบไป ควรภูมิใจด้วยซ้ำ ผมว่าดีไซเนอร์คิดแบบนี้ทุกคนนะ ผมสอนลูกศิษย์ว่า คุณเป็นนักคิด คุณก็คิดไปสิ ถ้าจะมานั่งท้อก็เลิกไป แล้วไปทำอย่างอื่น ผมอยากให้ทุกคนคิดโพสิทีฟกับชีวิต เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ”

นอกจากงานออกแบบเสื้อผ้า มีอะไรที่อาจารย์สนใจเป็นพิเศษอีกไหม

“ผมชอบโลหะมีค่าต่างๆ และไม่มีค่าอย่างพวกหินแร่ ผมชอบทำโน่นทำนี่ พอทำเฟอร์นิเจอร์ก็อยากทำแฟชั่น พอได้ทำแฟชั่นก็ไปทำอย่างอื่น แต่บางคนบอกว่าอาจจะเป็นข้อดีนะ ผมเคยอ่านเจอทฤษฎีที่ว่าคนจะมีครีเอทีฟใหม่ๆ ได้ต้องไปทำอย่างอื่น บังเอิญผมอาจจะเป็นคนประเภทนี้ ผมขี้เบื่อ นี่เพิ่งจัดแสดงงานนิทรรศการกับน้องๆ สถาปนิก ชื่องาน PINIJ: Mindfulness Quarantine

ความสนใจของผมจะมีมาเรื่อยๆ อย่างไปทำหัวโขน ทำกล้องถ่ายรูปทอง ทำนาฬิกาทอง เนื่องจากถูกเทรนว่างานที่มีคุณค่าต้องมีมูลค่าจริงๆ ด้วย คือทำแล้วต้องขายได้ ไม่ใช่นั่งทำแบบเอาสนุก เลยต้องตัดใจขาย เสียใจมากตอนที่ขายกล้องไปเมื่อสองปีที่แล้ว เป็นกล้องรูเข็ม คนที่แกะลายให้เป็นครูช่างทางภาคใต้ ศิลปินของแผ่นดิน

การทำอะไรได้หลายอย่าง บางคนอาจจะคิดว่าไม่เก่งสักอย่าง ผมว่าคิดตรงข้ามไปเลยดีกว่า คนที่สนใจหลายเรื่องเป็นเรื่องดีนะ ไม่ใช่เป็นเป็ดแล้วไม่ดี บอกเลยว่าที่อยู่ได้ถึงปัจจุบันนี้เพราะชอบหลายอย่าง ปล่อยตัวเองให้ทำโน่นทำนี่ มันอาจทำให้เราเจออะไรใหม่ๆ อย่างเครื่องเงินหรือทอง ยิ่งทำก็ยิ่งชอบ”

การเป็นดีไซเนอร์ที่ประสบความสำเร็จ ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

“ผมว่าความสำเร็จสูงสุดของชีวิตมนุษย์ทุกคนคือการเข้าใจว่าอะไรที่ทำแล้วมีความสุข ไม่เดือดร้อนคนอื่นด้วยนะ อันนี้คือซัคเซสเลย ข้อสองคืออย่ายึดอาชีพเป็นหลักว่าจะต้องทำอันนี้ เหมือนสมมติขึ้นมาทั้งนั้น ถึงคุณจะเป็นมาเอสโตรที่ซัคเซสกับแฟชั่น แต่ถ้าวันนี้คนไม่สนใจแฟชั่น ไม่แต่งตัว คุณก็ไม่ได้มีค่าอะไรสำหรับเขา แฟชั่นเป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่ง คนสนใจแฟชั่นในกรุงเทพฯ มีประมาณพันกว่าคนเองที่นับเป็นชื่อได้ ก็แคร์กันอยู่แค่นี้ ของบางอย่างจึงไม่มีคุณค่ากับบางคนเลย เพราะฉะนั้นคอมมิตกับสิ่งที่เราทำแล้วทำให้ดีที่สุด ทุกอาชีพน่าเคารพทุกคน คนที่คิดว่าตัวเองต้องเก่งกว่าคนอื่น ผมว่ามันเครียดนะ สุดท้ายเราก็ต้องลาจากโลกนี้ไป ไม่ต้องให้คนจดจำอะไรมากมายหรอก”

Photographer: Adison Rutsameeronchai

Other Articles