Thursday, September 29, 2022

‘ฟิล์ม-ธนภัทร’ พระเอกใจหล่อ… ทั้งในละครและชีวิตจริง

ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ นักแสดงสังกัดช่อง One 31 ที่เราคุ้นหน้าคุ้นเคยกับการสวมบทพระเอกมาดนุ่ม สุขุมลุ่มลึก เท่แบบไม่ต้องอะไรมาก แต่ในละคร ‘พายุทราย’ ที่กำลังออนแอร์อยู่ขณะนี้เหมือนจะมีความพิเศษมากกว่านั้น เพราะนอกจากเขาจะทำการบ้านเรื่องบทเป็นปกติอยู่แล้ว เขายังต้องโชว์ลีลาคิวบู๊หลายฉากทีเดียว ฟิล์มเล่าว่าก่อนจะดูสมจริงแบบนี้เขาทำการบ้านหนักมาก และไปเรียนแอ็กชั่นเพิ่ม ถึงแม้จะไม่ได้มีฉากต่อสู้ทั้งเรื่อง แต่สำหรับฟิล์มแล้ว ‘พายุทราย’ เป็นละครเรื่องแรกที่บู๊เยอะกว่าเรื่องอื่นๆ ที่เคยเล่นมาทั้งหมดก็ว่าได้

รับบทคุณหมอกับคุณชายบ่อยแล้วใช่ไหม เลยขอบู๊สักหน่อย

“(หัวเราะ) เปลี่ยนบ้างครับ คนดูจะได้รู้ว่าเล่นแนวอื่นก็ได้นะ ตอนแรกผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องบู๊ครับ แต่ด้วยความที่มีพื้นฐานด้านศิลปะการต่อสู้อยู่แล้วก็เลยแฮปปี้ ผมมองว่าเป็นเรื่องสนุกมากกว่า เป็นความท้าทายของตัวเองด้วย นอกจากจะนำสิ่งที่เราเคยมีมาใช้แล้ว ยังได้เรียนเพิ่มด้วย”

ครั้งแรกที่ร่วมงานกับเอสเธอร์เป็นไงบ้าง

“ได้ยินชื่อเสียงน้องมาเยอะว่าความสามารถน้องมีเยอะมาก มีแต่คนบอกว่าโชคดีจังเลยที่ได้เล่นกับเอสเธอร์ เอสเธอร์ส่งอารมณ์ดีมากเลยนะ อะไรแบบนี้ เราก็มีความประหม่าด้วย แบบว่าเราจะมาถ่วงเขามั้ย น้องเขาจะเป็นคนยังไงนะ จะทำงานเข้าขากันไหม มันก็มีหลากหลายอารมณ์ แต่ความรู้สึกแรกเลยคือดีใจที่ได้ทำงานกับคนเก่งๆ และได้ทำงานกับคนใหม่ด้วย มันเป็นอะไรที่ตื่นเต้น ท้าทายดี

พอได้ทำงานด้วยกันแล้ว เอสเป็นคนน่ารักมาก ไนซ์มาก อะไรก็ได้ ผู้กำกับจะเอาแบบนี้ใช่ไหม น้องก็จะบอกได้ค่ะ บางอย่างมาถามผมว่าพี่ฟิล์มเอาแบบนี้ไหม จะได้รู้กันไว้ก่อน คือมีการพูดคุยตลอด ไม่ใช่ผมเข้าหาเขา เขาเองก็พยายามเข้าหาผม เป็นการทำงานด้วยกันแล้วสนุก มันเลยไม่เหนื่อย แล้วน้องก็ฝีมือดีอย่างที่ทุกคนพูดจริงๆ น้องเป็นคนที่อารมณ์ข้างในเยอะจริงๆ เล่นน้อยแต่รู้สึกเยอะ บางทีการที่เขานิ่งๆ คือเรารู้สึกได้ถึงความรู้สึกที่เขาส่งมาหาเรา คือเยอะมาก ผมรู้สึกว่าน้องเป็นเด็กที่อเมซซิ่งมาก น่ารักมาก ทำงานด้วยแล้วสนุกจริงๆ”

เหมือนโอกาสดีๆ จะเข้ามาหาฟิล์มตลอด มีเคล็ดลับอะไร

“ไม่มีหรอกครับ เรียกว่าผมเต็มที่กับทุกๆ งานดีกว่า คืออยากให้ผมเล่นอะไร ผมเล่นได้หมดเลย อย่างเรื่องรักแลกภพ ผมไม่ห่วงหล่อ อยากให้เล่นแบบไหน เอาหน้าไปจิ้มโคลน หรือตลกโปกฮา ก็สนุกไปอีกแบบหนึ่ง

สำหรับผมโอกาสที่เข้ามาก็ไม่ได้ง่าย ถ้ามองย้อนไปจุดเริ่มต้นนะครับ เราไม่ได้แบบว่ามาถึงปุ๊บเข้าช่องเลยโดยไม่ได้ผ่านความลำบากอะไร ผลงานชิ้นแรกของผมเป็นงานโฆษณา ตอนนั้นอายุประมาณ 13-14 ด้วยความที่ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด ที่บ้านไม่ได้มีเงินซัพพอร์ตอะไรเยอะขนาดนั้น ช่วงนั้นผมเข้ามาแคสต์งาน 10-20 งานถึงจะได้งานนึง โอกาสมันน้อยมาก พอหลายๆ ครั้งเข้าเราก็ท้อ จนมาช่วงมหาลัยผมก็ยังหวังแต่ไม่ได้ขวนขวาย มีโอกาสก็ไป จนได้มาเซ็นกับช่อง ผมก็ไม่ได้เล่นบทหลัก ยังเป็นนักแสดงสมทบอยู่ กว่าจะเป็นนักแสดงหลักเต็มตัวคือเรื่องที่ 4 เรื่องหน้ากากแก้ว แล้วก่อนหน้านั้นต้องยอมรับว่านักแสดงที่มีแค่งานละครและไม่ได้มีชื่อเสียง เป็นนักแสดงใหม่ เงินที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ มันไม่พอหรอกครับ เราต้องทำอาชีพอื่นด้วย

ตอนนั้นผมทำสจ๊วตไปด้วย คือผมทั้งบินและถ่ายละครไปด้วย มันเป็นอะไรที่เหนื่อยมากกว่าจะมาถึงจุดนี้ แล้วพอถึงจุดที่ต้องเลือกระหว่างเป็นนักแสดงกับเป็นสจ๊วต แล้วผมตัดสินใจเลือกทางเดินที่เป็นนักแสดงโดยที่ตอนนั้นผมยังไม่ได้เล่น ‘เมีย 2018 รักเลือกได้’ ด้วยซ้ำ ตอนนั้นมีแต่คำดูถูกว่าออกทำไม ทำไมโง่แบบนี้ ทิ้งเงินเดือนเป็นแสนเพื่อมาเป็นนักแสดง แล้วคนที่ไม่ประสบความสำเร็จก็มีเยอะแยะ ซึ่งมันก็จริงครับ แต่เราคิดว่าเราเลือกแล้ว เราจะไปให้สุดทางของเรา จะเป็นยังไงไม่รู้ ผมเลยรู้สึกว่าโอกาสที่ผมได้รับมามันไม่ได้มาง่าย เพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้ผมต้องเจออะไรมาเยอะมาก ต้องผ่านจุดเปลี่ยนเยอะมาก”

7-8 ปีในวงการ รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปแค่ไหน

“ก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตามประสบการณ์ที่ได้เจอด้วย เมื่อก่อนเคยมีความคิดแบบนึง พอมาถึงวันนี้ผมก็มีความคิดอีกแบบนึง มันก็มีอะไรที่เปลี่ยนไปแหละ แต่ว่าจุดต้นกำเนิดที่เป็นตัวเราจริงๆ ผมไม่ได้เปลี่ยนไปครับ กับเพื่อน กับครอบครัว ถ้าจะเปลี่ยนไปผมว่าผมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ผมให้ชีวิตที่ดีขึ้นกับครอบครัว อย่างผมซื้อบ้านอยู่ด้วยกันกับครอบครัว เป็นความฝันของผมร่วมกับคุณแม่มาตั้งแต่เด็กๆ นี่คือสิ่งพิเศษตั้งแต่เข้าวงการ คือทำให้ชีวิตคนในครอบครัวดีขึ้น แม้เราจะต้องทำงานหนักมากขึ้น เราก็ยินดี”

รู้สึกว่าหนักไหม กับภาระหน้าที่ที่แบกรับ

“เหนื่อยครับ หนักครับ เพราะว่าผมเพิ่งอายุครบ 28 เมื่อเดือนเมษายน แล้วตอนนี้ผมขึ้นมาเป็นเสาหลักของครอบครัวแล้ว เราต้องแบกรับภาระหนี้สินต่างๆ ต้องทำงานหนักมากเพื่อที่จะให้คนในบ้านได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สบาย”

ข้อคิดที่ได้จากวงการนี้

“ผมรู้สึกว่าถ้าเราหยุดพัฒนา มันคือการถอยหลัง อย่างที่เห็นกันว่าแต่ละวันจะมีนักแสดงรุ่นใหม่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ วันที่เราหยุดพัฒนาแสดงว่ามีคนเดินแซงเราไปเรื่อยๆ แล้วสุดท้ายเราก็จะถูกลืมไปในที่สุด แต่การพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด เราเป็นเหมือนน้ำไม่เต็มแก้ว เราเปิดรับความรู้ พัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆ ผมเชื่อว่านักแสดงมากฝีมือไม่ต้องสวยหล่อก็ได้ แต่คุณจะอยู่ในวงการไปจนอายุ 60-70 เหมือนนักแสดงรุ่นใหญ่ที่ยังใช้ชีวิตอยู่ในวงการบันเทิง เมื่อก่อนเป็นนางเอก เดี๋ยวนี้เป็นแม่แล้ว ผมเชื่อว่าอาชีพนี้สามารถหล่อเลี้ยงเราไปได้ทั้งชีวิต แต่ว่ามันก็แลกกับอายุงาน ซึ่งจริงๆ ก็ไม่มีอะไรที่แน่นอน คือเงินที่ได้มาก็ต้องวางแผน และถ้ายังอยากมีงานอยู่เรื่อยๆ เราต้องหมั่นฝึกฝนและพัฒนาตัวเอง”

จำเป็นไหมว่านักแสดงต้องเป็นต้นแบบให้สังคม

“ถามว่าการเป็นต้นแบบที่ดีมันดีไหม มันก็ดี เพราะเราเหมือนอยู่ในจุดที่สปอตไลท์ส่องถึง เราทำอะไรทุกคนเห็นหมด ฉะนั้นการที่เราทำสิ่งดีก็เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้ใครอีกหลายคนที่เขาเห็นว่าการทำแบบนี้แล้วมันจะได้ดีนะ เป็นแรงบันดาลใจให้เขาเป็นคนดี ให้เขาทำสิ่งที่ดี ทำเพื่อตัวเขาเองหรือทำเพื่อสังคม จุดนี้ผมว่าเราควรที่จะทำ แต่ถามว่าชีวิตจริงๆ ผมเชื่อว่าไม่มีมนุษย์คนไหนที่ขาวสะอาด ไม่มีมนุษย์คนไหนที่ดำสนิทไปหมด ศิลปินไม่ได้เป็นคนที่ขาวสะอาดขนาดนั้น ทุกคนล้วนมี dark side ของตัวเอง เพียงแต่เราเลือกนำเสนอ ไม่เคยเสแสร้ง และมุมที่ไม่ดีของเราก็ไม่ควรไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร อันนี้เราต้องรู้ตัวอยู่”

บทบาทไหนที่อยากเล่นอีกบ้าง

“พอเล่นบทแอ็กชั่นแล้วรู้สึกติดใจเหมือนกัน ในฐานะนักแสดงก็อยากเล่นบทที่ไม่ใช่พระเอก ผมอยากเล่นอะไรที่ดำดิ่งลึกลงไปในจิตใจมนุษย์ ในด้านที่มันแย่ ด้านมืด หรือความคิดที่ผิดแปลกจากคนทั่วไป อยากรู้ว่าถ้าเราไปอยู่ตรงนั้นแล้วจะเป็นยังไง อย่างบทโจ๊กเกอร์ เราก็อยากไปแตะแถวๆ นั้น แต่ไม่ต้องดำดิ่งขนาดสลัดทิ้งจากชีวิตจริงไม่ได้”

ไลฟ์สไตล์ช่วงโควิด

“หลักๆ อยู่บ้านอย่างเดียว ไม่ออกไปไหนเลย บางที 1-2 อาทิตย์ออกไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต แทบจะห่างหายไปจากโซเชียล ตอนช่วงละครออนแอร์จะมาคุยกับคนดูทางทวิตเตอร์บ้าง อีกกิจกรรมนึงคือศึกษาเรื่องการลงทุน ตลาดเงิน ผมเป็นคนชอบอยู่แล้ว เหมือนการแสดงน่ะครับ ผมว่าความรู้เป็นอะไรที่ไม่สิ้นสุด เพราะโลกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ”

คนละแนวทางกับอาชีพการแสดงเลย

“มันคือการกระจายความเสี่ยงครับ เหมือนเรายังมีทางเลือกที่ 2 3 4 คอยพยุงเราไว้อยู่ ในมุมมองของผม ผมว่าอาชีพเดียวไม่เพียงพอแล้ว เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป ผมรู้สึกว่าโลกยุคนี้เวลาเปลี่ยนมันเปลี่ยนเร็วมาก เวลาพังมันพังเร็วมาก มันจะมาก็มาเร็วมาก อย่างช่วงนี้ที่เขาฮิตเล่น cryptocurrency ผมก็เล่นไปขำๆ ถ้าเข้าถูกจังหวะก็คือกำไร 20-30 เท่าภายในไม่กี่เดือน แต่ก็มีคนที่ขาดทุนย่อยยับ 20-30 เท่าภายในไม่กี่วินาทีเหมือนกัน มันเป็นอะไรที่มีความเสี่ยงเยอะ แต่การที่เรามีความรู้ไว้ก่อนช่วยให้เราลดความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้”

ตอนนี้ทุกอาชีพเจอปัญหาเดียวกัน คุณมีวิธีปลอบตัวเองแบบไหน

“ผมมองในมุมของผมนะครับ ผม heal ตัวเองในมุมที่ผมจะไม่เอาตัวเองไปอยู่ในส่วนที่มันเสียไป แต่ผมเอาจิตใจและการโฟกัสของผมไปอยู่ที่ว่า ผมจะทำยังไงให้ผมหาเพิ่มได้ ผมมีช้อยส์อีกไหม จะมีช้อยส์ไหนที่ผมจะหาเงินได้จากยุคโควิดซึ่งทำให้รายได้หลักของผมหายไป ผมว่าหลายคนมีผลกระทบเรื่องนี้ อย่างเพื่อนผมที่เคยเป็นสจ๊วตเป็นแอร์ด้วยกัน หลายคนตกงาน แต่เราจะเห็นคนที่อยู่รอดได้คือคนที่ไม่เกี่ยงงาน คนที่ไม่มองว่าจุดๆ นี้เราเสียไปเท่าไรแล้ว แต่เขาจะมองว่าจุดๆ นี้มีอะไรที่เขาทำได้บ้าง คือคนที่ลงมือทำอย่างเดียวน่ะครับ โลกจะเกิดอะไรขึ้นไม่รู้ แต่เขาจะลงมือทำ และเดินไปข้างหน้าอย่างเดียว ผมเชื่อว่าถ้าทำแบบนั้นได้ โฟกัสในจุดที่เราสามารถหาเพิ่มได้ ดีกว่าโฟกัสในจุดที่เสียไปแล้ว เราจะมีความรู้สึกที่ดีขึ้น เราจะรู้สึกว่าเห็นแสงสว่างของปลายอุโมงค์มากกว่าเราหันหลังไปแล้วเห็นแต่ความมืดมิดของอุโมงค์ ลองคิดต่างดูครับ อะไรที่พลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้”

ถามจริงๆ ว่าเครียดไหม

“นิดหน่อยครับ มีบ้าง แต่อย่างที่บอก ผมจะพยายามโฟกัสให้น้อยที่สุด ถ้ามันแวบเข้ามาก็รู้ละว่าอารมณ์เราเป็นแบบนี้ โอเคเราเสียเท่านี้นะ เราจะทำยังไงดี มีลู่ทางไหนบ้าง การที่เราศึกษาช่วงนี้มันเป็นอะไรที่แบบเราศึกษาได้เต็มที่เลย เพราะเราอยู่แต่บ้าน”

อยากส่งท้ายอะไรไหม

“ฝากถึงแฟนๆ ลอฟฟีเซียลทุกคนนะครับ อยากให้รักษาเนื้อรักษาตัว อยากให้ทุกคนอยู่แต่บ้านจะได้เสี่ยงน้อยที่สุด อะไรที่เป็นปัญหา อย่าท้อนะครับ ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถผ่านปัญหาไปได้ ขอแค่เราไม่ยอมแพ้ แล้วเราจะผ่านไปด้วยกันครับ”

Courtesy of One 31

Other Articles