Wednesday, June 23, 2021

คุยกับ ‘พาย’ นักร้องมาดเท่แห่งวง My Life As Ali Thomas

My Life As Ali Thomas (มาย ไลฟ์ แอส อะลิ โทมัส) วงโฟล์ก-ร็อกที่ได้รับคำชมว่าทำเพลงมีคุณภาพทัดเทียมสากล การรวมตัวของสามสมาชิกที่มีฝีไม้ลายมือแพรวพราวคนละแบบ พาย-กัญญภัค วุธรา (ร้องนำ/กีตาร์) แร็ก-วิภาต เลิศปัญญา (กีตาร์) และตาว-วรรณพงศ์ แจงบำรุง (กลอง) ล่วงเลยมานานถึง 5 ปี จากอัลบั้มแรก ‘Paper’ (2016) สู่อัลบั้มสอง ‘Peppermint Town’ (2020) ที่เปิดตัวด้วยเพลง Dear All the Universe / Baby, I Love You / Rinn และตามด้วยซิงเกิลล่าสุด My Red Golden Sun ซึ่งปล่อยออกมาเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

หลายเสียงเรียกร้องของสหายรุ่นน้องซึ่งเป็น FC มานาน ยิ่งทำให้เราอยากทำความรู้จักวงนี้มากขึ้น นอกเหนือไปจากการได้เห็นโชว์คุณภาพซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในบ้านเราและต่างประเทศ แม้จะไม่ได้พูดคุยพร้อมหน้าครบทุกคน แต่เราเชื่อว่าคำตอบของ พาย-กัญญภัค วุธรา จะถ่ายทอดความรู้สึกแทนทุกคนได้เป็นอย่างดี

ชื่อวงยาวดีจัง

“พลาดมาก (ยิ้ม) เกิดจากการที่ตอนแรกพายไม่ได้คิดอะไร พายแค่รู้สึกว่าอยากตั้งชื่ออีกชื่อที่เป็นเหมือน another twin หรือนามปากกาของเรา พอใช้มาถึงตอนนี้มันก็อาจจะดูยาวไป เวลาเจอสื่อเขาก็จะชอบถาม เราก็ฮื่อออ ทำไมตั้งชื่อมาอย่างนี้”

ทำไมพายถึงชอบดนตรี

“มัน break your heart ในแบบที่ดีนะ ไม่ใช่ชีวิตแย่ เวลาเราเจอเพลงเพราะๆ หรือคำร้องที่สวยมาก ฟังแล้วแบบอยากร้องไห้ เพราะมันโคตรสวย หรือฟังเชลโล่หรือฟังอะไรก็ได้ที่มันเป็นเมโลดี้แบบฟังแล้วจะร้องไห้ แต่มันจะร้องไห้ในแบบที่รู้สึกเต็มอะ”

บางคนทำงานจะนึกถึงคนฟัง แล้วพายล่ะ

“พายสนใจในเชิงที่พายอยากให้คนฟังได้ฟังอะไรมากกว่าแบบที่เขาอยากฟังอะไร ไม่รู้ว่าเป็นคนหลงตัวเองหรือเปล่า เหมือนการซื้อของขวัญให้เพื่อนน่ะ แทนที่จะซื้อของที่เขาอยากได้ เราจะไม่ซื้อ แต่ซื้อของที่เราอยากให้เขามากกว่า”

การทำเพลงให้มีคุณภาพในแบบของวง My Life As Ali Thomas

“เพลง 4 นาทีพายรู้สึกว่ามันเป็นโอกาสที่เราจะทำให้คนหลุดออกไปจากโลกใบนี้ แต่เราจะพาเขาไปไหนดี ในแบบที่เขาฟัง 4 นาทีแล้วรู้สึกว่าจบไวมาก ไม่ใช่ฟัง 1 นาทีแล้วฉันเปลี่ยนละ พายว่าอันนี้คือ goal ของอัลบั้มนี้ มากกว่าจะเป็น 4 นาทีแล้ววนฮุกแบบให้เขาร้องได้ พายว่ามันตื้นไปสำหรับการทำเพลงของวงเรา พายรู้สึกว่าถ้าเราอยากให้คนจำเพลงเราได้หรือร้องตามได้ พายว่ามันเป็น aspect ที่น้อยมาก ในสิ่งที่เราอยากให้คนฟังได้จากเรานะคะ

พายอยากให้รู้สึกว่ามันเป็นการเอสเคปมากกว่า คล้ายๆ therapeutic นิดนึงอะค่ะ เวลาเราอารมณ์เยอะ แต่ไม่รู้จะเอาไปไว้ไหน แต่ถ้าเราฟังเพลงที่อารมณ์เยอะพอๆ กัน เหมือนแบบช่วยกันน่ะ เพราะเพลงก็ช่วยพาย พายหวังว่ามันจะช่วยคนอื่นได้ พายเชื่อว่ามนุษย์เราไม่ต่างกันขนาดนั้น ต่อให้นิสัยไม่เหมือนกัน แต่ลึกๆ แล้วความต้องการ เวลาเศร้า เวลาโกรธ เราเหมือนกัน เวลาเราร้องไห้ เราอกหัก เราอกหักเหมือนกัน ต่อให้มันจะคนละเรื่อง ถูกป่ะ ซึ่งพายรู้สึกว่าเวลาเราอกหัก เราใส่ไปกับเพลง เราเชื่อว่าคนอกหักที่เลเวลเดียวกับเรา เขาก็น่าจะรู้สึก เพราะว่าเราไม่ได้โกหก

ที่สำคัญต้องอยู่ที่ตัวเราด้วย สมัยก่อนพายเคยโดยคนคอมเมนต์เยอะ โปรดิวเซอร์อยากให้วนท่อนนั่นนี่เพื่อที่เพลงจะได้ติดหูคน เขาบอก ‘พายขายเพลงหน่อย’ แล้วตอนนั้นพายยังมีความใหม่มาก พายบอกโอเคๆ ก็ได้ค่ะ ทั้งที่การวนท่อนสำคัญมันไม่ได้เมกเซนส์กับเรื่องราวที่พายเขียนไว้ สุดท้ายเพลงก็ไม่ได้ happening ขนาดนั้น พายรู้สึกว่าแล้วไง ที่มาคอมเมนต์งานพายก็แค่คอมเมนต์ไปงั้นๆ แล้วพอเพลงไม่ได้ดังแบบทำเงินมากมายขนาดนั้น เขาก็แค่จากไป พายรู้สึกว่าถ้ามันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำ เราจะยอมทำไม แล้วหลังจากนั้นพายก็ไม่ทำอะไรอย่างนี้อีกเลย คือพอรู้ว่าการทำแบบนี้สุดท้ายมันทำให้เรารู้สึกแบบนี้ เราไม่ประนีประนอมดีกว่า เพราะสุดท้ายมันคืองานเรา”

ภายใต้สังกัดเราสามารถทำแบบนี้ได้เหรอ

“ตอนนี้ก็ได้อยู่ คือโปรดิวเซอร์คนนี้เขาเข้าใจพายมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะเขาเป็นฝรั่ง อาจจะมีความคิดใกล้พายมากขึ้น เขาเก็ต แต่พายก็ไม่ได้ขนาดว่าจะทำเพลง super abstract แล้วหวังว่าทุกคนจะซื้อ เราต้องคุยกับเขา มันต้องมีทางอื่น อาจจะไม่ใช่วนปึ้กๆ ขนาดนั้น แค่สูตรเดียวกันแต่เราทำอย่างอื่นได้ พายรู้สึกว่าเพลงในอัลบั้มสองต่อให้ไม่วนฮุก ทุกเพลงจะดึงความน่าสนใจไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง มี substitution ในเชิงฟังก์ชั่นของเพลงน่ะค่ะ”

หมายความว่าการทำเพลงของวง My Life As Ali Thomas จะไม่คอนเซิร์นเรื่องฟังแล้วติดหู

“คงมีบ้างค่ะ แต่ติดหูในแบบอื่น ไม่ใช่ไปยัดเมโลดี้ใส่หูเขา พายว่าแบบนั้นมันเป็น cheap way ที่ทำให้เพลงติดหู พายจะหาทางใหม่ๆ ให้เขา ไม่ใช่เดินตามสูตรเดิมๆ ไม่งั้นเราจะทำทำไม พายไปทำอาชีพอื่นที่ได้เงินเยอะกว่านี้ไม่ดีกว่าเหรอ แทนที่จะ compromise งานที่มันเกี่ยวกับแพสชั่นของพาย เพื่อที่จะได้เงินเพิ่มนิดเดียว มันไม่คุ้มเลย พายรู้สึกว่าพายไปทำงานอื่นดีกว่าที่ไม่เกี่ยวกับการ compromise ความฝันเรา แล้วแบบหาเงินอย่างเดียว แต่ถ้าเอาเงินมาบวกกับดรีม ดรีมมันจะไม่ไปไหนเลย พายเลยคิดว่าต้องแยกกัน ถ้าจะทำอะไรที่ตามความฝัน เรื่องเงินต้อง set aside เข้าใจว่าความจริงอาจจะไม่ได้ขนาดนั้น แต่ว่ามันต้องเป็นเรื่องรอง ไม่ใช่เรื่องแรก เพราะถ้าเป็นเรื่องแรก เพลงมันจะอยู่แค่นี้ แล้วถ้ามันอยู่แค่นี้ พายว่ามันเสียเวลา”

เวลามีคนทำเพลงแล้วว้าว มันทำให้เรากดดันไหม

“ก็มีค่ะ เคยรู้สึก เราก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้สึกอะไรขนาดนั้น แต่พยายามที่จะไม่สนใจ เพราะเรารู้เป้าหมายของเรา พายรู้สึกว่าการที่เราเป็นมนุษย์มันอดไม่ได้อยู่แล้ว พอเราเห็นคนอื่น เห้ย! วิ่งไปไกลละ ท่าสวยมาก รองเท้าสวยจัง วิ่งเร็วจังเลย นึกออกป่ะ เราต้องพยายามไม่สนใจค่ะ เพราะทางใครก็ทางมัน เราแค่โฟกัสว่านี่คือทางเรา ข้อจำกัดของเราคืออะไร แล้วสิ่งที่เราอยากไปคืออะไร เข้าใจนะว่าเวลาที่เราเดินมันอดไม่ได้อยู่แล้วที่จะมองซ้ายมองขวา ต้องพยายามไม่หลงไปกับมัน เราไม่ควรจะไปทางของเขา เพราะเราไม่เกี่ยวกัน ต่อให้เราวิ่งเหมือนเขา มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราอยากไปก็ได้”

จนถึงวันนี้พัฒนาการในด้านของเพลงมากขึ้นไหม

“ก็คงต้องมี พายรู้สึกว่าการดีขึ้นบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี อาจจะเพราะงานแบบนี้มันไม่ใช่ว่ายิ่งเก่งยิ่งดีมั้งคะ เราต้องโง่บ้าง ไม่งั้นมันไม่เฟรช เพราะยิ่งเก่งเราจะยิ่งรู้ว่าเฮ้ยๆ เขียนอย่างนี้แล้วมันจะอย่างนี้ แต่เราคิดว่าสิ่งที่มันไอ้นี่มากที่สุดคือสิ่งที่มัน honest ความ honest มันจะมาง่ายสุดเวลายูโง่ เราต้องทำตัวแบบสมองช้าๆ แล้วมันจะเป็นธรรมชาติ พอเวลาคิดเยอะๆ เหมือนเพลงมันจะไม่ฟีล เป็นเพลงแบบใช้สมอง ไม่ได้มาจากข้างใน”

เป้าหมายจริงๆ ของพายคืออะไร

“ในส่วนของพายเองนะ พายอยากทำเพลงที่มีทุกอย่างที่พายชอบฟังตอนเด็กๆ มั้ง เหมือนพายอยากสร้างโลกของพายเองด้วยเสียงดนตรี พายรู้สึกว่าโลกของเราโคตรมันเลย พายชอบจิตนาการและชอบดูการ์ตูนสมัยก่อนอย่าง Fantasia ปี 1940 มันเป็นออร์เคสตร้าที่ผสมกับวิชวล พายหลงใหลใน magic พายว่าโลกเราขาด magic มากๆ พายอยากทำเพลงของพายเองเพื่อเป็นการสร้างบ้าน เหมือน I have magic power. พายว่ามันสำคัญนะ ถ้าพายสร้างโลกของพายได้ แล้วมัน functioning อยากให้คนเข้ามาสู่โลกของพาย เผื่อเขาอาจจะเฮ้ย! มันสนุกนะเว้ย พายไม่รู้ว่าคนอื่นยังไงนะ แต่พายรู้สึกว่าตัวเองไม่โตขึ้นเลย เราคือคนเดิมแหละ แต่เราอาจจะโตขึ้นแบบมีประสบการณ์อย่างอื่น โดยสมองของเรา กล้ามเนื้อเรา และเราใช้คำพูดที่ผู้ใหญ่ขึ้น”

ความยากในการทำงานเป็นวง

“ยากมาก พายว่าคนที่ครีเอทีฟจะมีความเซนสิทีฟ การทำดนตรี คือดนตรีมันส่วนตัว เป็นเหมือนสำเนียงของจิตวิญญาณเรา ถ้าเราทำออกมาปุ๊บแล้วอีกฝั่งบอกว่าไม่ใช่ว่ะ มันยากที่จะไม่ส่วนตัว สมมติพายร้องออกมาแล้วมันไม่เข้า พายรู้สึกว่าทุกอย่างมันส่วนตัวไปหมดเลย แต่พอเริ่มที่จะไว้ใจกัน มันจะเริ่มเข้าใจว่าเวลาเราคอมเมนต์มันไม่ส่วนตัวนะ ไม่ได้เกี่ยวกับความรู้สึกของยูนะ แต่โน้ตนี้ไม่เข้าจริงๆ พายคิดว่าการที่เราก้าวมาถึงจุดนี้ได้ต้องใช้ความเชื่อใจกันระดับหนึ่ง เราจะทำยังไงให้เพลงมันเวิร์ก คือให้เพลงเป็นกฎหมายของวงมากกว่า แทนที่จะเป็นความรู้สึกของเรา

อันนี้สมมตินะ เราอยากโชว์เคสก้อนนี้ แต่มันไม่เข้ากับเพลง ก้อนนี้ก็ต้องเอาออก เพราะว่ามันไม่เกี่ยวกับเราสามคน มันเกี่ยวกับเพลงชิ้นนี้มากกว่า พายว่าการจะยอมรับตรงนี้ได้มันต้องใช้เวลานิดหนึ่ง เพราะแต่ละคนความต้องการไม่เหมือนกัน คนนั้นต้องการอย่างนี้ คนนี้ต้องการอย่างนั้น พายว่าสิ่งที่ถูกต้องคือเพลงนี้จะเป็นไปในแบบที่ดีที่สุดยังไง แล้วอันนั้นจะเป็นกฎหมายของการตัดสินใจทุกอย่างมากกว่า”

พายดูมั่นและมีความเป็นตัวเองสูง พี่แร็กกับตาวรับเราได้ไหม

“ก็จูนกันบ่อยค่ะ เพราะสองคนนั้นเขาใจดี เขาตามใจ อาจจะเพราะเราเขียนเพลงด้วย พอเขาเถียง พายก็จะแบบ ‘มันไม่ได้อะแก’ เขาก็จะ ‘ฮื่อ ก็ได้วะ’ คือสองคนนั้นเป็นคนน่ารักค่ะ ไม่เคยบังคับพาย ถ้าไม่เห็นด้วยก็แค่ ‘ไม่เห็นด้วยนะ’ (เลียนเสียงเข้ม) แต่ยังไงพายก็ทำ พายก็จะบอกว่า ‘thanks’ ”

โชว์แบบไหนที่สมาชิกทุกคนอยากให้เป็น

“พวกเราอยากให้วงเราออกมาเหมือนอะควาเรียม ไม่ได้เป็นแบบกายกรรมนะ แต่ยังไม่ถึงจุดนั้นซะที คือเป็นโชว์ที่ไม่เกี่ยวกับเพลงขนาดนั้น เป็น music experience มากกว่า อยากให้คนไปดูโชว์เรา ให้เขาได้หลุดจากโลกเขา แล้วมา magical land สักแป๊บนึง มากกว่าการ เอ่อ…มาฟังเพลงเรานะ”

เสน่ห์ของวง My Life As Ali Thomas

“พายว่าอาจจะเสียงดัง ไม่รู้ (ลากเสียง) ไม่เคยอยู่ตรงคนดู”

ฟีดแบ็กของคนฟังมีผลกับวงมากแค่ไหน

“แฟนเพลงจะชอบเขียนจดหมายให้เวลามาเจอพวกเราตอนแฟนมีตติ้ง พายว่าแฟนเพลงของวงเราเป็นมนุษย์ลึกซึ้งค่ะ บางคนนั่งสเกตช์ภาพ พอเล่นคอนเสิร์ตเสร็จก็เอามาให้ บางคนซื้อหนังสือมาให้แล้วบอกว่าอยากให้อ่าน บางคนเย็บสมุดเองแล้วเอามาให้พายเขียนเพลง เป็นกลุ่มคนที่ delicate กับวงเรามากๆ บางคนเขียนจดหมายแบบลงรายละเอียด เล่าให้ฟังในเชิงของเพลงเรากับสิ่งที่ส่งผลต่อชีวิตเขา พออ่านแล้วมันรู้สึกดีใจด้วยมากๆ คือถ้าเพลงเราทำให้เขามีความสุขได้ขนาดนี้ กับการที่เขาเคยอยู่ใน situation ที่ไม่ดีมากๆ มาก่อน แล้วมันทำให้เขาหลุดพ้นออกจากสภาวะจิตใจตรงนี้ได้ เราไม่มีอะไรที่จะมีความรู้สึกดีไปกว่านี้อีกแล้ว

การที่เราช่วยเขาได้ในแบบที่เราไม่ได้หวังอะไรเลย แล้วเขาได้ในแบบที่เขาก็คงไม่ได้หวังอะไรเหมือนกัน มันเป็นฟีดแบ็กที่ดี เป็นการผลักดันเกือบๆ เป็นสิ่งหลักของวงเราเหมือนกันค่ะ เลยสู้ตายกับไอเดียของแมจิกอันนี้ เพราะเราเชื่อว่าจดหมายของแฟนเพลงที่เขียนมาทั้งหมดนี้ เขาเชื่อในแมจิกเหมือนกัน คนกลุ่มนี้ไม่ได้เยอะ แต่พายรู้สึกว่าแบบ can’t give up on them now คือเราก็ไม่ได้ทำให้คนทั่วโลกฟัง เราทำให้กลุ่มของเราฟัง

พายรู้สึกว่ามัน matter สำหรับคนที่เขา matter กับวง เหมือนเรามีประเทศของเราค่ะ พายว่ามัน intimate แล้วพายชอบอะ เหมือนแฟนเพลงเขามีบางอย่างที่เชื่อมถึงเรา อาจจะมุมมองหรือเปล่า ไม่งั้นคงเชื่อมกันไม่ได้ พายว่าการเขียนเพลง หรือการโชว์ perspective บางอย่างมันเป็นการหาเพื่อนเหมือนกันนะ เหมือนเราบอกมุมมองของเราไป แล้วเขาก็อืม! คิดเหมือนกันเลย เราเป็นเพื่อนกันดีกว่า หรือเรามาอยู่ใกล้ๆ กันดีกว่า พายรู้สึกว่าคนที่มีมุมมองแบบนี้จะเป็นคนที่ชอบอยู่คนเดียว พอมาเจอวงเราแล้วทำให้เขารู้สึกเหมือนมีเพื่อน ซึ่งเราก็เข้าใจนะ”

เวลาแต่งเพลงไอเดียมาจากไหน เราต้องหาแรงบันดาลใจหรือมันแวบขึ้นมาเอง

“พายว่าเพลงมันจะอยู่ในอากาศ เราต้องเดินไปหามัน พายรู้สึกว่าเพลงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา เราไปเจอมันมากกว่า ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นแรงบันดาลใจหรือเปล่า แต่เราต้องเขียนมันไปเรื่อยๆ ค่ะ เพราะเพลงที่เราชอบบางครั้งไม่ใช่เพลงแรกที่เราเขียน มันอาจจะอยู่เพลงที่ 28 ก็ได้”

ช่วงเวลาที่เขียนเพลงแล้วไอเดียบรรเจิด

“ต้องไม่กินข้าว เพราะรู้สึกกินข้าวแล้วมันง่วง ช่วงเช้าๆ ก่อนกินข้าวเช้า หูมันยังใหม่อยู่ด้วยมั้ง แล้วเพิ่งตื่น หูมันยังไม่ได้ยินอะไร แล้วพอได้ฟังเพลงมันจะเฟรช”

5 กิจกรรมสุดโปรด ‘ลุยเดี่ยว’ ในสไตล์ของพาย

1. กินข้าวคนเดียว

ชอบมาก โอ้ว! เรากินอะไรก็ได้ ไม่ต้องตามใจใคร เข้าร้านปุ๊บสั่งอะไรก็ได้ จะกินหมดหรือไม่หมดก็ไม่เป็นไร เราก็กลับบ้านได้ คือทุกอย่างเป็นชีวิตของเราหมดเล้ย

2. ไปนวดคนเดียว

3. ขับรถไปหัวหินคนเดียว

เหมือนหนีออกจากเมืองมากกว่า แต่เผอิญว่ามีบ้านอยู่ที่หัวหิน หรือบางทีอารมณ์หงุดหงิด อยากขับรถไปไกลๆ พอไปถึงก่อนขึ้นห้องก็จะเอามือไปแตะน้ำทะเลก่อน มันเป็นธรรมเนียมของเรา ถ้าจะหนีเมืองออกมาทั้งที เราจะต้องไปถึงขอบก่อน พายรู้สึกว่าทะเลคือเส้นสุดท้ายของพื้นดินน่ะ แล้วก็ไม่ได้ลงมาเล่นน้ำทะเลหรอกนะ เหมือนแค่ย้ายที่นอนเฉยๆ

4. ไปอะควาเรียม

พายชอบโลกใต้น้ำ แต่ไม่ชอบว่ายน้ำ ชอบทะเลเพราะว่ามันเจ๋งอะ เวลาอยู่อะควาเรียมมันให้ฟีลเหมือนเราดำน้ำ นี่คือใกล้สุดในการลงน้ำของพายแล้วได้เห็นปลา

5. เดินดูคนในห้าง และฟังเพลงไปด้วย

พายทำตัวเหมือนเป็นเอเลี่ยน เป็นนักสังเกตการณ์น่ะ ยืนดูกิจกรรมของมนุษย์ยุค 2021 เดินดูป้ายโฆษณาแฟชั่น พายก็จะคิดในใจว่ามันสื่ออะไร ทำไมโลกเรามีแต่ขายของวะ มันให้มุมมองในความเป็นมนุษย์ของโลกใบนี้ มันน่าสนใจมากค่ะ

Photographer: Adison Rutsameeronchai

Writer: Angkana Wongwisetpaiboon

Special Thanks: Warner Music Thailand

Other Articles

spot_img

พาชม Jisoo Blackpink กับVDO สุดพิเศษพร้อมเผยความรู้สึกการเข้าร่วม Dior Cruise 2022 ที่ผ่านมา!

0
Jisoo  ศิลปินสาวสมาชิกวงBlackpink และ Dior Global Ambassador ได้เข้าร่วมชมCruise 2022 ของ Dior เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยก่อนเริ่มโชว์นั้น ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง Maria Grazia Chiuri นั้นได้ส่งชุดคอลเลกชั่นนี้ให้สาวจีซูได้ชมก่อนใครกันเสมือนได้เธอไปดูโชว์นี่ด้วยกันเลยทีเดียว...

โปรเจ็กต์พิเศษ JOOX ORIGINAL 100×100 Season 3 อัดแน่นไปด้วยไลน์อัพศิลปิน

0
สร้างสีสันและความคึกคักให้คนฟังมาอย่างต่อเนื่อง และครั้งนี้นับเป็นปีที่ 3 ของ JOOXORIGINAL 100x100 ที่จะกลับมามอบความสนุกทางดนตรีให้กับแฟนๆ อีกครั้ง โดยยังคงเป็นการจับมือกันอย่างเหนียวแน่นระหว่าง...

หวนคืนวัยเด็กกับ Tamagotchi สมาร์ตวอตช์ที่จะไม่ทำให้คุณเหงา

ยังจำทามาก็อตจิกันได้ไหม? จะบอกว่า Bandai Namco เขาอัพเกรดใหม่แล้วนะ ‘Tamagotchi Smart’ จะไม่เหมือนทามาก็อตจิที่เราคุ้นเคยอีกต่อไป (แบบหน้าจอขาวดำและเป็นพวงกุญแจ)...

Bvlgari Magnifica: The Greatest Show

0
หลังจากเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ที่มิลานไปเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน ล่าสุด Bvlgari ) เชื้อเชิญให้ร่วมดื่มด่ำและหลงใหลตราตรึงใจไปกับคอลเลกชั่นเครื่องประดับอัมณีชั้นสูงใหม่ล่าสุดในชื่อ Magnifica ผ่านโชว์ซึ่งไลฟ์สตรีมให้ชมกันไปเมื่อช่วงค่ำวันนี้ ผ่านทางเว็บไซต์ รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของบุลการี โชว์ Magnifica...

Live Stream เปิดตัวไฮจิวเวลรี่สุดยิ่งใหญ่ Bvlgari Magnifica

0
บุลการี (Bvlgari) เชื้อเชิญให้ร่วมดื่มด่ำและหลงใหลตราตรึงใจไปกับคอลเลกชั่นเครื่องประดับอัมณีชั้นสูงใหม่ "แมกนิฟิกา" (“Magnifica”) ที่ก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการมาแล้วในระหว่างงานแบรนด์อีเวนต์ (Brand Event) ของช่างอัญมณีแห่งโรมัน (Roman jeweler) โดยการปรากฏโฉมบนเวทีเป็นครั้งแรกในมิลาน เมื่อวันที่ 3 – 4 มิถุนายนที่ผ่านมา   “แมกนิฟิกา" ได้กลายเป็นตัวเอกของโชว์ที่ถ่ายทำขึ้น ณ หนึ่งในสถานที่อันเป็นไอคอนิกสูงสุดของเมืองมิลาน...