Tuesday, September 27, 2022

Halston : Prince of American fashion.

เคยมีภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Halston เมื่อปี 2019 ที่ทำได้ดีมาก แต่อาจจะขาดความแซบความเผ็ดเพราะนั่นคือสารคดี แต่ในเมื่อโปรเจ็ค Halston 2021 นี้มีไรอัน เมอร์ฟีย์ เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์และทีมเขียนบท รับรองได้ว่าการนำเอาตำนานของแฟชั่นดีไซเนอร์ที่ทำให้นิวยอร์กเป็นหนึ่งในเมืองหลวงแฟชั่นโลกอย่างสมภาคภูมิ รวมทั้งการยกทีมแฟชั่นดีไซเนอร์อเมริกันบุกปารีสกับสงครามแห่งแพรพรรณที่แวร์ซาย ก็เป็นเรื่องที่โจษขานมาจนทุกวันนี้ในมินิซีรีย์ 5 ตอนนี้จะต้องเผ็ชแซบครบรสแน่นอน 

Roy Halston Frowick คือแฟชั่นดีไซเนอร์คนแรกๆ ของอเมริกาที่ประสบความสำเร็จทั้งสองฝากฝั่งแอตแลนติก เป็นราชาแห่งแฟชั่นอเมริกันในยุคซิกส์ตี้ส์จวบจนยุคเอจตี้ส์ แต่ด้วยการตัดสินใจผิดในการที่จะทำให้แบรนด์ Halston เข้าถึงคนในทุกกลุ่ม ทำให้เขาตัดสินใจเซ็นสัญญากับ JC Penny ห้างค้าปลีกที่โด่งดังของยุคนั้น เพื่อผลิตคอลเลกชั่น Halston แต่นั่นทำให้ Bergdoff Goodman ห้างสุดหรูบนฟิฟธ์อะเวนิว นิวยอร์ก ดึงเอาทุกสิ่งภายใต้แบรนด์เขาออกในชั่วข้ามคืน นี่คือบทเรียนราคาแพงที่คนในวงการแฟชั่นมักจะใช้เป็นกรณีศึกษา และท้ายที่สุด การเซ็นสัญญาโดยไม่ไตร่ตรองรอบคอบทำให้เขาถูกนายทุนคนใหม่เขี่ยเขาออกจากการเป็นดีไซเนอร์แบรนด์ Halston และให้ดีไซเนอร์คนอื่นเข้ามาทำหน้าที่แทน ชีวิตช่วงท้ายเขาได้รับไวรัสเอดส์และป่วยด้วยโรคมะเร็ง เขาหลบหน้าสังคมนิวยอร์กกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวที่ชิคาโกและจากไปอย่างสงบที่นั่น  ชื่อเสียงของเขายังกลายเป็นตำนานแม้เขาจะจากไปด้วยวัย 58 ปี ถ้าจะพูดถึงดีไซเนอร์ที่ทำให้นิวยอร์กเป็นหนึ่งในเมืองหลวงแฟชั่นโลก และสร้างภาพลักษณ์ American fashion ต้องมีเขาเป็นอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน

จากเด็กชานเมืองชิคาโก ในครอบครัวที่ค่อนข้างอบอุ่น แม้พ่อของเขาจะเสียชีวิตไปตอนที่เขายังเด็ก แต่แม่และยายก็เลี้ยงดูเขามาตามอัตภาพ โดยเฉพาะยายที่เป็นแรงบันดาลใจและสนับสนุนให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขารักคือการออกแบบหมวก จนเขามีร้านหมวกเล็กๆ ในเวลากลางวันและลงเรียนเกี่ยวกับแฟชั่นภาคค่ำ ไม่เพียงหมวกที่เขาออกแบบจะเก๋เท่ แต่ด้วยเป็นหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาหล่อเหลาเขาจึงมีผู้สนับสนุนจำนวนมาก และทำให้เขาย้ายมานิวยอร์กและได้ทำงานที่ร้านหมวกที่มีชื่อเสียงมากของนิวยอร์กในฐานะหัวหน้าแผนกออกแบบ แต่ไม่นานห้างสุดหรูระดับโลกเบิร์กดอร์ฟกู๊ดแมน ก็เสนอตำแหน่งหัวหน้าแผนกหมวกให้กับเขา ซึ่งถือว่าเขาเป็นดาวเด่นมากด้วยอายุที่ยังน้อย และดีไซน์ที่ทำให้เขามีชื่อเสียงที่สุดก็คือการออกแบบหมวกทรง Pillbox hat ให้กับแจ็คเกอลีน เคนเนดี้(ตอนนั้น) เธอสวมหมวกทรงนี้ไปปฏิบัติภาระกิจภรรยาประธานาธิบดี ช่างภาพจับภาพเธอตอนที่มีลมพัดแรงเธอแล้วเธอยกมือขึ้นแตะหมวกด้วยความเคยชินว่าหมวกจะปลิว แต่หมวกทรงนี้ไม่มีปีกหมวกที่จะต้านลม นี่จึงจุดประกายให้บรรดาสุภาพสตรีคลั่งหมวกทรงนี้กันตามแจ็คกี้

คนที่มีไฟสร้างสรรค์ย่อมไม่จำกัดขอบเขตงานดีไซน์ของตน ประกอบกับช่วงนั้นกระแสความนิยมหมวกเร่ิมซาลง เมื่อมีนายทุนมาเสนอให้เขาสร้างแบรนด์ตัวเอง เขาจึงไม่รั้งรอที่จะเปิดบูติกแฟชั่นโดยใช้ชื่อ Halston ที่คนทั่วไปจะออกเสียงว่า โฮลสตัน หรือฮอลสตัน แต่แม่ของเขาจะบอกกับ Halstoneut หรือเหล่าอองทูราจ ของเขาเสมอว่า ฮาลสตัน ไม่ใช่ฮอลสตัน ซึ่งการออกแเสียงให้เพี้ยนจากการสะกดเดิมเป็นจริตของคนแฟชั่นในยุคนั้นที่มีไออาน่า วรีแลนด์ บรรณาธิการโว้กที่เสมือนภิกษุณีสูงสุดแห่งวงการ 

ความอัจฉริยะของฮาลสตันไม่ใช่แค่เรื่องดีไซน์ เขาไม่ได้เป็นแค่ designer แต่เป็น dressmaker ด้วย ซึ่งยุคนั้นคนจะประกอบอาชีพเป็นช่างตัดเสื้อมากกว่าแต่อาชีพดีไซเนอร์ฟังดูโก้หรูกว่า ทว่าฮาลสตันสามารถใช้กรรไกรตัดผ้าที่คลี่ออกมาจากพับแล้วนำมาจับเป็นชุดที่สวยงามได้ และเทคนิคการใช้กรรไกรตัดผ้าของเขานั้นไม่มีใครลอกเลียนได้ ฉันั้นที่กล่าว่า Charles James คือดีไซเนอร์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ดิออร์สร้างสรรค์ชุดนิวลุ๊ค ฮาล์สตันก็ยกย่องชาร์ลส์ เจมส์ เช่นกัน และให้เขามาร่วมทำคอลเลกชั่น ในบั้นปลายชาร์ลส์ เจมส์ ขัดสนเพราะเขาทำงานมุ่งหวังจะสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับแฟชั่นจนไม่เคยทำชุดเสร็จตามเวลา ชุดเดียวกันเขาจะแก้แล้วแก้อีก ทดลองอะไรใหม่ๆ เป็นหลายๆ ปีกว่าจะสำเร็จเป็นตัว 

เมื่อชาร์ลส์ เจมส์ มาทำงานร่วมกับฮาลสตัน แม้เขาจะยกย่องชาร์ลส์ แค่ไหน แต่การร่วมงานกันก็ไปไม่รอด เพราะชาร์ลส์ยังยืนยันที่จะใช้เวลาคิดประดิษฐ์ผลงาน และเขาจะออกแบบดครงสร้างชุดที่มีความซับซ้อนมาก โดยชุดของเขานั้นสามารถตั้งกับพื้นได้โดยไม่ต้องใส่บนหุ่น ซึ่งคอลเลกชั่นที่ทำร่วมกันออกมาทำให้สื่อฯ ถามว่า ทำไมฮาลสตันต้องให้ผู้หญิงไปเป็นเครื่องจักรอีก เพราะชุดมีความเป็นยูนิฟอร์ม มีความซับซ้อนของแพทเทิร์นเหมือนจักรกลที่ทำจากผ้า ในขณะที่ผลงานของฮาลสตันเองคือความพร้ิวไหว การใช้วัสดุใหม่ๆ อย่างผ้าหนังที่ทอจากใยสังเคราะห์ อิเซ่ มิยาเกะ บอกกับเขาว่ามีผ้าชนิดใหม่น่าสนใจสามารถทนน้ำได้(ซักน้ำได้แต่ใช้เครื่องซัก) แต่ฮาลสตันเข้าใจว่ากันน้ำได้ เขาจึงนำผ้านี้มาตัดเป็นเทรนช์โค้ต(trench coat) สำหรับฤดูใบไม้ผลิที่เป็นโค้ตตัวสำหรับบางกันลมกันละอองฝนเปลี่ยนฤดู แต่จริงๆ ผ้าหนังกลับนี้ไม่กันน้ำ แต่ทว่าเทรนช์โค้ตของฮาลสตันที่ทำจากผ้านี้กลายเป็นดีไซน์ไอคอนของเขา จะด้วยผิวสัมผัสและความพริ้วทำให้โค้ตนี้สวยงามกว่าผ้าอื่นๆ

ก่อนจะมีงานแสดงแฟชั่นโชว์ที่พระราชวังแวร์ซาย ชานกรุงปารีส ในปี 1973 ดีไซเนอร์อเมริกันไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการให้เทียบเคียงกับดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสได้ แม้สื่อฯ แฟชั่นผู้ทรงอิทธิพลจะอยู่ในนิวยอร์ก และเซเว่นอะเวนิวก็ขับเคลื่อนธุรกิจแฟชั่นอย่างมหาศาล แต่ดีไซเนอร์อเมริกันส่วนใหญ่ก็ถูกมองว่าเป็นรองที่ฝรั่งเศส แต่เมื่อลูกค้าอเมริกันคือคนขับเคลื่อนโอ๊ตกูตูร์ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฉะนั้นผู้หญิงแกร่งที่เป็นหัวหอกแห่งการลิสต์รายชื่อบุคคลแต่งกายยอดเยี่ยมของอเมริกาคือ เอเลนอร์ แลมเบิร์ต จึงดำริที่จะพาเหล่าดีไซเนอร์อเมริกันไปบุกปารีส โดยเธอเสนอจัดแฟชั่นโชว์ที่แวร์ซาย โดยมีทั้งฝั่งอเมริกันและปารีเซียง แน่นอนว่าการจะคัดว่าใครควรจะได้อยู่ฝั่งไหนก็เข้มข้นมาก ที่เอเลอนร์ได้จัดงานนี้เพราะเธอเสนอว่ารายได้จากงานนี้จำสมทบทุนบูรณะพระราชวังแวร์ซาย ซึ่งยุคหลังสงครามโลกไม่นานคือทรุดโทรมสุดๆ ทางรัฐบาลฝรั่งเศสจึงไฟเขียวให้เธอ และเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว โดยไม่มีงานประชันเช่นนี้อีก

ในขณะที่ดีไซเนอร์ชาวปารีสที่มีแบรนด์เด่นๆ อย่างอีฟว์ แซงต์โรลองต์ อเมริกาก็มีฮาลสตัน นี่แหละที่เจิดพอจะจัดสู้ได้ แต่ความเก๋คือเหล่าดีไซเนอร์อเมริกันจะไม่ขอโชว์แบบเดินบนแคตวอล์คธรรมดาๆ เพราะสถานที่คือโรงละครในแวร์ซาย เลยให้ เคย์ ทอมป์สัน มาออกแบบท่าเต้นท่าเดินโชว์ ทำเป็นละครเพลงเล็กๆ เพราะนิวยอร์กดังเรื่องละครเพลงนี่ และได้ไลซ่า มิเนลลี ซึ่งเป็นมิวส์ของฮาลสตันอยู่แล้วมาเป็นนักร้องนำ ขณะที่การนำเสนอของดีไซเนอร์ฝรั่งเศสเป็นไปตามแบบแผนเดิม และมีการขานหมายเลขชุดตามขนบ แต่แบรนด์อเมริกันทั้งหลายจัดเป็นโชว์มิวสิคัลเล็กๆ สร้างความตื่นตาตื่นใจและงานดีไซน์ของอาลสตันที่เน้นความพร้ิวไหวของชุดและลีลาการเคลื่อนไหวก็ลงตัวกับวิธีการนำเสนออย่างที่สุด แน่นอนแม้จะไม่มีการประการว่าสงครามแฟชั่นที่แวร์ซายคืนนั้นใครชนะ แต่ทุกคนพูดถึงโชว์ของแบรนด์อเมริกัน และเอกลักษณ์ของแฟชั่นอเมริกันก็ถูกกล่าวถึงซ้ำๆ หลังจากงานนั้น 

ฮาลสตันยังเป็นดีไซเนอร์คนแรกๆ ที่สร้างความ diversity ขึ้นในวงการแฟชั่น นางแบบของเขาไม่ได้มีแต่สาวผมบรอนด์ผิวขาวเป้นกระเบื้อง แต่มีสาวผิวสีรูปร่างสง่าคอระหงเสมือราชินีชีบา สาวร่างท้วมที่ทำหน้าที่หลักคอยรับรองลูกค้าที่โชว์รูม แต่เธอจะมีชุดที่ดีไซน์สำหรับเธอ และบางครั้งเธอก็ร่วมเดินแบบ เมื่อฮาลสตันย้ายออฟฟิศมาอยู่ตึกโอลิมปิคที่สุดหรูของนิวยอร์ก เขาได้สร้างสรรค์ออฟฟิศในฝันของเขาที่มีความโมเดิร์นเรียบเท่และโครงสร้างหลักๆ ทุกอย่างเป็นกระจกทั้งหมด และที่นี่ก็เป็นที่จัดแฟชั่นโชว์ของเขาด้วย นอกจากนี้อพาร์ตเม้นต์ที่พักของเขายังได้รับการออกแบบโดย Paul Rudolf เป็นต้นแบบของงานตกแต่งแบบมินิมัลสสิม์ก่อนที่คำคำนี้จะเกิดขึ้นเสียอีก

ฮาลสตันมีสัญชาตญานการพีอาร์และเป็นนักสร้างรวมทั้งผู้กำกับฯ โดยธรรมชาติ เขาเป็นทั้งผู้บังคับการให้ทุกๆ คนที่แวดล้อมเขาแสดงตามบทบาทที่เขาต้องการ ยุคของเขาการถ่ายทำภาพยนตร์สั้นด้วยกล้องถ่ายขนาดใหญ่แต่สามารถเคลื่อนไปกับตัวคนถ่ายได้แม้จะมีสายพ่วงระโยงระยางกลายเป็นเทรนด์ในการบันทึกเรื่องราว อาลสตันให้ทีมช่างกล้องติดตามเขา เขาจะกำกับให้ทุกคนว่าต้องเดินเข้าทางไหน นั่งหรือยืนตรงไหน ต้องทำอะไร เขาทำเมหือนไม่มีกล้องอยู่ในห้องเดียวกับเขา แต่เขาสั่งและกำกับทุกคนอย่างเข้มงวดเพื่อจะได้ภาพยนตร์สั้นที่บัทึกลงม้วนวิดีโอมากมายที่จะกลายมาเป็นข้อมูลอ้างอิงในปัจจุบันถึงความเป็นตัวเขา จริงๆ เขามีสัณชาติญานในการเป็นนักบุกเบิก ทันทีที่ประเทศจีนเปิดประเทศ เขามองว่าจีนต้องการเห็นแฟชั่นแบบตะวันตก เขาขนกองทัพของเขารวมทั้งเหล่านางแบบนางแบบไปเยือนประเทศจีน แต่ในยุคนั้นประเทศจีนยังจนมาก ยังไม่ใช่ยุคเติ้งเสี่ยวผิง แต่เขาก็เป็นดีไซเนอร์อเมริกันคนแรกที่ทำให้คนจีนเห็นว่าโลกเบื้องนอกกำแพงไม้ไผ่นั้นแต่งกายเช่นใด  

เขายังให้แบรนด์เขาเป็นยี่ห้อของกระเป๋าเดินทาง เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ผ้าขนหนู เรื่อยไปจนถึงกางเกงในผู้ชาย ซึ่งดีไซเนอร์ยุคหลังจากเขาอย่างคาลวิน ไคล์น ประสบความสำเร็จกับการทำแบรนด์แฟชั่น ชุดชั้นในและน้ำหอม อย่างท่วมทัน แต่คาลวิน ไคล์น ไม่เคยเอาชื่อแบรนด์ตัวเองไปเกี่ยวข้องกับร้านค้าปลีกเพื่อมวลชน คาลวิน ไคล์น ทุ่มเทกับการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้เสถียรแม้จะออกคอลเลกชั่นของแต่งบ้าน ชุดจานชาม แต่ทั้งหมดได้ถูกควบคุมให้สอดคล้องเป็นภาพแบรนด์ที่ชัดเจนและเท่ทันสมัย ในขณะที่ฮาลสตันไม่สามารถควบคุมภาพลักษณ์เหล่านั้นที่เขาทำลายลงด้วยความที่อยากจะให้ชื่อนี้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม

มาถึงไลฟ์สไตล์ที่หวือหวา ปาร์ตี้สุดเหวี่ยงที่ Studio 54 เอลซ่า เพอเร็ตตี้ นักออกแบบผลิตภัณฑ์และจิวเวลรีที่ได้ร่วมงานกับ Tiffany & Co. สร้างงานดีไซน์ที่เป็นไอคอนมากมาย เธอคือมิวส์ของฮาลสตัน เธอให้สัมภาษณืว่าคนยุคนั้นเที่ยวหนักแต่ก็ทำงานหนัก อย่างฉันคุณก็จะเห็นผลงานออกมามากมาย แต่ฉันก็ปาร์ตี้ที่สตูดิโอ 54 และฌะอยอมรับว่าการใช้โคเคนเป็นเรื่องปกติของคนยุคนั้น และเธอยังล้ำยุคที่ยอมรับเรื่องไบเซ็กชวล โฮโมเซ็กชวล เป็นเรื่องปกติ แม้ยุคนั้นเพศทางเลือกยังไม่เป็นที่ยอมรับ และการกระทำบางอย่างก็เป็นสิ่งต้องห้ามทางกฎหมาย แต่พวกเขาเหมือนคนที่ปูทางให้ทุกวันนี้เรามี LGBTQ เราไม่ยอมรับการเหยียดเพศ เหยียดเชื้อชาติ และการบูลลีเป็นสิ่งที่สังคมประนาม เราคงไม่มีวันนี้ถ้าไม่มีคนรุ่นก่อนที่พยายามทวงสิทธิ์ต่างๆ ในเรื่องนี้ให้กับคนรุ่นหลัง 

แต่สิ่งที่ทำให้ฮาลสตันล้มเหลวก็คงเป็นเพราะการทำธุรกิจที่เขาอยากให้เติบโตและเข้าถึงคนทุกชนชั้น ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แม้จนบัดนี้ไฮแฟชั่นก็ไม่สามารถจะมาทำเป็นฟาสต์แฟชั่นได้ แม้จะมีการร่วมงานกันบางคอลเลกชั่น แต่ยุคสมัยนั้นกลุ่มคนในสังคมแบ่งชนชั้นกันเข้มข้นกว่ายุคนี้ มีภาพวิดีโอที่นักข่าวสัมภาษณ์หญิงสาวที่เข้าไปซื้อของในเจซีเพนนีย์ ว่าเธอมาหาคอลเลกชั่นของฮาลสตันหรือเปล่า เธอบอกว่าไม่ เธอมาเจซีย์เพนนีย์เพื่อจะมาซื้อของเจซีเพนนีย์ เธอไม่รู้ด้วยว่าฮาลสตันคือแบรนด์อะไร แน่นอนว่าคุณผู้หญิงบนเพ้นเฮ้าส์ชั้นบนสุดของถนนฟิฟธ์ฯ ย่อมจะไม่ทนเมื่อสาวใช้มาสวมเสื้อคล้ายๆ กันยี่ห้อฮาลสตันจากเจซีเพนนีย์ ในขณะที่เธอซื้อชุดฮาลสตันจากโชว์รูมที่หรูหราและราคาแพงกว่านั้นหลายสิบเท่า แพงกว่าเงินเดือนของสาวใช้ทั้งเดือนด้วยซ้ำ 

รอซีนีย์นี้ชมได้ทาง Netflix เร่ิมวันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม 2564 มี 5 Episodes นำแสดงโดย Ewan McGregor, Bill Pullman, Rebecca Dayan, David Pittu, Krysta Rodriguez, Kelly กำกับการแสดงโดย Daniel Minahan รับประกันความแซบเว่อร์ด้วยหนึ่งในโปรดิวเซอร์คือ Ryan Murphy รวมทั้งเป็นหนึ่งในทีมเขียนบทอีกด้วย ใครเป็นคอซีรีย์คงจะพอคาดเดาได้ว่าไรอัล เมอร์ฟี จะหาความเผ็ดร้อนมาเสิร์ฟให้ได้แซบกันแน่ๆ 

Episode Credits:

Episode 1: Becoming Halston

Written by Ryan Murphy & Ian Brennan and Sharr White

Directed by Daniel Minahan

Episode 2: Versailles

Written by Ian Brennan and Ted Malawer

Directed by Daniel Minahan

Episode 3: The Sweet Smell of Success

Written by Ryan Murphy & Ian Brennan and Tim Pinckney & Kristina Woo

Directed by Daniel Minahan

Episode 4: The Party’s Over

Written by Ryan Murphy & Ian Brennan and Sharr White

Directed by Daniel Minahan

Episode 5: Critics

Written by Ian Brennan & Ryan Murphy and Ted Malawer

Directed by Daniel Minahan

Other Articles