Wednesday, August 10, 2022

สิ่งที่เราเรียนรู้จากบล็อกเกอร์ชาวเอเชียเจเนอเรชั่นแรก

เป็นเวลานานกว่าทศวรรษแล้วที่คอนเทนต์รูปแบบ ‘บล็อก’ ได้ก้าวสู่โลกแฟชั่นชั้นสูงและเปลี่ยนวิธีที่เราเสพและสื่อสารผ่านเครื่องแต่างกายของเรา ในปี 2009 บล็อกเกอร์ซึ่งทรงอิทธิพลอย่าง Bryan Brey Yamba (หรือที่รู้จักในชื่อ Bryanboy) และ Tommy Ton (ซึ่งดังจาก Jak&Jil เพจรวมภาพถ่ายสตรีทสไตล์) ได้รับเชิญให้มานั่งอยู่ที่ฟรอนต์โรว์ในช่วงมิลาน แฟชั่น วีค เคียงข้างด้วยบรรณาธิการแฟชั่นชื่อดัง โดยที่มีแล็ปท็อปวางอยู่ตรงหน้า พร้อมรีวิวแฟชั่นให้แฟนๆ ได้ติดตามแบบเรียลไทม์ การปรากฏตัวของพวกเขากลายเป็นข่าวพาดหัว นิวยอร์กไทม์เขียนว่า “บล็อกเกอร์บุกฟรอนต์โรว์แฟชั่น” ไฟแนนเชียลไทม์พาดหัวว่า “สไตล์บล็อกเกอร์ครองเวที” 

นี่ไม่เพียงเป็นสัญญาณถึงการเข้าสู่ยุคใหม่ของสื่อแฟชั่นเท่านั้น แต่ยังสื่อว่าหน้าใหม่ในวงการแต่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้เหล่านี้เป็นกระบอกเสียง และเป็นตัวแทนเอเชียนคอมมิวนิตี้ด้วย ในบรรดาบล็อกเกอร์เจเนอเรชั่นแรก Bryanboy, Tommy Ton, Rumi Neely (จาก Fashion Toast) Susie Lau (หรือ Susie Bubble) Tina Chen Craig (จาก Bag Snob) และ Aimee Song (ผู้ก่อตั้ง Song of Style) ได้กลายมาเป็นผู้นำในการผลิตคอนเทนต์และวางรากฐานให้กับวัฒนธรรมอินฟลูเอ็นเซอร์ในปัจจุบัน บล็อกเกอร์เหล่านี้มาจากหลากหลายประเทศและก้าวข้ามพรมแดนและวัฒนธรรมต่างๆ  Bryanboy เริ่มทำบล็อกของตัวเองตั้งแต่ตอนยังอยู่กับพ่อแม่ที่บ้านในเมืองมานิลา ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อปี 2014 ส่วน Susie Lau เป็นชาวอังกฤษเชื้อสายฮ่องกง และ Aimee Song ก็เป็นชาวเกาหลี-อเมริกัน ในขณะที่อุตสาหกรรมนี้ยังต้องทำงานเพื่อผลักดันเรื่องการดึงกลุ่ม BIPOC (black, Indigenous and people of color) และกลุ่มคนที่ไม่ค่อยมีใครสนใจให้เข้ามามีส่วนร่วมอีกมาก นักสร้างคอนเทนต์ชาวเอเชียที่ประสบความสำเร็จด้วยตัวเองเหล่านี้ได้ช่วยให้แฟชั่นกลายเป็นโลกที่ตระหนักในความเป็นไปของโลกมากขึ้น 

บล็อกเกอร์เหล่านี้สร้างตัวจากสไตล์ส่วนตัวและการวิจารณ์แฟชั่น (แม่ว่าการจับมือเป็นพันธมิตรกับแบรนด์และข้าวของที่ได้เป็นของขวัญจากดีไซเนอร์จะตามมาทีหลัง) และได้แสดงให้เห็นว่าทุกคนมีสิทธิเป็นสื่อแฟชั่น (ใครก็เป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ได้) และสร้างบทบาทใหม่ให้กับชาวเอเชียนในอุตสาหกรรมนี้ เพราะเดิมทีนั้น ชาวเอเชียนมักอยู่ที่สองปลายทางที่สุดขั้วของระบบแฟชั่น คือถ้าไม่เป็นแรงงานผลิตเสื้อผ้า ก็เป็นมหาเศรษฐีสไตล์ Crazy Rich Asians ที่ซื้อชุดกูตูร์ไปเลย ในหนังสือ Asians Wear Clothes on the Internet ของ Minh-Hà T. Pham ได้มีการวิเคราะห์การก้าวขึ้นมามีอิทธิพลของเอเชียนแฟชั่นบล็อกเกอร์ โดยเรียกพวกเขาเหล่านี้ว่า “a new kind of Asian fashion worker หรือผู้ใช้แรงงานแฟชั่นประเภทใหม่ชาวเอเชียน”

Minh-Hà T. Pham ยังได้เขียนถึงอิทธิพลของคนเหล่านี้ที่เริ่มปรากฏตัวในยุค 2000 ว่า “กิจกรรมออนไลน์ของบล็อกเกอร์ช่วยสร้างคุณค่าทั้งโดยตรงและโดยอ้อมให้กับตัวพวกเขาเองและกับกลุ่มคนหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับโลกแฟชั่น เรียกได้ว่าตรงข้ามกับแนวคิดเดิมเกี่ยวกับคนเอเชียนที่ทำงานแฟชั่น เพราะซูเปอร์บล็อกเกอร์เหล่านี้ได้ชื่อว่าส่วนหนึ่งของกลุ่มคนเอเชียสายครีเอทีฟ  แทนที่จะถูกมองว่าไม่มีสกิลและถูกกดขี่ ซูเปอร์บล็อกเกอร์มักได้รับการกล่าวถึงด้วยถ้อยคำที่สื่อถึงจินตนาการ ความช่างคิด  และวิสัยทัศน์” 

แม้ว่าวันนี้การทำบล็อกจะไม่ค่อยเป็นที่นิยม แต่พวกเขาเหล่านี้ก็ยังไปได้ดีในแพลตฟอร์ม Twitter, Instagram รวมถึงใน TikTok และยังประสบความสำเร็จกับการสานต่อความสัมพันธ์กับแบรนด์ลักชัวรี่ ไปจนถึงก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นหรือความงามของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม หนทางยังอีกยาวไกลในการปีนป่ายบันไดสูงสุดของวงการนี้ Susie Lau ได้เขียนบทความลงนิตยสารโว้ก อังกฤษที่ว่าด้วยเรื่อง ‘เพดานไม้ไผ่’ ที่เป็นอุปสรรคของชาวเอเชียน  รวมทั้งการไร้ตัวตน การถูกมองเป็นชนกลุ่มน้อย และการถูกฉกฉวยสิ่งต่างๆ ที่ส่งผลต่อประสบการณ์ของเรา ไม่เพียงแค่ในโลกแฟชั่น แต่โดยทั่วไปด้วย เธอยังกล่าวถึงรายงานของนิวยอร์กไทม์ว่ายังไม่ค่อยเห็นผลในเรื่องการจ้างงานคนดำในวงการเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ตำแหน่ง ไม่ใช่แค่ในตำแหน่งระดับสูง แม้จะมีการรณรงค์เรียกร้องใน Black Lives Matter แล้วก็ตาม “ดูเหมือนว่าชาวเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องการเข้าสู่โลกแฟชั่นก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน” 

ปัจจุบัน ซึ่งเกิดกระแสกเกลียดชังชาวเอเชียอยู่ในขณะนี้ บล็อกเกอร์เหล่านี้ก็ได้ใช้แพลตฟอร์มของพวกเขาในการสนับสนุน #StopAsianHate และให้ความรู้แก่ผู้ชมเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ นอกจากจะขับเคลื่อนโลกแฟชั่นให้ไปข้างหน้าปล้ว แฟชั่นบล็อกเกอร์เอเชียนเหล่านี้ยังทำให้เราตระหนักว่าแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเริ่มต้นจากบุคคล แต่ก็สามารถสัมผัสได้โดยถ้วนทั่ว 

Other Articles