Sunday, April 11, 2021

5 สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในชีวิต ‘มุกดา นรินทร์รักษ์’

‘มุก’ หรือมุกดา นรินทร์รักษ์ นักแสดงสังกัดช่อง 7HD ที่ฝากฝีมือไว้ในละครดราม่าหลายเรื่อง ล่าสุดเธอมีโอกาสได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยทำ นั่นคือการแสดงภาพยนตร์เรื่อง ‘บอสฉันขยันเชือด’ ของค่าย Tai Major และกำลังฉายในโรงในขณะนี้ ความท้าทายของก้าวแรกในวงการจอเงิน บวกกับการรับเล่นบทที่นอกเหนือจากดราม่า ไม่ได้เป็นข้อจำกัดใดๆ ให้เธอเลยแม้แต่น้อย นั่นเพราะมุกไม่เพียงสั่งสมประสบการณ์ทางการแสดงมาตลอด 6 ปี แต่เธอยังสะสมความคิดดีๆ นับตั้งแต่วันที่ยังไม่เคยมีความคิดว่าจะเข้าวงการด้วยซ้ำ

‘บอสฉันขยันเชือด’ ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก

“มุกเล่นเป็นเมษา มีความตื่นเต้นนิดนึง เรื่องนี้เป็นแนวคอเมดี้ทริลเลอร์ มุกรับเล่นเพราะอยากรู้ว่าเล่นภาพยนตร์มันเป็นยังไง ถ้าพูดถึงการทำงานมุกว่าหนักคนละแบบนะคะ ละครมีเวลาให้เล่าเรื่อง แต่หนังมีเวลาน้อย อารมณ์ไม่ได้เหมือนละคร อาจจะมีความเรียลกว่า ถ่ายทำยากกว่า ใช้กล้องตัวเดียว ในขณะที่ละครเรามีกล้องหลายตัวรับ เล่นเทคเดียว มันคนละฟีลกัน”

คุณรับบทดราม่าเป็นส่วนใหญ่ พอเล่นคอเมดี้แล้วรู้สึกอย่างไร

“มุกไม่ค่อยถนัดแนวนี้เท่าไร ทุกครั้งที่เล่นคอเมดี้มุกจะรู้สึกว่าเป็นอะไรที่ยาก จะเกร็ง จะคิดว่ามันดีหรือเปล่า แต่พอเราอยู่กับตัวเมษาไปทุกวัน เราเริ่มเข้าใจแล้วว่าจริงๆ คอเมดี้มันไม่ได้ตลกด้วยว่าเราพยายามทำอะไรตลก แค่ปล่อยไปตามบทก็พอ มุกแทบจะไม่ได้ทำอะไร เพราะในบทเขียนมาหมดทุกอย่างว่าเรามีคาแร็กเตอร์แบบไหน ก็เลยตลกด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว”

แสดงว่าถ้าเล่นดราม่านี่สบายเลยใช่ไหม

“ละคร 4-5 เรื่องที่ผ่านมาเป็นดราม่าหมดเลยค่ะ แล้วเราก็รู้สึกชอบเพราะเราอินได้ง่าย เราเข้าใจเพราะมันไม่ได้ห่างจากชีวิตจริงของเรา มันเทียบเคียงอารมณ์ได้”

ตัวตนมุกเป็นแบบไหนคะ อายุ 24 เองแต่ดูจริงจังมาก

“ใช่ค่ะ มุกเป็นคนซีเรียสและมีโลกส่วนตัวสูง เพราะช่วงวัยรุ่นมุกโตที่ญี่ปุ่น คือพอได้ตำแหน่งมิสทีนไทยแลนด์ตอนอายุเกือบ 16 มุกมีโอกาสได้ไปแคสต์งานเกี่ยวกับ Tokyo Runway เลยได้ไปทำงานที่ญี่ปุ่น ตอนอยู่ที่โน่นค่อนข้างมีแต่ความกดดัน เราจะต้องพยายามดีขึ้นๆ ดีขึ้นในที่นี้หมายถึงอะไรที่เราทำไม่ได้ก็ต้องพยายามทำให้ได้ ประสบการณ์ตรงนั้นทำให้เรากลายเป็นคนแบบนี้โดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน เพราะการทำงานที่โน่นจะไม่มีคำว่าเล่น เราต้องจัดระเบียบชีวิตตัวเองทุกอย่าง”

แล้วมุกก็ยังทำแบบนั้น เวลากลับมาทำงานในเมืองไทยเหรอ

“มุกแค่คิดว่าวันนี้เรามาทำงาน เราอยากให้งานออกมาดี แล้วเราก็อยากให้คนที่มาทำงานกับเราจริงจังกับเราด้วย มันเป็นอย่างนี้เพราะว่าคนญี่ปุ่นแค่ขึ้นชื่อว่ามาทำงาน เขาก็จริงจังกับเราแล้วโดยที่เราไม่ต้องพูด คือเรามาถึงปุ๊บ ช่างแต่งหน้าตั้งโต๊ะแล้วนะคะ กล้องเสร็จรอก่อนเราด้วยซ้ำ พอเราแต่งหน้าเสร็จปุ๊บเขาพร้อมจะเปลี่ยนเสื้อแล้วโยกเราทันที

“สมัยแรกๆ ที่กลับมามุกรู้สึกว่ามันแปลก เพราะว่าไม่เคยเจอแบบนี้ คือเราเริ่มต้นที่โน่น ไม่ได้เริ่มที่นี่ เราเลยมองว่ามันเป็นแบบนี้เหรอ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องงานก็ได้ แค่เพื่อนก็พอ มุกนัดเพื่อนมากินข้าว ถ้าเพื่อนมาสายก็จะไม่โอเคละ เอ๊ะ ฉันนัดแกบ่ายสอง แกจะมาบ่ายสามไม่ได้ มุกเป็นคนจริงจังเรื่องเวลามาก ถ้าแกจะเปลี่ยนเวลาต้องบอกฉันอย่างน้อยสามชั่วโมงนะ ไม่ใช่มาบอกกะทันหัน”

มุกให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรเป็นหลัก

“มุกจะซีเรียสแค่เรื่องทำงานกับเรื่องเวลา คือถ้าจริงจังแล้วช่วยจริงจังด้วย แล้วเรื่องเวลาถ้าพูดแล้วช่วยรักษาด้วย เพราะตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นมันเป็นกฎเหล็ก มันเป็นอะไรที่เราต้องคอนโทรลให้ดี พลาดครั้งเดียวพลาดได้ แต่อย่ามีครั้งต่อไป มุกก็เลยจะหงุดหงิด ตอนที่หงุดหงิดเพื่อนเรื่องนัด มุกไม่เจอเพื่อนคนนี้อีกเลย คือคุยนะ แต่ไม่นัดแล้ว (หัวเราะ) ตอนอยู่ที่โน่นเราเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ เรามีความชิลมากๆ เราไม่ได้มีความเครียดอะไรเลย แต่พอไปอยู่ในสังคมที่โน่นมันทำให้เราพยายามที่จะเป็นแบบเขา ไม่งั้นเราจะอยู่ในสังคมการทำงานของเขาไม่ได้ แล้วเขาก็จะมองว่าเราไม่ดีและไม่มีความรับผิดชอบ”

เคยเจอเคสลุ้นระทึกบ้างไหม

“มุกเคยไปสาย ตอนนั้นเพิ่งไปอยู่ไม่นาน มันเกิดจากการคลาดเคลื่อนในการตั้งนาฬิกาปลุก มุกเลตไปเกือบชั่วโมงครึ่ง แล้วมันไกลมาก ทำให้กองเสียเวลา เราเห็นชัดถึงความเสียหายทุกอย่างในวันนั้น เราเลยจำไว้ตลอดว่าจะไม่ทำอีก แล้วก็มีอีกเคสหนึ่งเราต้องนั่งรถไฟฟ้าไปเอง วันนั้นมุกไม่ได้เผื่อเวลา ไปแบบชิลๆ ไม่ได้คิดอะไร ปรากฏว่าหลง เราก็เอาแล้ว! ยังดีที่สายแค่สิบนาที แต่โดนเมเนเจอร์ด่ายับเลยนะ ‘ทำไมถึงไม่เผื่อเวลา คุณรู้ว่าตัวเองไม่ชิน คุณรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนที่นี่ คุณจะเกิดความผิดพลาดอะไรก่อนหน้านี้ก็ได้นะ’ จากนั้นก็หลอนไปอีกว่าสิบนาทีก็ไม่ได้ หลังจากชั่วโมงกว่าเราก็ช็อกไปแล้วรอบนึง เล็กๆ น้อยๆ สิบนาทีนี่เขาจ้องจะเล่นเลยนะ มันจะมีความเครียดแบบนี้อยู่ตอดเวลา ทำให้มุกต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดให้ได้มากที่สุด มันทำให้มุกเป็นคนที่เวลาทำอะไร ก่อนนอนหรือจะไปไหน มุกจะแพลนทุกๆ อย่าง”

ตลอดสามปีที่อยู่ญี่ปุ่น ไม่รู้สึกท้อเลยเหรอ

“ไม่นะคะ แรกๆ ก็รู้สึกว่าจะอะไรนักหนา แต่พออยู่ไปสักพักก็เริ่มเห็นว่าเป็นข้อดี มันเป็นการทำงานของคนญี่ปุ่นจริงๆ ที่เขาเป็นกันทุกคน เป็นเรื่องระเบียบวินัยของประเทศเขา เขามีความจริงจังในการทำงาน แต่พอหลุดจากการทำงานเขาก็มีความชิลมาก เสร็จจากงานก็ยิ้ม ชวนไปกินข้าว อ้าว! แล้วเพิ่งด่าเมื่อเช้าล่ะ ลืมแล้วเหรอ (หัวเราะ) คำว่าด่าของมุกคือสอนนะคะ เขาสอนในเชิงที่จริงจังและซีเรียสมาก เราเริ่มเข้าใจว่าเรื่องพวกนี้คงเป็นแค่การพยายามที่อยากจะให้เราดีขึ้นก็ต้องพูดตักเตือน มุกเลยพยายามปรับตัวให้อยู่ในสังคมเขาได้โดยที่ไม่ต้องคิดอะไร ซึ่งจริงๆ มันดีกับตัวเราด้วยค่ะ เป็นคนตรงเวลา เป็นคนที่ทำงานแล้วคนร่วมงานชอบ ชื่นชม และมีฟีดแบ็กที่ดีกลับมา”

จากที่เริ่มต้นทำงานตอนอายุ 15 จนมา 24 อะไรบ้างที่คุณเปลี่ยนไป

“มุมมองการใช้ชีวิตกับทัศนคติการทำงานค่ะ ชัดๆ เลยที่ทำให้เราอยู่ตรงนี้ได้ มุกว่าตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ มุกคอนโทรลแพลนทุกอย่างในชีวิตเสมอ จนเป็นระบบไปแล้ว”

คิดว่าตัวเองเป็นนักสู้คนหนึ่งไหม ดูเหมือนกว่าจะได้แต่ละอย่างมาก็ไม่ได้ง่าย

“จริงๆ มุกไปแค่ทีละสเต็ปนะคะ อย่างแรกคือมุกอยากทำงาน อยากเป็นเด็กที่มีงาน เพราะเรารู้สึกว่าตอนอายุ 15 เราไม่มีงาน ในขณะที่คนอื่นมีงาน เราเลยงงว่าทำไมฉันไม่มี แค่นั้นเอง เป็นความคิดแบบเด็กๆ เลย คิดว่าถ้าไปญี่ปุ่นฉันต้องมีงาน คิดแค่นี้ มุกไม่เคยคาดหวังว่าจะเป็นดารา เล่นละคร มีโฆษณายี่สิบตัว มุกไม่เคยคาดหวังกับตัวเองขนาดนั้น เพราะช่วงอายุ 15 เราเหนื่อยแล้วกับการคาดหวัง ที่ญี่ปุ่นสอนให้เรารู้ว่าบนโลกนี้มีคนมากมายที่จะยืนอยู่ตรงนี้ ถ้าเราอยากจะได้งาน เราต้องเก่งพอๆ กับงานให้คนเลือกด้วย

“เวลาไปแคสต์งานทุกคนจะโชว์ความสามารถของตัวเองให้ได้มากที่สุด เราเริ่มรู้แล้วว่าทุกวันนี้ต้องมีอะไรมากกว่าความสวย ความเก่ง ที่จะทำให้คุณดูโดดเด่นและให้เขาเลือกคุณ นางแบบที่โน่นโพสได้เร็วมากและสวยมาก เก่งมาก สมมติถ่าย 50 ภาพ ใช้ได้แล้ว 40 ภาพ มุกคิดว่ากว่าเขาจะมายืนอยู่จุดนี้ เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง เขาคงต้องเรียน ดูตัวเองหน้ากระจก ศึกษาท่าโพส ต้องพยายามมากแค่ไหนเพื่อที่เขาจะโพสได้ดีขนาดนี้ มุกเลยคิดว่าทุกอย่างมันก็ไม่มีอะไรแล้ว สุดท้ายเราชิลกับมัน แล้วเราทำหน้าที่ให้เต็มที่ ถ้าวันนึงโอกาสจะเป็นของเรามันก็มา ถ้ามันมีพื้นที่ที่ทำให้เราได้โชว์ความสามารถให้เขาเห็น วันนั้นจะทำเต็มที่…จบ”

มุมมองความรักของมุกเป็นแบบไหน

“มุกเป็นคนที่ซีเรียสเรื่องความรักมาก ถ้าเรารู้ว่าทัศนคติเราไปกันได้ เราจะคุยไปเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่ได้เราตัดทิ้งเลย แค่อาทิตย์เดียวก็รู้แล้ว ต่ำๆ มุกจะคุยแปดเดือนเลยนะ คุยนะไม่ได้คบ แทบจะให้เราเคยทะเลาะกันสักครั้งนึงก่อนด้วยซ้ำ มุกถึงจะกล้าคบ มุกไม่อยากจะคบกับใครแล้วคบๆ เลิกๆ ไม่ชอบใช้คำว่าเลิก เพราะรู้สึกว่าเลิกแล้วมันเอาความรู้สึกกลับมาไม่ได้ ไม่อยากให้คำว่าเลิกเอามาพูดพร่ำเพรื่อ เวลาคบใครจริงๆ ก็เลยดูนาน คือช่วงโปรโมชั่นมันมีทุกคนอยู่แล้ว แปดเดือนเนี่ยเลยโปรโมชั่นแล้ว ให้ทะเลาะกันก่อน ให้มีเรื่องอะไรให้เราต้องรู้อีกมุมของคนนั้นบ้าง ไม่ใช่ว่ามีแต่เรื่องดีๆ มุกอยากให้ถึงจุดนั้นก่อนเราถึงจะกล้าคบใครสักคน แล้วการคบของเราก็จะเป็นการคบที่ยาวนาน”

5 สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในชีวิต

1. ครอบครัว

ครอบครัวคือกำลังใจหลักของเรา แม่กับพ่อมีความสำคัญกับตัวมุกมากในทุกๆ อย่างไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม

2. ตัวเอง

เวลาท้อมากๆ แต่สุดท้ายก็ขอบคุณตัวเอง

3. พี่กัณ

พี่กัณ (อารีรัตน์ พินชัย) คอยช่วยเราห่างๆ แบบห่วงๆ มาตั้งแต่อายุ 15 เขาซัพพอร์ตและเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง

4. น้องหมา

มุกรักหมามาก เขาช่วยได้เยอะนะ เวลาเราเศร้าเขาจะเดินหางหดมาหาเรา หูจะตก พอน้องจากไปเราก็เศร้า แต่กำลังจะซื้อใหม่แล้ว กำลังจะเริ่มมหกรรมความเศร้า

5. เงิน

เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้อยู่แล้ว ทุกวันนี้เราก็ยังทำงานหาเงิน เก็บเงินออมเพื่ออนาคต เพื่อที่ยามแก่จะไม่มีใครต้องมาลำบากกับเรา หรือถ้าวันนึงเราป่วยก็ไม่ต้องมาเหนื่อยกับเรา

ช่วงอายุ 15 เราเหนื่อยแล้วกับการคาดหวัง ที่ญี่ปุ่นสอนให้เรารู้ว่าบนโลกนี้มีคนมากมายที่จะยืนอยู่ตรงนี้ ถ้าเราอยากจะได้งาน เราต้องเก่งพอๆ กับงานให้คนเลือกด้วย

Photographer: Perakorn Voratananchai

Stylist: Piphacha Vonpiankul

Special Thanks: NIWO (Sukhumvit 39) Tel. 086-3156479 IG: @niwocafe

Other Articles